LOGIN“เอ่ยเช่นนั้นได้อย่างไร หากป้ารู้ว่าเจ้ากลับมาแล้ว มีหรือจะไม่ให้คนส่งเทียบเชิญให้ เอาล่ะ...ใครก็ได้ จัดโต๊ะให้องค์รัชทายาทที”
“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคุ้นเคยกับคุณชายสามเซี่ยอยู่ก่อนแล้ว นั่งตรงนี้ก็ได้ จะได้ไม่รบกวนคนอื่นๆ” ท่าทีไม่ถือตัวของมู่หรงฉางชิง ทำเซี่ยหรงเหยารู้สึกว่า องค์รัชทายาทผู้นี้ช่างประหลาดนัก ไม่เย่อหยิ่งแต่กลับดูลึกลับน่าค้นหา ทว่า...เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น ตอนนี้ตนเองยังต้องออกไปบรรเลงกู่ฉินอยู่หรือไม่ ท่าทียึกยักทำตัวไม่ถูกของเซี่ยหรงเหยา ที่ไม่รู้ควรก้าวออกไป หรือกลับมานั่งลงที่เดิม ทำร่างสูงนึกขบขันในใจ “คุณหนูเซี่ย เหตุใดไม่นั่งลงเล่า เจ้ากำลังบดบังเปิ่นไท่จื่อ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกับนางอย่างหยอกเย้า คนที่ต้องการเห็นหญิงสาวขายหน้า มองมาอย่างไม่สบอารมณ์ รวมถึงหลินเสวี่ยถง เซี่ยหรงเหยาเห็นช่องทางเอาตัวรอด นางจึงรีบนั่งลงทันที “ขอบพระทัยเพคะ” ร่างบางเอียงกายไปกระซิบเบาๆ ท่าทีสนิทสนมของทั้งสอง ทำใครบางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแสดงออกว่าไม่พอใจ และยิ่งเมื่อเห็นพวกเขาพูดคุยอย่างถูกคอ ความร้อนรุ่มในอกกลับตีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด “เหตุใดนางถึงได้รู้จักกับพี่รอง” มู่หรงจ้านพึมพำเสียงเบา หลังรัชทายาทมู่หรงฉางชิงก้าวเข้ามาร่วมงานเลี้ยงชมดอกเหมย เหล่าสตรีที่หมายปองตำแหน่งไท่จื่อเฟยของชายหนุ่ม ต่างแย่งชิงกันแสดงความสามารถ เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้พบราชามังกรที่เห็นหัวไม่เห็นหางผู้นี้ ทว่า...ในงานเลี้ยง มีเพียงสองคนท่านั้นที่ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากของว่างตรงหน้า และจิบชาชื่นชมบรรยากาศ “อากาศดียิ่งนัก ขนมก็อร่อย คิดไม่ผิดเลยที่ตามพี่ห้ามาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้” ว่านหนิงอวิ๋นกล่าวพลางลูบท้องอย่างพอใจ หลังกวาดของหวานในจานตรงหน้าจนหมดเกลี้ยง รวมถึงของในจานของพี่ชายด้วย เซี่ยหรงเหยาที่นั่งข้างๆ หัวเราะเบาๆ “เหอะ! เป็นข้าเสียอีก หากมิได้องค์รัชทายาทช่วยไว้ เกรงว่าวันนี้คงต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่” นางถอนหายใจพลางเหลือบมองไปยังฝั่งตรงข้าม ที่ซึ่งหลินเสวี่ยถงกำลังออดอ้อนมู่หรงจ้าน ราวกับโลกทั้งใบมีเพียงพวกเขาสองคน ใบหน้าของนางยามนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มหวาน แต่เมื่อสายตาของเซี่ยหรงเหยาเผลอมองไป กลับพบว่ามู่หรงจ้านเองก็กำลังมองมายังตนด้วยสายตาไม่พอใจ “เขามองข้าทำไมกัน...” เซี่ยหรงเหยารีบหลุบตาลงต่ำ ทั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่สั่งฆ่านางอย่างโหดเหี้ยมในชาติก่อน แต่หัวใจของนางยามนี้กลับเต้นแผ่วเบาและสงบอย่างน่าประหลาด การแสดงออกอย่างไม่ใส่ใจของหญิงสาว ทำตวนอ๋องมีโทสะขึ้นมาจางๆ เพราะในยามปกติแล้ว หากเห็นทั้งสองคนแสดงความรักต่อกัน นางคงไม่พลาดที่จะเข้ามาโวยวายหรือหาเรื่องตามนิสัยเดิม แต่วันนี้กลับต่างออกไป ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในงานเลี้ยง เซี่ยหรงเหยาไม่แม้แต่จะปรายตามองตน ไม่ยอมเข้ามาทักทาย ในสายตาของนาง...ขนมตรงหน้ายังสำคัญกว่าเขาเสียอีก มือที่วางอยู่ด้านหน้ากำเข้าหากันแน่น ยามปกติเขามักจะผลักไสและพูดจาไม่น่าฟัง รู้สึกรำคาญทุกครั้งที่นางคอยตามติด ทว่าครั้งนี้กลับไม่เหมือนเดิม มิใช่ตนเอง หากแต่เป็นนาง เซี่ยหรงเหยาดูต่างออกไปตั้งแต่ที่ได้พบกันที่หน้าสำนักศึกษา นางดูเฉยชาไม่มองมายังตนด้วยสายตาหลงใหลอีกต่อไป ในนั้นมีเพียงความว่างเปล่าและเหินห่าง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่... ชายหนุ่มครุ่นคิดเพียงลำพัง ทว่าเมื่อมองไปอีกครั้ง ที่นั่งของเซี่ยหรงเหยากลับว่างเปล่าเสียแล้ว เพราะดื่มชามากเกินไปจนรู้สึกปวดท้อง เซี่ยหรงเหยาจึงลุกออกจากลานชมดอกเหมยไปยังห้องน้ำด้านหลังศาลา สายลมหนาวพัดกลีบดอกเหมยปลิวว่อนรอบตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ คล้ายจะช่วยทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเมื่อกลับออกมา กลับพบร่างสูงของมู่หรงจ้านยืนอยู่เพียงลำพัง ชายหนุ่มยามนี้กำลังหันหลังให้กับทางเดิน ดวงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงาของเขายาวเหยียดบนพื้นหิน เซี่ยหรงเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งใจเดินอ้อมไปอีกทางอย่างเงียบๆ แต่ยังไม่ทันก้าวพ้น เสียงทุ้มต่ำพลันดังขึ้นจากด้านหลัง “เดี๋ยวก่อน!” ร่างบางหยุดฝีเท้า จากนั้นจึงหันกลับมาช้าๆ “ตวนอ๋องมีอะไรจะพูดกับหม่อมฉันหรือเพคะ” น้ำเสียงเรียบเฉยของนางทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม มู่หรงจ้านขมวดคิ้วแน่น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร หากเปิ่นหวางไม่มีอะไรแล้วเรียกเจ้ามิได้รึ” น้ำเสียงแฝงโทสะของเขา ทำหญิงสาวรู้สึกกลัวในใจ “มิใช่เช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ถ้าท่านอ๋องไม่มีธุระสำคัญ พี่ชายของหม่อมฉันกำลังรออยู่” คำตอบนั้นทำชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมสตรีตรงหน้าจึงเย็นชาเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนเพียงเห็นตนเองอยู่กับหลินเสวี่ยถง นางก็พร้อมจะปรี่เข้ามาหาเรื่องให้ปวดหัว เซี่ยหรงเหยายืนนิ่ง รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ แต่จนแล้วจนรอด มู่หรงจ้านกลับยังคงเงียบ นางจึงขยับเท้าคิดเดินจากไป ทว่ามือใหญ่กลับคว้าแขนของนางไว้แน่น “ท่านอ๋อง ปล่อยข้านะ!” ร่างบางสะบัดแขนเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุม สีหน้าไม่หลงเหลือความสุภาพใดใดอีกต่อไป การกระทำของนางเริ่มแสดงออกถึงนิสัยเดิม และมู่หรงจ้านก็ยกยิ้มอย่างพอใจ “ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะสมกับเป็นเจ้า” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้วมุ่น มองเขาด้วยสายตางุนงง “เจ้าเห็นข้ากับหลินเสวี่ยถงแสดงความรักต่อกัน ในใจคงจะเจ็บปวดและอัดอั้นมากสินะ” ชายหนุ่มโน้มกายเข้าใกล้ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ “ไม่เป็นไร ข้าอยู่นี้แล้ว เจ้าสามารถอาละวาดได้ตามใจชอบ” บัดนี้เซี่ยหรงเหยารู้แล้วว่า คนผู้นี้ต้องการอะไร เหตุใดเขาถึงต้องมาดังรอตนเองที่นี่...นั่นก็เพราะ นางมิได้ตามตอแย จึงทำให้เขารู้สึกว่า อำนาจในการแสดงออกและควบคุมของตนลดน้อยลง “ประสาท” หญิงสาวสะบัดแขนออกจากมือเขา แล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่กลับยังหลบไม่พ้น เพราะขาที่ยาวกว่า ทำให้มู่หรงจ้านตามมาทัน และขวางนางเอาไว้อีกครั้ง “นี่! เจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่ มู่หรงจ้าน!” ร่างบางเริ่มมีโทสะ นางตวาดแหวออกไป...ทั้งที่ไม่คิดข้องเกี่ยวกับคนผู้นี้อีกแล้ว แต่เขากลับเป็นฝ่ายตามตอแยไม่ปล่อยนาง “เจ้ากล้าเรียกชื่อของข้าตรงๆ เช่นนี้ คงจะโกรธจริงๆ แล้วสินะ” ท่าทีพออกพอใจของบุรุษตรงหน้า ทำเซี่ยหรงเหยาเดือดดานขึ้นมาทันที “ปล่อยนางซะ!” ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังยื้อยุด เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของใครบางคนพลันดังขึ้นทางด้านหลัง เซี่ยหรงเหยามองร่างสูงที่สวมชุดคลุมสีเดียวกับตน ในใจของนางพลันรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก “พี่รอง”“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง