Se connecterเหยาซูหนี่ว์มองหาโรงเตี๊ยมที่ดูสงบและปลอดภัย
นางไม่กล้าถามราคาโรงเตี๊ยมใหญ่ๆที่อยู่ติดริมถนน เพราะเกรงว่าราคาจะสูงเกินไป
อีกทั้งนางก็ไม่แน่ใจว่า จะต้องใช้เวลาพักอยู่นานแค่ไหน
ถ้าหากนางยังหาเงินมาซ่อมจวนตระกูลเหยาไม่ได้ นางอาจจะต้องลองหาบ้านเช่าที่ราคาย่อมเยาว์พอที่นางจะจ่ายไหวได้แทน
ตอนเดินสำรวจตลาด นางได้หมายตาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อว่า โรงเตี๊ยมหนิงจิ้ง เอาไว้
โรงเตี๊ยมหนิงจิ้ง ชื่อก็มีความหมายตรงตามที่นางต้องการ ซึ่งหมายถึง ความสงบเงียบ
นางเห็นโรงเตี๊ยมหนิงจิ้งอยู่ไม่ลึกจากถนนมากนัก และไม่ไกลจากตลาดที่นางคิดวางแผนเอาไว้ว่าจะลองทำการค้าขายดูซักหน่อย
แถมสภาพภายนอกของโรงเตี๊ยมนี้ก็ยังดูใหม่ บริเวณรอบๆก็เรียบร้อย ผู้คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป
นางตัดสินใจเดินเข้าไปสอบถามราคาห้องพักก่อน
เมื่อนางก้าวเท้าเข้าไปด้านใน บรรยากาศสงบเงียบก็ทำให้นางรู้สึกชอบทันที
บริเวณโถงด้านหน้าที่เป็นส่วนของร้านอาหาร ซึ่งเป็นแบบปกติทั่วไปของโรงเตี๊ยมในยุคสมัยนี้ แต่ได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่ายสบายตา ที่ดูโปร่งโล่งไม่อึดอัด
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือ..
ที่นี่แทบไม่มีลูกค้านั่งอยู่เลย
ทั้งที่ปกติโถงด้านหน้าที่เป็นส่วนของร้านอาหาร ในเวลาที่ควรจะมีลูกค้าหนาตา แต่กลับมีลูกค้านั่งอยู่เพียงแค่โต๊ะเดียว
และโต๊ะเดียวที่มีลูกค้ากำลังนั่งอยู่ กลับเป็นบุรุษร่างใหญ่สามคนที่สวมชุดขององครักษ์เสื้อดำ
กลิ่นอายความตายจากพวกเขา เปลี่ยนบรรยากาศเงียบสงบงดงามของโรงเตี๊ยม ให้กลายเป็นความหนาวเหน็บของป่าช้าขึ้นมาทันที
นางเกือบจะถอยหลังกลับออกไปแล้ว เมื่อหนึ่งในองครักษ์เสื้อดำ เอี้ยวเสี้ยวหน้าด้านข้างมาเล็กน้อย
ประกายแสงไฟที่สะท้อนกับหน้ากากเงินครึ่งหน้า ที่ปกปิดดวงตาของเขาเอาไว้ ดูเหมือนแสงของใบมีดที่ทิ่มตรงเข้ามาหานาง
และนางรู้ได้ทันทีว่า.. กำลังถูกมองสำรวจอยู่เงียบๆ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางถึงรู้สึกเหมือนเป็นผู้ร้าย ที่เดินมาเจอตำรวจ ทั้งๆที่นางไม่ได้ทำผิดอะไรเลยก็ตาม
"อ้าว แม่นาง มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่"
ชายสูงวัยท่าทางสะอาดตาเหมือนบัณฑิต ดูแล้วเหมือนนักบัญชีหรือไม่ก็อาจจะเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยม เดินออกมาจากด้านในแล้วเห็นนางเข้าพอดี
เหยาซูหนี่ว์อยากจะส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วรีบเดินหลบออกจากโรงเตี๊ยมนี้ไปทันที แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการกระตุ้นพวกองครักษ์เสื้อดำให้สงสัยในตัวนางขึ้นมา
จึงจำใจต้องกล่าวออกไป ให้เหมือนคนทั่วไปที่มาหาห้องพักว่า
"เอ่อ ข้าอยากได้ห้องสงบๆซักห้องนึงเจ้าค่ะ"
นางพยายามทำตัวให้ปกติ และโชคดีที่นางมีหมวกปีกกว้างกับผ้าโปร่งล้อมรอบปิดบังใบหน้าเอาไว้ ทำให้ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าตื่นๆของนางได้
ชายตรงหน้าตอบนางทันทีว่า
"ต้องขอโทษแม่นางด้วยขอรับ คืนนี้โรงเตี๊ยมของข้าถูกเหมาหมดแล้ว ไว้ท่านค่อยมาใหม่วันหลังนะขอรับ"
นางพยักหน้าทำทีว่ารับรู้ โรงเตี๊ยมนี้ถูกเหมาแล้วก็ดี นางก็ไม่ได้อยากจะมาพักร่วมกับพวกองครักษ์เสื้อดำน่ากลัวพวกนี้หรอก
นางมองกลับเข้าไปยังด้านในอีกครั้ง ในใจพลันนึกขึ้นได้ว่า..
หรือว่าชายที่นางเพิ่งจะซื้อยาวิเศษให้กินเพื่อรักษาบาดแผล ก็ถูกพามาพักที่นี่ด้วย
นางนึกว่าเขาออกจากหมู่บ้านอี้ซานนี้ไปแล้วเสียอีก
แต่ถึงอย่างไร นางกับเขาก็เป็นแค่เพียงคนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้น
ในขณะที่นางเตรียมหันหลังกลับและก้าวท้าวเล็กออกไปจากโรงเตี๊ยม ก็มีองครักษ์เสื้อดำของหนานอ๋องอีกคน ที่เพิ่งกระโดดลงมาจากม้าศึกตัวใหญ่ แล้วพุ่งเข้ามาในโรงเตี๊ยมอย่างเร่งร้อน
เหยาซูหนี่ว์รีบขยับหลบทันที เมื่อองครักษ์เสื้อดำพุ่งผ่านตัวนางไปด้วยความเร็วจนเกิดลมพัดชายกระโปรงสีขาวปลิว
ในใจพลางคิดอย่างสอดรู้ว่า.. มีเรื่องอะไรกัน ถึงทำให้องครักษ์ผู้นี้รีบร้อนถึงเพียงนี้ได้
ในขณะที่สงสัย หูของนางก็ได้ยินเสียงแหบห้าวขององครักษ์เสื้อดำที่เพิ่งจะวิ่งเข้ามา พูดกับพวกที่นั่งอยู่ในโถงร้านอาหารว่า
"มีคำสั่งให้ตามหาหญิงสาว กับรถม้าเทียมลาในหมู่บ้านนี้มาให้หมด"
เหยาซูหนี่ว์ได้ฟังแล้วก็เกิดแตกตื่นในใจขึ้นมา
".....!!"
พวกเขามาตามหาใครนะ ?
หานางหรือ ?
ตามหาหญิงสาวกับรถม้าเทียมลาในหมู่บ้านอี้ซาน ที่ไม่รู้ว่ามีกี่คนกันแน่ แต่หนึ่งในนั้นก็ต้องมีนางรวมอยู่ด้วย !
นางไม่กล้าหันกลับไปที่พวกองครักษ์เสื้อดำอีก แต่หูก็ยังได้ยินเสียงคนยืนขึ้นพร้อมกันจนเกิดเสียงดังพรึ่บพรั่บ
หลังจากนั้นนางก็รีบก้าวออกมาจากโรงเตี๊ยมหนิงจิ้งทันทีแบบไม่เหลียวหลัง
สัญชาตญาณของนาง มันร้องเตือนถึงอันตรายบางอย่างที่นางก็ไม่รู้แน่ชัด
พวกองครักษ์เสื้อดำรีบร้อนเข้ามาตามหาคนถึงในหมู่บ้านอี้ซาน และคนผู้นั้นก็คือหญิงสาว ซึ่งนางก็เป็นหญิงสาวเช่นเดียวกัน
และพวกเขาก็ตามหาหญิงสาวที่มากับรถม้าเทียมลา ซึ่งก็ตรงกับนางอีกเช่นกัน
ความหวาดกลัวแปลกๆ ทำให้นางวิ่งกลับไปที่จวนตระกูลเหยาก่อนเพื่อหาที่หลบซ่อนตัว
นางรู้ว่าที่ๆนางจะเข้าไปหลบก่อนได้ก็คือ ร้านสะดวกซื้อนั่นเอง
ร้านค้าในห้วงมิติที่นางสามารถเข้ามาได้เพียงคนเดียว โดยที่คนภายนอกมองเข้ามาไม่เห็น และถ้ามีใครมาตามหานางที่จวนตระกูลเหยานี้ ก็จะเห็นเพียงจวนร้างว่างเปล่าเท่านั้น
"สวัสดีครับคุณลูกค้า มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย"
พนักงานซูฉีเห็นนางเข้ามาในร้าน ก็ฉีกยิ้มต้อนรับทันที
นางไม่อยากให้เขารู้ว่านางแค่มาหาที่หลบภัย ก็เลยตอบไปว่า
"ข้าแค่เข้ามาชมดูสินค้า เดี๋ยวถ้ามีอะไรให้ช่วย ค่อยเรียกเจ้าก็แล้วกัน"
"ยินดีครับ เชิญคุณลูกค้าตามสบายเลย"
พนักงานซูฉีผายมือให้นางเดินดูสินค้าได้ตามใจ แล้วถอยกลับไปยืนด้านในหน้าช่องแคชเชียร์ตามเดิม
เหยาซูหนี่ว์ถอนหายใจอีกครั้ง แล้วมองออกไปที่โถงกลางจวนข้างนอกร้านอย่างกังวล
ที่จริงแล้วพวกองครักษ์เสื้อดำอาจจะไม่ได้มาตามหานางก็ได้ เพราะว่านางก็ไม่ได้ทำสิ่งใดผิด
ในหมู่บ้านอี้ซานแห่งนี้ ก็ต้องมีหญิงสาวที่นั่งรถเทียมลากันบ้างไม่มากก็น้อย หาใช่ว่ามีแค่นางซักหน่อย
แต่ความกังวลเล็กๆในใจ ทำให้นางวิ่งมาหาที่หลบก่อน เหมือนมดที่รู้ล่วงหน้าว่าฝนจะตก จึงรีบพากันอพยพย้ายรังก่อนที่ฝนจะมา
อุปมาก็เหมือน การกันไว้ดีกว่าแก้นั่นแหละ
เหยาซูหนี่ว์ค่อยๆปรับใจที่ตื่นตระหนก ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แล้วค่อยๆเดินดูข้าวของในร้านสะดวกซื้อเพื่อฆ่าเวลา
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป..
มิคาดว่าเพียงไม่นานที่นางเข้ามาในร้านสะดวกซื้อ ก็มีกลุ่มองครักษ์เสื้อดำกลุ่มหนึ่งเข้ามาถึงโถงกลางในจวนของนางจริงๆ
ในจวนร้างว่างเปล่าของนาง ถูกพวกเขาเข้ามาสอดส่องทั้งนอกใน บนล่างจนทะลุปรุโปร่งเสียสิ้น
เกรงว่าถ้านางเป็นหนูที่ซ่อนตัวอยู่บนคานไม้ด้านบน พวกเขาก็จะหานางจนเจอได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
สุดท้าย.. ที่ๆพวกเขามายืนรวมตัวกัน ก็คือตรงหน้าประตูทางเข้าร้านสะดวกซื้อในห้วงมิติที่พวกเขามองเข้าไปไม่เห็น
แต่ที่เขาเห็นก็คือ บนพื้นที่มีฝุ่นจับหนา มีรอยเท้าเล็กๆของผู้หญิงที่หายไปราวกับล่องหนได้
"จะไปรายงานท่านผู้นั้นเช่นไร"
เสียงของหนึ่งในองครักษ์เสื้อดำกล่าวขึ้นอย่างมึนงง
"ก็ต้องรายงานตามจริง รอยเท้าหายไปตรงจุดนี้ ให้เขามาดูด้วยตาของตัวเองจะดีกว่า"
"หรือว่ามีผู้ที่มีวรยุทธพานางไป"
"อย่าเดาส่งเดช เจ้ารีบกลับไปรายงานก่อนที่ท่านผู้นั้นจะกริ้ว ที่เหลือแยกกันตามหาต่อไป"
เพียงไม่นาน พวกองครักษ์เสื้อดำก็พากันกลับออกไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากลมพัด
แต่เป็นเหยาซูหนี่ว์ที่บัดนี้ยืนเหงื่อแตกอยู่ภายในร้าน ทั้งๆที่อากาศในร้านสะดวกซื้อเย็นสบายราวกับฤดูใบไม้ผลิ
พวกองครักษ์เสื้อดำมาตามหานางจริงๆด้วย !
นี่นางไปทำผิดอะไรเอาไว้ ถึงได้ถูกตามล่าอย่างนี้ ?
กิตติศัพท์ฆ่าก่อนรายงานเบื้องสูง ของพวกองครักษ์เสื้อดำ ค่อยๆดังขึ้นในหัวของนางจากเบา แล้วก็ดังขึ้นเรื่อยๆอย่างกึกก้อง
เหยาซูหนี่ว์ได้แต่ร้องในใจว่า
แย่แล้ว !!
"!!!!!!!"
**********
..ฆ่าผิดสิบคน..
ดีกว่าปล่อยคนชั่วคนเดียวให้ลอยนวลไปได้
อามิตตาพุทธ
อิอิ By ไรริล
แสงจันทร์สีเลือดด้านนอกพลันเปล่งประกายเจิดจ้า สาดแสงส่องลงอาบย้อมสองร่างเปลือยเปล่าที่กำลังดื่มด่ำอยู่ในรสเสน่หาเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความเย็นเยือกของเตียงหยกขาว เริ่มแผ่ขยายความร้อนระอุจนบรรยากาศรอบกายแทบจะหลอมละลายจอมปีศาจไม่ได้รีบร้อนทว่ากลับเต็มไปด้วยความโหยหา ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด ดึงรั้งร่างบางให้แนบชิดกับแผงอกแกร่งของเขาจนไร้ช่องว่าง สัมผัสจากผิวเนื้อเปลือยเปล่าที่เสียดสีกันสั่นคลอนสติอันเลือนรางของเทพธิดาน้อยจนนางครางแผ่วในลำคอ“หนี่เอ๋อ.. มองข้า”น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบสั่งอย่างเอาแต่ใจ ยามที่เขาถอนริมฝีปากออกชั่วครู่ ดวงตากลมโตที่ส่องประกายฉ่ำปรือดุจหยาดน้ำค้างช้อนขึ้นมองบุรุษใต้แสงจันทร์นัยน์ตาดุดันของเขาบัดนี้เข้มขึ้นจนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ ลุกโชนไปด้วยประกายไฟรักที่พร้อมจะแผดเผานางให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน“เหยียน.. เหยียนจวิ้น..”นางเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเครือ ลมหายใจอุ่นๆของทั้งคู่รินรดผสานกันจนแยกไม่ออกจอมปีศาจยิ้มเยือนอย่างเสน่หา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาบดจูบเรียวปากอิ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละโมบ ตักตวงความหวานล้ำอย่างไม่รู
หยาดน้ำตาเม็ดโตพลันร่วงเผาะลงมาอาบแก้มเนียน ฉายชัดถึงความรู้สึกสลดใจและอัปยศอดสูจนถึงที่สุดร่างเล็กสั่นสะท้านก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ละล่ำละลักเรียกชื่อบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว“เหยียนจวิ้น.. ข้าขอโทษ.. ”เมื่อได้เห็นน้ำตาที่ร่วงหล่นราวกระจกแก้วที่แตกสลายของนางฟ้าน้อย และรับรู้ได้ว่านางกำลังจะใจสลายเพราะคิดว่าตนเองถูกชายอื่นแตะต้อง หัวใจของจอมปีศาจที่เคยแกร่งดั่งหินผาก็พลันอ่อนยวบลงด้วยความสงสารและรู้สึกผิดในพริบตาความขี้เล่นร้ายกาจมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความอาทร เขารีบคลายพันธนาการที่ข้อมือของนางออกอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นมือเข้าประคองใบหน้างามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแหลกสลายคามือสายตาคู่คมเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโหยหาอันลึกซึ้งที่ปิดบังไว้ไม่มิด“หนี่เอ๋อ ฟังข้าก่อน..”“ข้าไม่ฟัง ปล่อยข้านะ !”นางตวาดลั่นด้วยความขยะแขยง สะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุมพร้อมกับยกมือขึ้นร่ายเวทสร้างเกราะแสงเซียนสีทองสว่างวาบขึ้นมากั้นกลางระหว่างเขากับนางทันทีน้ำตาแห่งความอัปยศยังคงไหลรินไม่ขาดสาย น
แม้เหตุการณ์ระทึกในท้องพระโรง ที่นางถูกจอมราชาปิศาจจับตัวได้อีกครั้ง จะจบลงอย่างสันติแล้วแต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ กลับเป็นภาพความร่ำรวยและบารมีอันมากล้นของวังทองคำที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในยามที่นางได้เดินสำรวจอย่างละเอียดวังทองคำของจอมราชาปิศาจนั้น ไม่ได้มืดทึมคร่ำครึหรือน่ากลัวอย่างที่เทพธิดาหนี่วาจินตนาการเอาไว้เลย แต่กลับโอ่อ่าตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมทองคำแท้ที่สะท้อนแสงจันทราส่องประกายระยิบระยับจนแสบตาเสาค้ำยันตำหนักทุกต้นสลักเสลาลวดลายสัตว์อสูรโบราณ ประดับด้วยหยกและอัญมณีล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ พื้นหินอ่อนสีดำสนิทถูกปูทับด้วยพรมขนสัตว์อสูรนุ่มละเอียดทุกย่างก้าวของนางจึงรายล้อมไปด้วยความหรูหราขั้นสุด ตราบเท่าที่อำนาจมืดและความมั่งคั่งของแดนปรโลกจะบันดาลให้ได้ทว่า ตลอดระเบียงทางเดินยาวกลับมีเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบแว่วมาจากตามซอกกำแพงและมุมมืดให้นางได้ยินเบาๆ“พวกเจ้าดูนั่นเร็ว ! เทพธิดาจากสวรรค์องค์นั้นเดินเชิดหน้าชูคอราวกับเป็นเจ้าของวังคนใหม่เลยทีเดียวเชียวล่ะ !”เจี่ยกู่ ปีศาจกบรับใช้เอ่ยกระซิบ แววตาโปนๆของมันเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าขณะแอบมองผ่านรอยแยกของฉากกั้น มันพยายามจ
เทพธิดาหนี่วาได้แต่สบตาสีเลือดที่จับจ้องมาไม่วางตาพลางกัดฟันกรอด ในใจร่ำร้องตะโกนด้วยความเจ็บใจว่า‘ ข้าไม่ได้คิดถึงเจ้า ! '‘ ข้าแค่โดนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองหลอกให้วิ่งมาตกอยู่ในมือเจ้าต่างหาก ! ’' ไอ้ปิศาจหลงตัวเองเอ๊ย ! ’ทว่านางรู้ดีว่าภายใต้สถานการณ์ที่ฝูงปิศาจล้อมหน้าล้อมหลังและพร้อมจะขย้ำนางให้ตายได้ทุกเมื่อ การด่าทอหรือการทำตัวอวดเก่ง มีแต่จะทำให้ตัวนางเองกลายเป็นอาหารของพวกปิศาจเร็วขึ้นดังนั้นถ้านางอยากจะเอาตัวให้รอด ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความพึงพอใจที่เจ้าปิศาจตนนี้มีต่อนาง เอามาใช้เป็นเครื่องต่อรอง !ดวงตาสีงามระยับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างชั่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกายแวววาวอย่างมีจริต แล้วแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวนางฟ้าเช่นนาง.. จำต้องดึงเอาเคล็ดวิชานางจิ้งจอกระดับปรมาจารย์ออกมาใช้ปราบเจ้าปิศาจบ้าตัณหาตนนี้ให้อยู่หมัด ก่อนจะส่งยิ้มตาหวานเยิ้มไปประสานกับดวงตาสีเลือดคู่นั้นอย่างออดอ้อน“สมกับเป็นท่านจอมราชาผู้ปราดเปรื่อง.. และมีสายตาที่เฉียบแหลมยิ่งนักเจ้าค่ะ”เทพธิดาหนี่วาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปรุงแต่งจนนุ่มนวลระรื่นหู“ข้าน้อยอุตส่าห์ปกปิดกลิ่นอายเซียน ห่มเสื้อคลุมวิก
ความหวาดกลัวและรำคาญใจที่ถูกเจ้าปิศาจตามรังควานในยามนั้น ทำให้นางตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการหนีลงไปจุติยังโลกมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ก่อนเวลาทันทีโดยคิดเข้าข้างตัวเองว่า พอกาลเวลาผ่านไป เจ้าปิศาจบ้าตนนี้คงจะเบื่อและเลิกสนใจนางไปเองนางยอมสละร่างเซียนชั่วคราว และลงไปเผชิญความทุกข์ยากในโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ดูซิว่าเจ้าปิศาจจะหานางเจออีกไหม !ที่คิดเอาไว้ว่า คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการถูกปิศาจเหยากวยตามตอแยแล้ว แต่ครั้นนางลงไปเกิดใหม่ยังโลกมนุษย์ ด่านเคราะห์ที่นางต้องประสบพบเจอกลับเป็น..ด่านรัก !นางได้พบรักกับชายผู้หนึ่ง.. แม้เริ่มต้นเขาจะทำให้นางหวาดกลัวจนต้องหนีให้ห่าง แต่พอนางรักเขา โชคชะตาก็ดันเข้ามาตัดบุพเพวาสนาของนางจนขาดสะบั้น ทำให้นางต้องพรากจากเขาทั้งน้ำตาเคราะห์กรรมที่เรียกว่าด่านรัก ยังคงทำให้นางปวดหัวใจมาจนถึงบัดนี้เมื่อนางสิ้นอายุขัยในโลกมนุษย์และผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ ดวงจิตเทพเซียนของนางก็ได้กลับมาจุติบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครั้งแต่.. นางยังไม่ทันจะได้สูดกลิ่นอายทิพย์ให้ชื่นใจเพื่อชดเชยความเหนื่อยยากจากด่านเคราะห์ที่ต้องเผขิญเลย มหาเทพซีรุ่ยเฉิงก็มีบัญชาส
สามวันสามคืนในกรงขังม่านหมอกช่างยาวนานราวกับนับร้อยปีสำหรับเทพธิดาหนี่วา..นางถูกกักขังไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขาปิศาจ รอบกายมีเพียงความมืดมิดและดวงตาสีเลือดคู่ลึกลับที่แวะเวียนมาจับจ้องนางฝ่าความสลัวรางแทบทุกชั่วยาม พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่คอยปั่นประสาทให้นางโมโหไม่ว่างเว้นนางไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าปิศาจตนนี้ ซึ่งมันจะซ่อนตัวตนเอาไว้หลังม่านหมอกหนาทึบสีดำอยู่ตลอดเวลานางจึงคิดว่า มันต้องเป็นปิศาจที่อัปลักษณ์ที่สุดจนไม่กล้าให้ใครเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน และปิศาจที่น่าเกลียดที่สุดในโลกเบื้องล่างแห่งนี้ก็คือ ปิศาจเหยากวยข่ายอาคมของจอมปิศาจเหยากวยแน่นหนาจนนางไม่อาจใช้ปราณเซียนได้แม้แต่เศษเสี้ยว ทว่าเทพธิดาหนี่วาผู้มีปัญญาเป็นเลิศเช่นนางมีหรือจะยอมติดแหงกอยู่ที่นี่ตลอดไปในเมื่อใช้กำลังไม่ได้ นางก็ต้องใช้ ‘ เล่ห์กลร้อยเล่มเกวียน ’ เข้าสู้เพื่อเอาตัวรอดต่อให่้ปิศาจเจ้าเล่ห์ตนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็อย่าได้ดูแคลนสติปัญญาของเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์อย่างนางเชียว !ในวันแรกที่โดนจับมา เทพธิดาหนี่วาเกาะลูกกรงหมอกควันพลางเชิดหน้าขู่ฟ่อราวกับพยัคฆ์ที่เฝ้าหน้าประตูสวรรค







