Mag-log inเผาจวน !
เขาคิดจะเผาจวนของนางเพื่อไล่หนูเพียงตัวเดียว
และหนูตัวนั้นก็คือนาง
เหยาซูหนี่ว์ฟังบุรุษตรงหน้าข่มขู่ออกมา แทนที่นางจะหวาดกลัว แต่กลับยิ่งเพิ่มความโมโหและดื้อแพ่งที่จะไม่ยอมออกไปมากขึ้น
"จะออกมาหรือไม่ !"
เสียงแหบกร้าวที่ตวาดดัง จนทำให้นางถึงกับหัวหด
แทนที่เขาจะใช้วาจาหว่านล้อม หลอกล่อให้นางออกไปหา แต่เขากลับใช้แต่อารมณ์และการขู่บังคับท่าเดียว
นางคาดเดาได้ทันที ว่าบุรุษผู้นี้น่าจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป นิสัยเสียแบบพวกเจ้าคนนายคน ที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งแบบนี้ เขาน่าจะเป็นบุตรชายของพวกขุนนางตระกูลใหญ่เป็นแน่แท้
ใช่ว่านางจะไม่เคยเจอคนประเภทนี้มาก่อน ก็เหมือนตอนที่นางยังไม่ตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างนี้
ตอนนั้นนางยังเป็นแค่พนักงานบริษัทตัวเล็กๆ ก่อนที่จะลาออกแล้วไปทำอาชีพแม่ค้าออนไลน์เต็มตัว
คนแบบชายผู้นี้ก็คือพวกหัวหน้างานหน้าดุ ที่เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ทำงานงกๆเพื่อเป้าหมายขององค์กรเท่านั้น
นิสัยของคนประเภทนี้เรื่องถูกผิดไม่สำคัญ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ถูกใจ เขาก็ไม่สนวิธีการ
เพราะฉะนั้น.. ถ้านางยังไม่ออกไปปรากฎตัวให้เขาเห็น
คนผู้นี้จะเผาจวนนางแน่ !
นางตัดสินใจเอ่ยถามออกไปเสียงเบา
"นายท่านจะมาจับข้าน้อยหรือเจ้าคะ"
ใบหน้าราวหยกบูดบึ้ง คิ้วเข้มเรียวยาวจรดขมับขมวดแน่น ก่อนจะหันหน้ามาตรงที่นางยืนอยู่ได้อย่างแม่นยำ
ร่างสูงใหญ่ของเขาเดินเข้ามาใกล้ ราวกับมองเห็นว่านางอยู่ตรงไหน
เหยาซูหนี่ว์ต้องถอยหลังสองก้าวทันทีอย่างตกใจ
เขามาหยุดยืนอยู่ชิดประตูร้าน แล้วตอบคำถามที่นางถามไปเสียงเครียดว่า
"มีคำสั่งให้ตามหาหญิงสาวที่ขับรถม้าเทียมลาเข้ามาในหมู่บ้านอี้ซาน ถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย ก็จงรีบออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้"
นางยังสับสนไม่เข้าใจ แล้วผู้หญิงแบบที่เขาว่าในเมืองอี้ซานแห่งนี้ หาใช่มีแค่นางคนเดียวซะเมื่อไหร่
"นายท่านตามหาผิดคนแล้ว ข้าไม่มีรถม้าเทียมลานะเจ้าคะ"
เพราะว่านางเพิ่งจะขายไปสดๆร้อนๆเมื่อครู่นี้เอง
มีเสียงหายใจแรงอย่างเริ่มจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แล้วก็ตวาดลงมาอีกว่า
"เจ้าอยากจะถูกเผาตายอยู่ในจวนร้างนี่หรือยังไง รถม้ากับลาที่เจ้าขายให้ชายหน้าโง่ผู้นั้น ตอนนี้เขาถูกจับไปสอบสวนที่ศาลาว่าการแล้ว"
"....!?"
อะไรนะ !
ตอนนี้นางตกใจจริงๆแล้ว
"คนทั้งตลาดหมู่บ้านอี้ซาน ล้วนบอกว่าเจ้าวิ่งไปทั่วเพื่อจะขายลา ถ้ายังไม่ยอมรับอีก ข้าจะเผาจวนนี้ให้ราบ ดูซิว่าเจ้าจะหลบยังไงพ้น"
นางตกใจแล้ว และก็ตกใจซ้ำอีก ที่ได้ยินเรื่องทั้งหมดจากปากของเขา
นางไม่รู้เลยว่าการขายรถม้าเทียมลา จะทำให้คนที่ซื้อไปต้องเจอกับเรื่องเดือดร้อนแบบนั้น
นางเป็นคนค้าขาย และกฎที่นางตั้งเอาไว้เสมอก็คือ ถ้าขายของแล้วมีปัญหา นางต้องรีบออกไปแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นทันที และชดใช้ค่าเสียหายให้ลูกค้าจนกว่าจะพอใจ
นางเดินไปที่ประตูร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง แล้วเอ่ยบอกกับคนที่ยืนหน้าดำอยู่ใกล้ๆว่า
"ข้าน้อยจะออกไปแล้วเจ้าค่ะ"
นางตัดสินใจเปิดประตูร้านแล้วก้าวออกไป
สายตาคู่คมที่มองมา เมื่อเห็นนางปรากฎตัวก็พุ่งเข้ามารวบตัวนางขึ้นทันที โดยที่เท้าของนางยังไม่ทันแตะพื้นด้วยซ้ำ
เหยาซูหนี่ว์ที่ถูกชายแปลกหน้าเข้าประชิดตัว และช้อนอุ้มเข้าไปในวงแขนโดยไม่บอกกล่าว ทำให้นางร้องโวยวายเสียงดัง
"ปล่อยข้านะเจ้าคะ ข้าไม่หนีแล้ว ท่านวางข้าลงก่อน"
"เงียบซะ !"
เขาว่าเสียงกระด้าง ในขณะที่ใช้วงแขนแกร่งรัดเอวคอดกิ่วของนางไว้แน่นจนแทบหัก ก่อนจะพากระโดดทีเดียวก็ทะลุหลังคาที่เปิดเป็นรูอยู่แล้วออกไป
เหยาซูหนี่ว์ไม่คาดคิด ว่าจะมาเจอผู้ที่มีวรยุทธที่แทบจะเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนในหนังที่เคยดู
เขากระโดดพานางข้ามหลังคาจวนไปเรื่อยๆราวกับติดปีกบิน
นี่หรือ..ที่เขาเรียกกันว่า วิชาตัวเบา
ความว่องไวที่เหวี่ยงนางขึ้นลงจนทำให้หน้ามืดตาลาย คล้ายกับไปนั่งรถไฟเหาะตีลังกาในสวนสนุก ทำให้นางไม่รู้เลยว่าเขาจะพานางไปที่ไหน
กว่าเขาจะหยุดและปล่อยนางลง นางก็กลายเป็นถุงผ้านุ่มนิ่ม ที่ไร้เรี่ยวแรงจะยืนได้ไหว จนต้องทิ้งตัวไปนั่งกับพื้นอย่างหมดสภาพ
"เจ้าอยู่ที่นี่เงียบๆซักพัก อย่าได้ออกไปเพ่นพ่านข้างนอกอีก"
เสียงที่สั่งลงมา เหมือนเขาจะรำคาญนางเล็กน้อยด้วยซ้ำ
เหยาซูหนี่ว์ลืมตามองสำรวจไปรอบๆตัว ถึงได้รู้ว่า เขาพานางมายังห้องพักสะอาดสะอ้านห้องหนึ่งที่นางไม่รู้ว่าคือที่ไหน
ส่วนเขากำลังยืนแง้มหน้าต่างเล็กน้อย แล้วแนบตัวมองออกไปด้านนอกอย่างสำรวจตรวจตรา ราวกับกลัวว่าใครจะตามมาเจอ
"ที่นี่ที่ไหนเจ้าคะ !"
นางถามอย่างตระหนก เมื่อเห็นห้องพักที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพ รวมถึงเตียงนอนนุ่มกับผ้าห่มสีชมพู
หรือว่า...เขาคิดจะทำมิดีมิร้ายกับนาง !
"โรงเตี๊ยมหนิงจิ้ง"
เขาตอบแล้วหันมามองนางอีกครั้ง ก่อนจะขมวดคิ้วยาว แล้วว่าอย่างรังเกียจว่า
"ปิดหน้าของเจ้าให้ดี แล้วอย่าเปิดให้ใครเห็นอีก"
เหยาซูหนี่ว์รีบยกสองมือจับใบหน้า ที่ตอนนี้ผ้าคลุมหลุดร่วงลงไปจนเปิดเผยใบหน้าที่แสนอัปลักษณ์ออกมา
นางรีบรวบชายผ้าคลุม แล้วทำการพันปิดใบหน้าให้มิดชิดทันที
สงสัยผ้าคลุมหน้าจะหลุดไปตอนที่เขาพานางกระโดดเหวี่ยงไปเหวี่ยงมานั่นแหละ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมวกปีกกว้างเลย ที่คงจะตกหายลงกลางทางไปเสียแล้ว
"นายท่านพาข้าน้อยมาที่นี่ทำไมเจ้าคะ"
นางมองไปรอบๆห้องด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ จนเขาเห็นแล้วอดที่จะพูดแบบขวานผ่าซากออกมาใส่หน้านางไม่ได้ว่า
"เจ้าอย่าได้คิดไร้สาระ ผู้หญิงอย่างเจ้าข้ากลืนไม่ลงหรอก"
นางหน้าม้านไปเล็กน้อย ที่ถูกผู้ชายทำท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ใส่หน้าแบบนี้
หนอยแน่.. เจ้าคนผู้นี้ ช่างไร้มารยาทสิ้นดี เสียแรงที่นางอุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้
"แล้วนายท่านพาข้ามาที่นี่ ต้องการสิ่งใดเจ้าคะ"
นางอดสะบัดเสียงอย่างแง่งอนไม่ได้
เขาถอนหายใจอย่างรำคาญอีกครั้ง แล้วตอบสะบัดเสียงกลับมาเช่นกันว่า
"ใครใช้ให้เจ้าเอายามาช่วยข้าล่ะ คนอย่างข้า.. มีบุญคุณก็ต้องตอบแทน ข้าช่วยพาเจ้ามาหลบเภทภัยเป็นการตอบแทน ภายในสามวันนี้ห้ามเจ้าออกไปจากห้องเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"
เขาพูดรัวเร็วยืดยาว แต่นางเข้าใจได้ทั้งหมดในคราวเดียว
ที่แท้.. เพื่อตอบแทนที่นางช่วยชีวิต เขาจึงมาช่วยพานางหนีจากการตามล่าของพวกองครักษ์เสื้อดำนี่เอง
นางพยักหน้ารับ แล้วตอบอย่างสำรวมเรียบร้อยว่า
"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
เขาทิ้งสายตารำคาญเป็นครั้งที่ร้อยใส่นาง และย้ำอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูออกไปจากห้องว่า
"ข้าช่วยเจ้าได้แค่สามวัน หลังจากนั้นก็แล้วแต่วาสนาของเจ้าแล้ว"
"เดี๋ยวนายท่าน โปรดรอก่อน"
นางร้องเรียกร่างสูง ที่เดินออกไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกของนางเลย
เหยาซูหนี่ว์มองประตูที่ปิดสนิทลง แล้วรีบลุกขึ้นไปทำการลงดาลประตูทันทีเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาได้อีก
มีเรื่องที่นางอยากจะรู้จากเขาอีกมาก ว่าเพราะเหตุใดนางถึงถูกตามล่าหมายหัว
แล้วเขาบอกกว่าช่วยนางได้แค่สามวัน และถ้าพ้นสามวันไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น...
".....?!"
**********
แข่งอะไรก็แข่งได้
แต่แข่งบุญแข่งวาสนาไม่ได้
ทุกคนมีวาสนาของตัวเอง
แต่ถ้าไม่มีวาสนา...
ก็ต้องไขว่คว้าด้วยสองมือสองเท้าของตัวเอง !
อิอิ By ไรริล
แสงจันทร์สีเลือดด้านนอกพลันเปล่งประกายเจิดจ้า สาดแสงส่องลงอาบย้อมสองร่างเปลือยเปล่าที่กำลังดื่มด่ำอยู่ในรสเสน่หาเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความเย็นเยือกของเตียงหยกขาว เริ่มแผ่ขยายความร้อนระอุจนบรรยากาศรอบกายแทบจะหลอมละลายจอมปีศาจไม่ได้รีบร้อนทว่ากลับเต็มไปด้วยความโหยหา ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด ดึงรั้งร่างบางให้แนบชิดกับแผงอกแกร่งของเขาจนไร้ช่องว่าง สัมผัสจากผิวเนื้อเปลือยเปล่าที่เสียดสีกันสั่นคลอนสติอันเลือนรางของเทพธิดาน้อยจนนางครางแผ่วในลำคอ“หนี่เอ๋อ.. มองข้า”น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบสั่งอย่างเอาแต่ใจ ยามที่เขาถอนริมฝีปากออกชั่วครู่ ดวงตากลมโตที่ส่องประกายฉ่ำปรือดุจหยาดน้ำค้างช้อนขึ้นมองบุรุษใต้แสงจันทร์นัยน์ตาดุดันของเขาบัดนี้เข้มขึ้นจนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ ลุกโชนไปด้วยประกายไฟรักที่พร้อมจะแผดเผานางให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน“เหยียน.. เหยียนจวิ้น..”นางเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเครือ ลมหายใจอุ่นๆของทั้งคู่รินรดผสานกันจนแยกไม่ออกจอมปีศาจยิ้มเยือนอย่างเสน่หา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาบดจูบเรียวปากอิ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละโมบ ตักตวงความหวานล้ำอย่างไม่รู
หยาดน้ำตาเม็ดโตพลันร่วงเผาะลงมาอาบแก้มเนียน ฉายชัดถึงความรู้สึกสลดใจและอัปยศอดสูจนถึงที่สุดร่างเล็กสั่นสะท้านก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ละล่ำละลักเรียกชื่อบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว“เหยียนจวิ้น.. ข้าขอโทษ.. ”เมื่อได้เห็นน้ำตาที่ร่วงหล่นราวกระจกแก้วที่แตกสลายของนางฟ้าน้อย และรับรู้ได้ว่านางกำลังจะใจสลายเพราะคิดว่าตนเองถูกชายอื่นแตะต้อง หัวใจของจอมปีศาจที่เคยแกร่งดั่งหินผาก็พลันอ่อนยวบลงด้วยความสงสารและรู้สึกผิดในพริบตาความขี้เล่นร้ายกาจมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความอาทร เขารีบคลายพันธนาการที่ข้อมือของนางออกอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นมือเข้าประคองใบหน้างามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแหลกสลายคามือสายตาคู่คมเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโหยหาอันลึกซึ้งที่ปิดบังไว้ไม่มิด“หนี่เอ๋อ ฟังข้าก่อน..”“ข้าไม่ฟัง ปล่อยข้านะ !”นางตวาดลั่นด้วยความขยะแขยง สะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุมพร้อมกับยกมือขึ้นร่ายเวทสร้างเกราะแสงเซียนสีทองสว่างวาบขึ้นมากั้นกลางระหว่างเขากับนางทันทีน้ำตาแห่งความอัปยศยังคงไหลรินไม่ขาดสาย น
แม้เหตุการณ์ระทึกในท้องพระโรง ที่นางถูกจอมราชาปิศาจจับตัวได้อีกครั้ง จะจบลงอย่างสันติแล้วแต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ กลับเป็นภาพความร่ำรวยและบารมีอันมากล้นของวังทองคำที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในยามที่นางได้เดินสำรวจอย่างละเอียดวังทองคำของจอมราชาปิศาจนั้น ไม่ได้มืดทึมคร่ำครึหรือน่ากลัวอย่างที่เทพธิดาหนี่วาจินตนาการเอาไว้เลย แต่กลับโอ่อ่าตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมทองคำแท้ที่สะท้อนแสงจันทราส่องประกายระยิบระยับจนแสบตาเสาค้ำยันตำหนักทุกต้นสลักเสลาลวดลายสัตว์อสูรโบราณ ประดับด้วยหยกและอัญมณีล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ พื้นหินอ่อนสีดำสนิทถูกปูทับด้วยพรมขนสัตว์อสูรนุ่มละเอียดทุกย่างก้าวของนางจึงรายล้อมไปด้วยความหรูหราขั้นสุด ตราบเท่าที่อำนาจมืดและความมั่งคั่งของแดนปรโลกจะบันดาลให้ได้ทว่า ตลอดระเบียงทางเดินยาวกลับมีเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบแว่วมาจากตามซอกกำแพงและมุมมืดให้นางได้ยินเบาๆ“พวกเจ้าดูนั่นเร็ว ! เทพธิดาจากสวรรค์องค์นั้นเดินเชิดหน้าชูคอราวกับเป็นเจ้าของวังคนใหม่เลยทีเดียวเชียวล่ะ !”เจี่ยกู่ ปีศาจกบรับใช้เอ่ยกระซิบ แววตาโปนๆของมันเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าขณะแอบมองผ่านรอยแยกของฉากกั้น มันพยายามจ
เทพธิดาหนี่วาได้แต่สบตาสีเลือดที่จับจ้องมาไม่วางตาพลางกัดฟันกรอด ในใจร่ำร้องตะโกนด้วยความเจ็บใจว่า‘ ข้าไม่ได้คิดถึงเจ้า ! '‘ ข้าแค่โดนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองหลอกให้วิ่งมาตกอยู่ในมือเจ้าต่างหาก ! ’' ไอ้ปิศาจหลงตัวเองเอ๊ย ! ’ทว่านางรู้ดีว่าภายใต้สถานการณ์ที่ฝูงปิศาจล้อมหน้าล้อมหลังและพร้อมจะขย้ำนางให้ตายได้ทุกเมื่อ การด่าทอหรือการทำตัวอวดเก่ง มีแต่จะทำให้ตัวนางเองกลายเป็นอาหารของพวกปิศาจเร็วขึ้นดังนั้นถ้านางอยากจะเอาตัวให้รอด ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความพึงพอใจที่เจ้าปิศาจตนนี้มีต่อนาง เอามาใช้เป็นเครื่องต่อรอง !ดวงตาสีงามระยับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างชั่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกายแวววาวอย่างมีจริต แล้วแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวนางฟ้าเช่นนาง.. จำต้องดึงเอาเคล็ดวิชานางจิ้งจอกระดับปรมาจารย์ออกมาใช้ปราบเจ้าปิศาจบ้าตัณหาตนนี้ให้อยู่หมัด ก่อนจะส่งยิ้มตาหวานเยิ้มไปประสานกับดวงตาสีเลือดคู่นั้นอย่างออดอ้อน“สมกับเป็นท่านจอมราชาผู้ปราดเปรื่อง.. และมีสายตาที่เฉียบแหลมยิ่งนักเจ้าค่ะ”เทพธิดาหนี่วาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปรุงแต่งจนนุ่มนวลระรื่นหู“ข้าน้อยอุตส่าห์ปกปิดกลิ่นอายเซียน ห่มเสื้อคลุมวิก
ความหวาดกลัวและรำคาญใจที่ถูกเจ้าปิศาจตามรังควานในยามนั้น ทำให้นางตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการหนีลงไปจุติยังโลกมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ก่อนเวลาทันทีโดยคิดเข้าข้างตัวเองว่า พอกาลเวลาผ่านไป เจ้าปิศาจบ้าตนนี้คงจะเบื่อและเลิกสนใจนางไปเองนางยอมสละร่างเซียนชั่วคราว และลงไปเผชิญความทุกข์ยากในโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ดูซิว่าเจ้าปิศาจจะหานางเจออีกไหม !ที่คิดเอาไว้ว่า คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการถูกปิศาจเหยากวยตามตอแยแล้ว แต่ครั้นนางลงไปเกิดใหม่ยังโลกมนุษย์ ด่านเคราะห์ที่นางต้องประสบพบเจอกลับเป็น..ด่านรัก !นางได้พบรักกับชายผู้หนึ่ง.. แม้เริ่มต้นเขาจะทำให้นางหวาดกลัวจนต้องหนีให้ห่าง แต่พอนางรักเขา โชคชะตาก็ดันเข้ามาตัดบุพเพวาสนาของนางจนขาดสะบั้น ทำให้นางต้องพรากจากเขาทั้งน้ำตาเคราะห์กรรมที่เรียกว่าด่านรัก ยังคงทำให้นางปวดหัวใจมาจนถึงบัดนี้เมื่อนางสิ้นอายุขัยในโลกมนุษย์และผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ ดวงจิตเทพเซียนของนางก็ได้กลับมาจุติบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครั้งแต่.. นางยังไม่ทันจะได้สูดกลิ่นอายทิพย์ให้ชื่นใจเพื่อชดเชยความเหนื่อยยากจากด่านเคราะห์ที่ต้องเผขิญเลย มหาเทพซีรุ่ยเฉิงก็มีบัญชาส
สามวันสามคืนในกรงขังม่านหมอกช่างยาวนานราวกับนับร้อยปีสำหรับเทพธิดาหนี่วา..นางถูกกักขังไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขาปิศาจ รอบกายมีเพียงความมืดมิดและดวงตาสีเลือดคู่ลึกลับที่แวะเวียนมาจับจ้องนางฝ่าความสลัวรางแทบทุกชั่วยาม พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่คอยปั่นประสาทให้นางโมโหไม่ว่างเว้นนางไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าปิศาจตนนี้ ซึ่งมันจะซ่อนตัวตนเอาไว้หลังม่านหมอกหนาทึบสีดำอยู่ตลอดเวลานางจึงคิดว่า มันต้องเป็นปิศาจที่อัปลักษณ์ที่สุดจนไม่กล้าให้ใครเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน และปิศาจที่น่าเกลียดที่สุดในโลกเบื้องล่างแห่งนี้ก็คือ ปิศาจเหยากวยข่ายอาคมของจอมปิศาจเหยากวยแน่นหนาจนนางไม่อาจใช้ปราณเซียนได้แม้แต่เศษเสี้ยว ทว่าเทพธิดาหนี่วาผู้มีปัญญาเป็นเลิศเช่นนางมีหรือจะยอมติดแหงกอยู่ที่นี่ตลอดไปในเมื่อใช้กำลังไม่ได้ นางก็ต้องใช้ ‘ เล่ห์กลร้อยเล่มเกวียน ’ เข้าสู้เพื่อเอาตัวรอดต่อให่้ปิศาจเจ้าเล่ห์ตนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็อย่าได้ดูแคลนสติปัญญาของเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์อย่างนางเชียว !ในวันแรกที่โดนจับมา เทพธิดาหนี่วาเกาะลูกกรงหมอกควันพลางเชิดหน้าขู่ฟ่อราวกับพยัคฆ์ที่เฝ้าหน้าประตูสวรรค







