Home / รักโบราณ / เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ / บทที่ 4 : นักฆ่าชั้นต่ำ... บังอาจแตะต้องคนของข้า

Share

บทที่ 4 : นักฆ่าชั้นต่ำ... บังอาจแตะต้องคนของข้า

last update publish date: 2026-03-15 17:03:01

บทที่ 4 : นักฆ่าชั้นต่ำ... บังอาจแตะต้องคนของข้า

แสงจันทร์นวลตา สาดส่องลงมากระทบยอดไม้ในป่าทึบ ทว่าไม่อาจส่องลอดผ่านกิ่งก้านหนาทึบลงไปถึงพื้นเบื้องล่าง ที่ซึ่งเงาสีดำหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไร้ซุ่มเสียง

มู่หลานในอาภรณ์สีดำรัดกุมปกปิดใบหน้ามิดชิด เหลือเพียงดวงตาคู่คมปลาบที่วาววับท่ามกลางความมืด นางยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ เบื้องหลังมีซูเจินและนักฆ่าสาวฝีมือดีอีกสองนางหมอบต่ำกลืนไปกับเงามืด ทั้งหมดต่างเฝ้ารอคอยสัญญาณจาก ‘หัวหน้า’ อย่างใจจดใจจ่อ

มู่หลานลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สั่นไหว สายตาจ้องเขม็งไปยังเป้าหมายเบื้องล่าง

บ้านไม้ร้างผุพังตั้งตระหง่านอยู่กลางป่ารก หลังคามุงจากเปื่อยยุ่ย ฝาผนังที่โหว่จนเห็นแสงตะเกียงวูบไหวจากภายใน ดูราวกับภาพวาดที่จงใจจัดวางไว้เพื่อสร้างบรรยากาศวังเวง

ช่างเป็นโลเคชั่นที่สมบูรณ์แบบเหลือเกิน... นางคิดประชดประชันในใจ เหมาะสำหรับเป็นหลุมศพของตัวประกอบเกรด B ในนิยายไม่มีผิด!

เพียงแต่ว่า... ที่นี่ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่ซีรีส์ และไม่มีผู้กำกับคอยสั่งคัท หากพลาดพลั้งคือนางต้องตายจริง เจ็บจริง

“หัวหน้า...” ซูเจินกระซิบเรียกแผ่วเบาเพื่อขอสัญญาณเริ่มลงมือ

มู่หลานสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตีหน้านิ่งภายใต้ผ้าปิดหน้า นางจะไปรู้ได้อย่างไรว่ายุทธวิธีลอบสังหารที่ถูกต้องคืออะไร? แผนกบัญชีที่นางเคยทำไม่เคยมีหลักสูตรสอนการบุกจู่โจมด้วยอาวุธครบมือเสียหน่อย!

เมื่อถูกกดดันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง มือเรียวใต้แขนเสื้อจึงยกขึ้น... แล้วสะบัดออกไปแบบส่งเดชสองสามที นางชี้ไปทางซ้ายที ทางขวาที ก่อนจะตบท้ายด้วยการทำท่า ‘ปาดคอ’ อย่างรวดเร็ว

ไปๆ กันเสียทีเถอะ จะทำอะไรก็ทำ ฉันคิดออกแค่นี้แหละ!

ทว่า... ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคช่วยหรือความบังเอิญ เหล่านักฆ่าสาวผู้ติดตามกลับพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง แววตาแต่ละคู่ฉายแววเลื่อมใสศรัทธา ราวกับว่าสัญญาณมือมั่วซั่วเมื่อครู่คือแผนการรบที่แยบยลที่สุดในสามโลก!

ฟึ่บ! ฟึ่บ!

ร่างในชุดดำทะยานออกไปดุจเงาปีศาจ ทิ้งให้มู่หลานยืนอ้างว้างอยู่บนกิ่งไม้เพียงลำพังด้วยหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองรบ

มู่หลานถอนหายใจยาวเหยียดอย่างอ่อนแรง นางค่อยๆ ทรุดกายลงนั่งยองๆ บนกิ่งไม้ใหญ่ ในใจหาได้มีความคิดจะเข่นฆ่าผู้ใดไม่ นางได้แต่พนมมืออ้อนวอนต่อสรวงสวรรค์ขอให้มีจอมยุทธ์ผู้ทรงคุณธรรมสักคนปรากฏกายออกมาช่วยครอบครัวผู้บริสุทธิ์นี้ทีเถิด!

หลายวันที่ผ่านมา... หลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ ข้อมูลความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นราวกับภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มสีสัน และความจริงที่ค้นพบนั้นก็น่าสะพรึงกลัวจนนางต้องขวัญผวา

เหตุใดถึงไม่หนีไป?

คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นคืนสติ ทั้งที่มีวรยุทธ์สูงส่งเข้าขั้นยอดฝีมือ เหตุใดนางจึงไม่หลบหนีไปใช้ชีวิตเสวยสุขอยู่ที่ใดสักแห่ง?

คำตอบที่ได้รับกลับมาคือคำเดียวสั้นๆ ... ‘ยาพิษ’

นักฆ่าทุกคนในพรรคทมิฬ ตั้งแต่สมุนชั้นล่างไปจนถึงหัวหน้าหน่วยเช่นนาง ล้วนถูกวางยาพิษชนิดพิเศษไว้ในกาย มันเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่เดินถอยหลังอย่างเงียบเชียบ ทุกๆ สิบห้าวันหากไม่ได้รับ ‘ยาถอนพิษ’ จากเงื้อมมือเจ้าสำนัก ร่างกายจะเจ็บปวดรวดร้าวประหนึ่งถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่าง โลหิตจะไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด และขาดใจตายอย่างทรมานที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

นี่คือ ‘โซ่ตรวน’ ที่มองไม่เห็น... เป็นกรงขังที่แน่นหนายิ่งกว่าคุกเหล็กกล้าใดๆ ในแผ่นดิน

“อำมหิตผิดมนุษย์นัก...”

มู่หลานกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ความแค้นเคืองและความสิ้นหวังตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก ระบบระยำนี่บีบคั้นให้ผู้คนต้องกลายเป็นปีศาจผู้ไร้หัวใจ เพียงเพื่อแลกกับการมีลมหายใจต่อไปได้อีกแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น!

“กรี๊ด!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาจากบ้านร้างเบื้องล่าง ตัดบทความคิดฟุ้งซ่านของนางจนหมดสิ้น ตามมาด้วยเสียงโลหะปะทะกันดัง เคร้งคร้าง! และจบท้ายด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้ใจคอไม่ดี

มู่หลานหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางปรับแววตาให้กลับมาเย็นชาและว่างเปล่าดังเดิม

แม้ข้างในใจจะกรีดร้องอยากกลับบ้านเพียงใด ทว่าภายนอกนางต้องสวมบทเป็น ‘มู่หลาน’ ยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งที่โหดเหี้ยมและไร้เมตตา นามที่เพียงแค่เอ่ยขึ้นมาก็สั่นประสาทนักฆ่าต่างสำนักให้ขวัญผวา

เพื่อที่จะมีชีวิตรอดกลับไปนั่งด่าเจ้าสำนักในใจได้อีกวัน... นางจำเป็นต้องเล่นละครบทนี้ต่อไปให้แนบเนียนที่สุด!

“หัวหน้า! พวกมันมีกองกำลังคุ้มกันซ่อนอยู่เจ้าค่ะ!” ซูเจิน พุ่งทะยานกลับมารายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ครอบครัวของเป้าหมายถูกคุ้มกันแน่นหนา ทว่าตัว ใต้เท้าเสิ่น กลับมิได้อยู่ภายในบ้านเจ้าค่ะ!”

มู่หลานขมวดคิ้วมุ่นภายใต้ผ้าคลุมหน้า ไม่อยู่? หรือว่าหลบหนีไปได้แล้ว?

หากใต้เท้าเสิ่นหนีรอดไปได้ ภารกิจย่อมล้มเหลว และจุดจบของพวกนางอาจจะเป็นความตาย... ไม่ได้การ! นางจะต้องตามไปจัดการปิดงานให้จบ!

“พวกเจ้าคุมเชิงอยู่ที่นี่ อย่าเพิ่งปะทะหากมิจำเป็น ข้าจะไปจัดการเป้าหมายเอง!”

มู่หลานสั่งการเสียงเข้ม ก่อนจะดีดตัวพุ่งออกไปตามสัญชาตญาณนักล่าที่นำทางไป ร่างบางลัดเลาะไปตามเงามืดอย่างแคล่วคล่อง จนกระทั่งพบบุรุษวัยกลางคนร่างท้วมกำลังตะเกียกตะกายหนีไปทางด้านหลังหุบเขาเพียงลำพัง

นั่นไง... ใต้เท้าเสิ่น!

มู่หลานกระโดดลงมาขวางหน้า มัจจุราชในอาภรณ์สีดำปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ใต้เท้าเสิ่นถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ร่างกายสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวดุจลูกนกในกำมือพยัคฆ์

“ยะ... อย่าฆ่าข้าเลย! ข้ามีตำลึงทอง... ข้าให้เจ้าได้ทุกอย่าง!”

เพื่อแลกกับลมหายใจของคนในตระกูล... ใต้เท้าเสิ่นตัดสินใจแน่วแน่ที่จะใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อมัจจุราช เห็นทีวาระสุดท้ายของชีวิตคงจะจบสิ้นลง ณ ที่แห่งนี้แล้ว

มู่หลานมองภาพเวทนาตรงหน้าแล้วลอบถอนหายใจยาว มือที่กำกระชับมีดสั้นเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ...

จะให้ฆ่าชายชราที่ไร้ทางสู้เนี่ยนะ? ทำไม่ลงโว้ย! แต่ถ้าฉันไม่ทำ ฉันนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายตาย!

นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที... ขอโทษนะคุณลุง ถือเสียว่าลุง ‘ตาย’ ไปแล้วก็แล้วกัน!

“หลับเสียเถิด”

พลั่ก!

สันมือเรียวฟาดลงที่ต้นคอของใต้เท้าเสิ่นอย่างแม่นยำ ร่างท้วมร่วงลงไปกองกับพื้นสนิทนิ่งในทันที มู่หลานผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยนางก็มิต้องมือเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์ในยามนี้

ทว่า... ในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปจัดวางร่างนั้นให้ดูสมจริง สัญชาตญาณแห่งอันตรายก็ร้องเตือนลั่นในโสตประสาท!

เคร้ง!

เสียงโลหะปะทะกันดังสะเทือนไปทั้งป่า ประกายไฟแลบวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด!

มู่หลานตวัดมีดสั้นขึ้นรับคมกระบี่ที่พุ่งเข้าหมายปลิดชีพได้อย่างหวุดหวิด ทว่าแรงปะทะมหาศาลที่แฝงมากับคมอาวุธทำเอาแขนของนางสั่นสะท้านจนชาหนึบ ร่างบางเซถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อตั้งหลักอย่างยากลำบาก

เบื้องหน้าของนางคือบุรุษร่างสูงสง่าในอาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขลิบทอง ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายราวกับเทพเซียนจุติลงมา ทว่าแววตากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีที่มิอาจละลาย

‘อ๋องจวิ้นเจี๋ย!’

ซวย... ซวยของจริงมาแล้ว! มาทำไมเอาตอนนี้!

“นักฆ่าชั้นต่ำ... บังอาจแตะต้องคนของข้า” จวิ้นเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากระบี่ในมือกลับรวดเร็วดุดัน พุ่งเข้าจู่โจมจุดตายของนางอย่างไม่เปิดช่องว่างให้หายใจ

มู่หลานได้แต่ตั้งรับพัลวันด้วยความตระหนก นางมิอาจต่อกรกับเขาได้เลยแม้แต่น้อย เพลงกระบี่ของบุรุษผู้นี้ไร้ซึ่งช่องโหว่ ทั้งรวดเร็ว เฉียบคม จนน่าหวาดหวั่น

หมับ!

ในจังหวะที่นางพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำ จวิ้นเจี๋ยพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็วดุจเงาพยัคฆ์ มือหนาคว้าข้อมือบางของนางก่อนจะบิดไพล่หลังอย่างแรง ดันร่างของมู่หลานเข้าไปอัดกับต้นไม้ใหญ่ ตรึงนางไว้ด้วยร่างกายกำยำอันแข็งแกร่งของเขา

“โอ๊ย!”

มู่หลานดิ้นรนสุดกำลัง ทว่ายิ่งนางพยายามขัดขืน ร่างกายของทั้งคู่ก็ยิ่งเบียดเสียดแนบชิดกันมากขึ้น ทรวงอกนุ่มหยุ่นภายใต้ชุดรัดรูปบดเบียดกับแผงอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม ลมหายใจอุ่นร้อนของชายหนุ่มรินรดอยู่ข้างใบหู ชวนให้ใจสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทันใดนั้น... จวิ้นเจี๋ยพลันชะงักไปเล็กน้อย

กลิ่นนี้มัน...

มิใช่กลิ่นคาวเลือดที่เคยคุ้น... หากแต่เป็นกลิ่นหอมรัญจวนใจที่แผ่ซ่านออกมาจากเรือนกายของสตรีที่ตกอยู่ในกำมือ กลิ่นนั้นหอมลึกล้ำราวกับดอกไม้ราตรีที่เบ่งบานกลางหุบเขาเงียบสงัด มันมิเพียงเตะจมูก แต่กลับปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกายบุรุษให้ตื่นเพริดขึ้นมา อย่างที่เขาเองก็มิอาจต้านทาน

“เจ้า...” จวิ้นเจี๋ยกระซิบเสียงต่ำพร่า

สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกของมู่หลาน ความใกล้ชิดในสถานการณ์เป็นตายกลับสร้างบรรยากาศวาบหวิวที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ มู่หลานรู้สึกราวกับมีกระแสไฟแล่นผ่านยามที่ผิวสัมผัสกันภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา

ปล่อยนะโว้ย! อย่ามาทำจมูกฟุดฟิดดมกันแบบนี้นะ!

มู่หลานสบถด่าในใจด้วยความเดือดดาล เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะเลยเถิดไปไกล นางจึงรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย กระทืบเท้าลงบนหลังเท้าของบุรุษผู้สูงศักดิ์อย่างเต็มกำลังชนิดไม่คิดชีวิต

“โอ๊ย!”

ท่านอ๋องผู้ที่เคยสง่านิ่งราวกับรูปสลัก พลันหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด มือหนาที่เคยตรึงแน่นเป็นปลอกเหล็กคลายออกในพริบตา

“หัวหน้า! หลบเร็วเจ้าค่ะ!”

เสียงของซูเจินตะโกนก้องมาแต่ไกล พร้อมกับลูกบอลควันที่ถูกปาลงมาใจกลางวงล้อมอย่างแม่นยำ

ตึง!

ควันสีขาวหนาทึบฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ บดบังทัศนวิสัยจนมืดมิด มู่หลานไม่รอช้า อาศัยจังหวะชุลมุนดีดตัวถอยออกมาอย่างรวดเร็วดุจวิหคเหิน โดยมีซูเจินและเหล่านักฆ่าในสังกัดพุ่งเข้ามาคุ้มกันและพาตัวนางหายลับไปในเงามืด

“ตามไป!”

จวิ้นเจี๋ยตะคอกสั่งเหล่าทหารองครักษ์ด้วยน้ำเสียงดัง ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่เงาร่างบอบบางนั้นหายลับไป แววตาที่เคยเย็นเยียบพลันเปลี่ยนเป็นประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา

เขายกมือขึ้นแตะปลายจมูกเบาๆ ... กลิ่นหอมหวานรัญจวนใจนั้นยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายจมูก มิจางหายไปตามสายลมยามค่ำคืน

“น่าสนใจ...”

ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มที่มุมปากเพียงแผ่วเบา เป็นรอยยิ้มที่งามสง่าทว่ากลับทำให้ผู้ที่มองเห็นต้องรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงสันหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 19 'ตุ๊กตาไม้' ที่ว่างเปล่าไร้หัวใจ

    บทที่ 19บรรยากาศภายในห้องหนังสืออันกว้างขวางในยามสาย ช่างน่าอึดอัดและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก"เคร้ง!"เสียงวัตถุกระทบแท่นหินดังสนั่น อ๋องจวิ้นเจี๋ย กระแทกพู่กันราคาแพงในมือลงบนแท่นฝนหมึกอย่างแรงด้วยโทสะ จนน้ำหมึกสีดำสนิทสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษราชการจนเสียหายความหงุดหงิดงุ่นง่านที่สะสมมาหลายวัน เริ่มพุ่งสูงขึ้นจนแตะขีดสุดประดุจลาวาที่พร้อมปะทุสายตาคมกริบตวัดมองสตรีในชุดองครักษ์สีดำทะมัดทะแมง ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆมู่หลาน ยืนหลังตรงแน่ว แผ่นหลังเหยียดตึง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับนางไม่ได้อยู่ที่นั่นหลายวันมานี้... นางทำตัวเหมือน 'ตุ๊กตาไร้จิตใจ' ไม่มีผิด!แม้แต่ยามค่ำคืน... ยามร่วมอภิรมย์บนเตียงที่เขามอบความเร่าร้อนให้ถึงเพียงไหน นางก็ตอบสนองเพียงแค่ร่างกาย... แต่ทว่าแววตาของนางกลับว่างเปล่า ล่องลอย และไร้ความรู้สึกนางยืนอยู่ข้างกายเขาแท้ๆ ... ใกล้จนสัมผัสลมหายใจได้ แต่เขากลับรู้สึกว่านางอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ราวกับนางได้ขังจิตวิญญาณของตัวเองเอาไว้ในที่ที่เขาเอื้อมมือไปไม่ถึงความห่างเหินนี้... มันช่างกวนใจเขาจนทำงานทำการไม่ได้!"ออกไ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 18 จบแล้วสินะ... หน้าที่ของยาถอนพิษในคืนนี้

    บทที่ 18มู่หลานก้าวเท้าเดินออกมาจากเรือนไม้หลังเล็กอย่างเชื่องช้า... ราวกับวิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่างทุกย่างก้าวที่ย่ำลงบนทางเดินหินขรุขระ ช่างหนักอึ้งเหมือนมีตะกั่วพันชั่งมาถ่วงขาเอาไว้ สมองของนางเอาแต่วนเวียนคิดถึงคำพูดของซูเจิน และความลับสวรรค์ที่นางเพิ่งได้รับรู้มาหมาดๆนางพยายามจะแค่นหัวเราะออกมา... พยายามคิดเสียว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขัน เป็นพล็อตนิยายแฟนตาซีสุดเพี้ยนที่นางบังเอิญหลุดเข้ามาเจอแต่ทว่า... ภายในอกข้างซ้ายกลับรู้สึกเจ็บแปลบ ราวกับมีเข็มพิษนับพันเล่มทิ่มแทงความจริงที่ตีแสกหน้าทำให้นางตาสว่างวาบ...สิ่งที่ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ปฏิบัติต่อนางมาโดยตลอด... ความหวงแหนที่แสดงออก... ความเอาใจใส่ในยามเจ็บป่วย... หรือแม้แต่อ้อมกอดที่อบอุ่นอ่อนโยนเมื่อครู่นั้น...ทั้งหมดทั้งมวล... มิใช่เพราะความรัก หรือความพิศวาสในตัวนางแต่อย่างใดมันเป็นเพียงเพราะ 'ผลประโยชน์' ล้วนๆเขาแค่ต้องการร่างกายของนางเพื่อรักษาพิษร้ายของตนเอง... นางเป็นเพียง 'ยาถอนพิษที่มีชีวิต' ที่เขาจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ทิ้งขว้างไม่ได้... ก็เท่านั้นเอง"โง่จริงมู่หลาน... เธอนี่มันโง่บัดซบ"นางพึมพำด่าทอตัวเองด้วยความสมเ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 17 ผู้ที่พ่ายแพ้ในกระดานนี้ ก็ยังคงเป็นนางอยู่ดี!

    บทที่ 17เงาร่างสูงใหญ่ของ มั่วเหยียน ยืนนิ่งสงบจนแทบจะกลืนไปกับความมืดมิดของรัตติกาล ที่ระเบียงด้านนอกเรือนไม้หลังเล็ก ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและสม่ำเสมอจนแทบจับสัมผัสไม่ได้บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและคำสัตย์สาบานระหว่างสตรีสองนางในห้อง ลอดผ่านผนังไม้บางๆ เข้ามาสู่โสตประสาทของยอดฝีมือเช่นเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ...ทุกประโยคที่พวกนางเอื้อนเอ่ย... ปราศจากแผนการร้าย... ไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้ายต่อนายเหนือหัว...มีเพียงความรัก ความผูกพันอันลึกซึ้ง และคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นว่า 'จะอยู่และตายพร้อมกัน'หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งแกร่งดุจศิลา จากการกรำศึกและฆ่าฟันผู้คนมาครึ่งค่อนชีวิต กลับรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาดความภักดีที่ยอมแลกด้วยชีวิต... ช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งและน่าสะเทือนใจนักในยุทธภพที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังมั่วเหยียนหลับตาลงชั่วครู่ ขับไล่ความรู้สึกอ่อนไหวที่ไม่ควรมีทิ้งไป ก่อนจะเร้นกายหายวับไปในความมืด มุ่งหน้าสู่ห้องทรงอักษรเพื่อรายงานนายเหนือหัวภายในห้องหนังสืออันเงียบสงัด มีเพียงเสียงเปลวเทียนปะทุเบาๆอ๋องจวิ้นเจี๋ย นั่งฟังรายงานจากหัวหน้าองครักษ์คนสนิทด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 16 ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอท่านอีก

    บทที่ 16ณ เรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวอยู่บริเวณท้ายจวนอ๋อง...บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด วังเวง ทว่าแฝงไปด้วยความตึงเครียดเข้มข้นจากบรรดา 'องครักษ์เงา' ฝีมือฉกาจนับสิบชีวิตที่ซ่อนเร้นกายอยู่ตามมุมมืดและแมกไม้ คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยดุจตาข่ายฟ้าที่ไม่มีวันยอมให้มดสักตัวเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้มั่วเหยียน วางร่างที่ไร้สติของ ซูเจิน ลงบนเตียงตั่งอย่างระมัดระวังตามบัญชาของท่านอ๋อง ก่อนจะส่งสัญญาณเรียกบ่าวรับใช้หญิงเข้ามาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และเช็ดตัวให้แก่นาง เพื่อชำระล้างคราบโลหิตและฝุ่นโคลนจากการต่อสู้เสี่ยงตายเมื่อครู่เวลาผ่านไปชั่วก้านธูปมอดไหม้...เมื่อสาวใช้จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นและถอยฉากออกไปอย่างรู้งาน มั่วเหยียนจึงก้าวเท้าหนักแน่นกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งร่างสูงใหญ่ในชุดองครักษ์สีดำสนิท ยืนกอดอกพิงเสาไม้ต้นใหญ่ที่มุมห้อง สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องมองไปยังสตรีที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงไม่วางตาบัดนี้... คราบเพชฌฆาตเปื้อนเลือดได้เลือนหายไปจนสิ้น...หลงเหลือเพียงดรุณีน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณขาวซีดทว่านวลเนียนดุจหิมะแรกฤดู อาภรณ์สีอ่อนสะอาดตาที่สวมใส่ขั

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 15

    บทที่ 15ทันทีที่ล้อรถม้าบดเบียดกับพื้นหินหน้าจวนอ๋องจนหยุดสนิทบรรยากาศภายในจวนดูเคร่งขรึมขึ้นทันตา พ่อบ้านชราและเหล่าบ่าวไพร่ที่ตั้งแถวรอรับเสด็จต่างพากันก้มหน้ามองพื้นต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ที่กำลังประคองร่างของแม่นางมู่หลานลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอมมู่หลานก้มหน้างุด ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน ยิ่งเขาแสดงออกว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับนางต่อหน้าธารกำนัลมากเท่าไหร่ นางยิ่งวางตัวไม่ถูกมากเท่านั้น นางพยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุมของเขาเบาๆ"หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ..."นางกระซิบเสียงอ้อมแอ้ม ยอมรับตามตรงว่าการต้องมาอยู่เคียงข้างเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ ทำให้นางประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ยิ่งบางครั้งเผลอพูดจาห้วนๆ ไร้สัมมาคารวะกับเขาไปด้วยความเคยชิน แต่ก็นับว่าเป็นโชคมหาศาลที่จวิ้นเจี๋ยไม่เคยถือสาหาความจวิ้นเจี๋ยกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์... แปลกนัก ยิ่งนางพยายามผลักไสหรือขัดขืน เขากลับยิ่งอยากเอาชนะและดึงนางเข้ามาให้แนบชิดกว่าเดิมพรึ่บ!"ว้าย!"มู่หลานหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ร่างสูงสง่าก็ช้อนร่างของนางลอยหวือขึ้นจากพื้นใน 'ท่าอุ้มเจ้าสาว'

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 14 รีบๆ ไปหาตัวจริงของท่านซะเถอะเจ้าค่ะท่านอ๋อง

    บทที่ 14 แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมากระทบแนวหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตของร้านรวงในเมืองหลวง สะท้อนประกายระยิบระยับล้อแสงแดดราวกับเกล็ดมังกรที่กำลังเริงระบำ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ มู่หลาน ถูกแต่งตั้ง (แกมบังคับ) ให้ดำรงตำแหน่ง 'องครักษ์ส่วนตัว' ที่นางได้รับอนุญาตให้ออกมาเปิดหูเปิดตาเดินดูโลกภายนอก ...แม้จะต้องเดินตามหลังเขาต้อยๆ ในฐานะผู้ติดตามก็ตามเถอะ ดวงตากลมโตภายใต้หมวกสานปีกกว้างกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ 'ตลาดตงซื่อ' ย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดและเจริญที่สุดในเมืองหลวงช่างคึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่วางขายสินค้านานาพรรณ ตั้งแต่ผ้าไหมเนื้อดีจากแดนใต้ เครื่องเคลือบดินเผาลวดลายวิจิตรบรรจง เครื่องเทศที่ส่งกลิ่นหอมฉุนเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงขนมหวานนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าแข่งกับเสียงดนตรีเปิดหมวก ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ โอ้โห... นี่มัน สยามพารากอน เวอร์ชันจีนโบราณชัดๆ! มู่หลานลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก เมื่อเดินผ่านร้านซาลาเปาไส้หมูแดงที่ควันฉุย นางอยากจะแวะซื้อสักลูกมาประทังความหิว แต่ทว่า...

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status