หน้าหลัก / รักโบราณ / เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ / บทที่ 3 : ใครมันจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักฆ่ากัน!

แชร์

บทที่ 3 : ใครมันจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักฆ่ากัน!

ผู้เขียน: แคลร์ออสติน
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-15 17:01:30

บทที่ 3 : ใครมันจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักฆ่ากัน!

ใครจะไปเชื่อว่า... ในรังนักฆ่าที่มืดมนและอับชื้นประหนึ่งขุมนรกแห่งนี้ จะมีสวรรค์ชั้นย่อมซ่อนตัวอยู่

มู่หลานเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง ไอน้ำสีขาวบริสุทธิ์ลอยล่องม้วนตัวขึ้นมาจากบ่อน้ำแร่ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ขุดเจาะลงไปในชั้นหิน กลิ่นกำมะถันจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรป่าที่ถูกโรยไว้ ลอยมาแตะจมูกชวนให้จิตใจที่ปั่นป่วนสงบลงอย่างน่าประหลาด

แสงเทียนที่จุดไว้ตามโขดหินส่องกระทบผิวน้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ ตัดกับความมืดมิดภายนอกอย่างสิ้นเชิง

“เชิญเจ้าค่ะหัวหน้า”

ซูเจินผายมือเชิญ หลังจากช่วยเปลื้องชุดที่ชุ่มไปด้วยคราบเลือดและหยาดเหงื่อออกจนหมดสิ้น

มู่หลานค่อยๆ หย่อนกายลงในบ่อน้ำอุ่นจัด ความร้อนที่พอเหมาะโอบล้อมผิวกายที่หนาวเหน็บมาตลอดคืน ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อค่อยๆ คลายลงอย่างช้าๆ ราวกับว่าสายน้ำนี้กำลังชะล้างความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัวให้มลายหายไปจากจิตวิญญาณ

“อ่า...”

นางเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว พิงศีรษะกับขอบหินเย็นเยียบแล้วหลับตาลง ซึมซับความสบายที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์ความเป็นตายเช่นนี้

ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ

เมื่อขึ้นจากน้ำ ซูเจินก็ทำหน้าที่ลูกน้องคนสนิทอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นางประคองมู่หลานมานั่งที่ตั่งไม้ ก่อนจะหยิบขวดยาสีขาวที่เจ้าสำนักมอบให้ขึ้นมา บรรจงป้ายตัวยาลงบนบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้อง

“อึก!”

มู่หลานสะดุ้งสุดตัวจนเผลอเกร็งหน้าท้อง ตัวยาแสบร้อนรุนแรงเมื่อสัมผัสกับเนื้อสดจนนางต้องกัดฟันแน่นเพื่อข่มเสียงร้อง

“ทนอีกนิดนะเจ้าคะหัวหน้า” ซูเจินเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ยานี้แสบเพียงครู่เดียว ทว่าสรรพคุณเลิศล้ำยิ่งนัก พรุ่งนี้แผลของท่านก็คงจะเริ่มสมานตัวแล้วเจ้าค่ะ”

มือเรียวของลูกน้องสาวพันผ้าพันแผลให้อย่างคล่องแคล่วและเบามือที่สุด เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซูเจินก็พามู่หลานเดินกลับมาส่งยังห้องพักอันแสนเงียบเหงาห้องเดิม

“พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ หากมีเหตุอันใด เรียกข้าได้ตลอดเวลา”

ซูเจินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม ทิ้งให้มู่หลานจมอยู่กับความเงียบงันเพียงลำพังอีกครั้งท่ามกลางแสงตะเกียงที่วูบไหว

หญิงสาวทรุดกายลงนั่งบนเตียงไม้แข็งกระด้าง สายตาพร่าเลือนกวาดมองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ผนังหินเย็นเฉียบราวกับจะดูดซับไออุ่นไปจากร่าง ความมืดมิดเริ่มโรยตัวปกคลุมจนทั่วทุกมุมห้อง ทิ้งให้นางจมอยู่กับความเงียบงันที่ดังสะท้อนอยู่ในหู

ทันใดนั้น... น้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งคืนก็พังทลายลงมา

หยาดน้ำใสไหลรินอาบสองแก้มไร้เสียงสะอื้น มีเพียงหัวไหล่ที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง บ่งบอกถึงความร้าวรานที่อัดแน่นอยู่ภายในอก

“ทำไม...” เสียงหวานสั่นเครือพึมพำกับความว่างเปล่า “ทำไมต้องเป็นฉัน...”

นางนั่งกอดเข่าคู้กายเข้าหาตัว ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขน ปล่อยให้ความสิ้นหวังเข้ากัดกินหัวใจช้าๆ

ชีวิตในโลกก่อนนั้นว่ายากลำบากแล้ว ต้องตรากตรำทำงานสายตัวแทบขาดเพื่อชดใช้หนี้สินให้ครอบครัว ทะเลาะเบาะแว้งกับแม่ไม่เว้นแต่ละวัน ทว่าเมื่อมาอยู่ในร่างนี้ ชีวิตใหม่กลับ ‘บัดซบ’ ยิ่งกว่าหลายเท่าตัวนัก!

คนอื่นทะลุมิติมาเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในจวนแม่ทัพ มีบ่าวไพร่ห้อมล้อมคอยปรนนิบัติ มีท่านอ๋องรูปงามตามเกี้ยวพา กินหรูอยู่สบายในเรือนอันอบอุ่น...

แต่ดูฉันซิ!

ทะลุมิติมาเป็น ‘นักฆ่า’ ที่ต้องซุกหัวนอนในถ้ำเย็นชื้น วันๆ ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หากทำงานพลาดพลั้ง ก็ถูกบังคับให้กลืนยาพิษปลิดชีพตน ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไร้ซึ่งศักดิ์ศรีและอิสระ เป็นเพียงเครื่องมือสังหารที่มีลมหายใจไปวันๆ เท่านั้น

“ใครมันจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักฆ่ากัน!”

นางกร่นด่าโชคชะตาทั้งน้ำตา ความน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก

“ชาติก่อนฉันไปทำกรรมหนักหนาอะไรไว้... หรือไปเผาวัดเผาวาที่ไหนมากันแน่ ฮึก... ถึงต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยเช่นนี้... ฉันอยากกลับบ้าน... ฮือ... อยากกลับบ้าน...”

เสียงสะอื้นไห้ดังก้องอยู่ในห้องแคบๆ ที่เปรียบเสมือนกรงขัง ไร้ซึ่งคนปลอบโยน ไร้ซึ่งทางออก มีเพียงความมืดมิดเท่านั้นที่เป็นสหายเพียงหนึ่งเดียวในค่ำคืนอันยาวนาน

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูไม้ที่ดังรัวเร็ว ปลุกคนที่เพิ่งจะข่มตานอนหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงให้สะดุ้งตื่นขึ้น

มู่หลานงัวเงียลุกขึ้นนั่งบนเตียงแข็ง ความทรงจำเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาพร้อมกับอาการแสบร้อนที่กระบอกตา คาดว่ายามนี้ตาของนางคงบวมเป่งจากการร้องไห้จนหลับ

นางถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะขยับกายแล้วพลันต้องเบิกตากว้างด้วยความฉงนใจ...

“เอ๊ะ?”

มือเรียวเลื่อนขึ้นไปแตะหน้าท้องเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ ความเจ็บปวดปางตายที่แทบจะฉีกร่างนางออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อวานนี้ ยามนี้กลับทุเลาลงจนเหลือเพียงความรู้สึกเจ็บแปลบยามขยับกายแรงๆ เท่านั้น

ยาทาของพรรคทมิฬนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ นางคิดในใจอย่างทึ่ง นี่สินะความมหัศจรรย์ของโลกกำลังภายในที่นางเคยแต่อ่านนิยายผ่านตา ถ้านำยาวิเศษนี้กลับไปขายในโลกปัจจุบันได้ รับรองว่านางคงรวยล้นฟ้าจนไม่ต้องง้อเงินเดือนบริษัทไปทั้งชีวิตแน่

“หัวหน้า! ท่านตื่นหรือยังเจ้าคะ?” เสียงร้อนรนของ ซูเจิน ดังลอดประตูเข้ามาอีกครั้ง

มู่หลานรีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง มือคู่สวยรีบจัดแต่งอาภรณ์และเส้นผมให้เข้าที่ พยายามปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมดูเยือกเย็นสมมาดนางพญานักฆ่า แม้ในใจจะยังอยากเอนกายลงนอนต่อเพียงใดก็ตาม

“เข้ามา” นางเอ่ยอนุญาตด้วยเสียงเรียบ

ซูเจินเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด นางรีบโน้มกายรายงานด้วยท่าทีนอบน้อม

“ขออภัยที่ต้องมารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านเจ้าค่ะ ทว่าท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งด่วน... ต้องการพบตัวท่านที่โถงกลางยามนี้!”

นามของ ‘เจ้าสำนัก’ ทำเอาความง่วงของมู่หลานกระเจิงหายไปในพริบตา ความหนาวยะเยือกสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง

เรียกพบแต่เช้าแบบนี้ จะโดนคาดคั้นเรื่องความผิดพลาดเมื่อวานอีกหรือเปล่าเนี่ย? หรือคิดจะลงโทษฉันย้อนหลังกันแน่?

ณ โถงถ้ำกลางที่ยังคงมืดสลัวและบรรยากาศน่าอึดอัดจนหายใจลำบาก

มู่หลานเดินก้มหน้าตามซูเจินเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยม ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้าแท่นหินสูงสง่า รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของเจ้าสำนักยังคงรุนแรงกดดันจิตใจเหมือนเดิม จนนางแทบไม่กล้าสูดลมหายใจเข้าปอด

“อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์เอ่ยถามขึ้น

“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักที่เมตตามอบยาดีให้ข้า” มู่หลานตอบกลับตามบทเรียนที่กลั่นกรองมาแล้วว่าดูดีที่สุดในยามนี้

“ดี...” เจ้าสำนักพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือโยนแผ่นป้ายไม้ไผ่สลักอักษรลงมาตรงหน้าของนางเสียงดัง เคร้ง!

“ในเมื่อหายดีแล้ว ก็อย่ามัวเสียเวลาเปล่า... นี่คือภารกิจใหม่ของเจ้า”

มู่หลานเบิกตากว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ นางก้มมองป้ายคำสั่งสลับกับมองใบหน้าภายใต้หน้ากากของคนสั่งด้วยความตะลึงงัน

“ภารกิจ... ใหม่หรือเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง!” น้ำเสียงทรงอำนาจตวาดก้อง “ครั้งนี้เจ้าต้องไปเด็ดศีรษะ ‘ใต้เท้าเสิ่น’ ขุนนางผู้นั้นบังอาจกุมบัญชีลับของผู้ว่าจ้างเอาไว้ จงเร่งจัดการให้สิ้นซาก อย่าได้สร้างความขายหน้าด้วยความผิดพลาดซ้ำสองเหมือนคราวก่อนอีก!”

คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของมู่หลาน รายละเอียดของเป้าหมายทำให้ความทรงจำซ้อนทับเข้ามาอย่างรวดเร็ว...

ใต้เท้าเสิ่นผู้นี้มิใช่ขุนนางกังฉิน ทว่าเขาคือผู้ตรวจการบัญชีตงฉินที่เถรตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัด เขาถูกตามล่าเพียงเพราะล่วงรู้ความลับการทุจริตของพวกขุนนางชั่ว จนต้องพาครอบครัวหนีหัวซุกหัวซุน

แล้วนาง... ในฐานะอดีตผู้ตรวจสอบบัญชีในโลกก่อน กลับต้องกลายเป็นคนไป ‘ปิดบัญชีชีวิต’ ขุนนางน้ำดีในโลกนี้เนี่ยนะ?

เมื่อสิ้นคำสั่ง ท่านเจ้าสำนักก็สะบัดชายอาภรณ์เดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้มู่หลานยืนแข็งทื่อเป็นหินงอกหินย้อยอยู่กลางโถงถ้ำเพียงลำพัง

หญิงสาวกำป้ายคำสั่งในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด ริมฝีปากเม้มสนิทเพื่อสะกดกลั้นเสียงกรีดร้องที่อยากจะพ่นใส่หน้าเจ้านายใจมารผู้นั้น

เฮ้ย! นี่มันจะเกินไปหน่อยไหม!

แผลที่หน้าท้องยังไม่ทันจะตกสะเก็ดดี ยาสมานแผลยังซึมเข้าเนื้อไม่ถึงครึ่งก็นึกจะถีบหัวส่งนางไปฆ่าคนอีกแล้วเหรอ?

นี่มันองค์กรนักฆ่าหรือโรงงานนรกกันแน่! กฎหมายคุ้มครองแรงงานอยู่ที่ไหน! สหภาพแรงงานยุทธภพมีไหม! ใครก็ได้ช่วยไปร้องเรียนกรมแรงงานให้ฉันที!

“หัวหน้า... ท่านไหวหรือไม่เจ้าคะ?”

ซูเจินเอ่ยถามเสียงแผ่วด้วยความกังวล เมื่อเห็นสีหน้าของหัวหน้าคล้ายคนจะเป็นลม

มู่หลานหันขวับไปมองลูกน้องคนสนิท นางพยายามฉีกยิ้มกว้างที่ดูเหมือนการแยกเขี้ยวขู่ขวัญเสียมากกว่า

“ไหวสิ... สภาพเช่นนี้ ข้า ‘ไหว’ อยู่แล้ว!”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 19 'ตุ๊กตาไม้' ที่ว่างเปล่าไร้หัวใจ

    บทที่ 19บรรยากาศภายในห้องหนังสืออันกว้างขวางในยามสาย ช่างน่าอึดอัดและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก"เคร้ง!"เสียงวัตถุกระทบแท่นหินดังสนั่น อ๋องจวิ้นเจี๋ย กระแทกพู่กันราคาแพงในมือลงบนแท่นฝนหมึกอย่างแรงด้วยโทสะ จนน้ำหมึกสีดำสนิทสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษราชการจนเสียหายความหงุดหงิดงุ่นง่านที่สะสมมาหลายวัน เริ่มพุ่งสูงขึ้นจนแตะขีดสุดประดุจลาวาที่พร้อมปะทุสายตาคมกริบตวัดมองสตรีในชุดองครักษ์สีดำทะมัดทะแมง ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆมู่หลาน ยืนหลังตรงแน่ว แผ่นหลังเหยียดตึง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับนางไม่ได้อยู่ที่นั่นหลายวันมานี้... นางทำตัวเหมือน 'ตุ๊กตาไร้จิตใจ' ไม่มีผิด!แม้แต่ยามค่ำคืน... ยามร่วมอภิรมย์บนเตียงที่เขามอบความเร่าร้อนให้ถึงเพียงไหน นางก็ตอบสนองเพียงแค่ร่างกาย... แต่ทว่าแววตาของนางกลับว่างเปล่า ล่องลอย และไร้ความรู้สึกนางยืนอยู่ข้างกายเขาแท้ๆ ... ใกล้จนสัมผัสลมหายใจได้ แต่เขากลับรู้สึกว่านางอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ราวกับนางได้ขังจิตวิญญาณของตัวเองเอาไว้ในที่ที่เขาเอื้อมมือไปไม่ถึงความห่างเหินนี้... มันช่างกวนใจเขาจนทำงานทำการไม่ได้!"ออกไ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 18 จบแล้วสินะ... หน้าที่ของยาถอนพิษในคืนนี้

    บทที่ 18มู่หลานก้าวเท้าเดินออกมาจากเรือนไม้หลังเล็กอย่างเชื่องช้า... ราวกับวิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่างทุกย่างก้าวที่ย่ำลงบนทางเดินหินขรุขระ ช่างหนักอึ้งเหมือนมีตะกั่วพันชั่งมาถ่วงขาเอาไว้ สมองของนางเอาแต่วนเวียนคิดถึงคำพูดของซูเจิน และความลับสวรรค์ที่นางเพิ่งได้รับรู้มาหมาดๆนางพยายามจะแค่นหัวเราะออกมา... พยายามคิดเสียว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขัน เป็นพล็อตนิยายแฟนตาซีสุดเพี้ยนที่นางบังเอิญหลุดเข้ามาเจอแต่ทว่า... ภายในอกข้างซ้ายกลับรู้สึกเจ็บแปลบ ราวกับมีเข็มพิษนับพันเล่มทิ่มแทงความจริงที่ตีแสกหน้าทำให้นางตาสว่างวาบ...สิ่งที่ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ปฏิบัติต่อนางมาโดยตลอด... ความหวงแหนที่แสดงออก... ความเอาใจใส่ในยามเจ็บป่วย... หรือแม้แต่อ้อมกอดที่อบอุ่นอ่อนโยนเมื่อครู่นั้น...ทั้งหมดทั้งมวล... มิใช่เพราะความรัก หรือความพิศวาสในตัวนางแต่อย่างใดมันเป็นเพียงเพราะ 'ผลประโยชน์' ล้วนๆเขาแค่ต้องการร่างกายของนางเพื่อรักษาพิษร้ายของตนเอง... นางเป็นเพียง 'ยาถอนพิษที่มีชีวิต' ที่เขาจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ทิ้งขว้างไม่ได้... ก็เท่านั้นเอง"โง่จริงมู่หลาน... เธอนี่มันโง่บัดซบ"นางพึมพำด่าทอตัวเองด้วยความสมเ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 17 ผู้ที่พ่ายแพ้ในกระดานนี้ ก็ยังคงเป็นนางอยู่ดี!

    บทที่ 17เงาร่างสูงใหญ่ของ มั่วเหยียน ยืนนิ่งสงบจนแทบจะกลืนไปกับความมืดมิดของรัตติกาล ที่ระเบียงด้านนอกเรือนไม้หลังเล็ก ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและสม่ำเสมอจนแทบจับสัมผัสไม่ได้บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและคำสัตย์สาบานระหว่างสตรีสองนางในห้อง ลอดผ่านผนังไม้บางๆ เข้ามาสู่โสตประสาทของยอดฝีมือเช่นเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ...ทุกประโยคที่พวกนางเอื้อนเอ่ย... ปราศจากแผนการร้าย... ไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้ายต่อนายเหนือหัว...มีเพียงความรัก ความผูกพันอันลึกซึ้ง และคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นว่า 'จะอยู่และตายพร้อมกัน'หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งแกร่งดุจศิลา จากการกรำศึกและฆ่าฟันผู้คนมาครึ่งค่อนชีวิต กลับรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาดความภักดีที่ยอมแลกด้วยชีวิต... ช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งและน่าสะเทือนใจนักในยุทธภพที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังมั่วเหยียนหลับตาลงชั่วครู่ ขับไล่ความรู้สึกอ่อนไหวที่ไม่ควรมีทิ้งไป ก่อนจะเร้นกายหายวับไปในความมืด มุ่งหน้าสู่ห้องทรงอักษรเพื่อรายงานนายเหนือหัวภายในห้องหนังสืออันเงียบสงัด มีเพียงเสียงเปลวเทียนปะทุเบาๆอ๋องจวิ้นเจี๋ย นั่งฟังรายงานจากหัวหน้าองครักษ์คนสนิทด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 16 ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอท่านอีก

    บทที่ 16ณ เรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวอยู่บริเวณท้ายจวนอ๋อง...บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด วังเวง ทว่าแฝงไปด้วยความตึงเครียดเข้มข้นจากบรรดา 'องครักษ์เงา' ฝีมือฉกาจนับสิบชีวิตที่ซ่อนเร้นกายอยู่ตามมุมมืดและแมกไม้ คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยดุจตาข่ายฟ้าที่ไม่มีวันยอมให้มดสักตัวเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้มั่วเหยียน วางร่างที่ไร้สติของ ซูเจิน ลงบนเตียงตั่งอย่างระมัดระวังตามบัญชาของท่านอ๋อง ก่อนจะส่งสัญญาณเรียกบ่าวรับใช้หญิงเข้ามาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และเช็ดตัวให้แก่นาง เพื่อชำระล้างคราบโลหิตและฝุ่นโคลนจากการต่อสู้เสี่ยงตายเมื่อครู่เวลาผ่านไปชั่วก้านธูปมอดไหม้...เมื่อสาวใช้จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นและถอยฉากออกไปอย่างรู้งาน มั่วเหยียนจึงก้าวเท้าหนักแน่นกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งร่างสูงใหญ่ในชุดองครักษ์สีดำสนิท ยืนกอดอกพิงเสาไม้ต้นใหญ่ที่มุมห้อง สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องมองไปยังสตรีที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงไม่วางตาบัดนี้... คราบเพชฌฆาตเปื้อนเลือดได้เลือนหายไปจนสิ้น...หลงเหลือเพียงดรุณีน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณขาวซีดทว่านวลเนียนดุจหิมะแรกฤดู อาภรณ์สีอ่อนสะอาดตาที่สวมใส่ขั

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 15

    บทที่ 15ทันทีที่ล้อรถม้าบดเบียดกับพื้นหินหน้าจวนอ๋องจนหยุดสนิทบรรยากาศภายในจวนดูเคร่งขรึมขึ้นทันตา พ่อบ้านชราและเหล่าบ่าวไพร่ที่ตั้งแถวรอรับเสด็จต่างพากันก้มหน้ามองพื้นต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ที่กำลังประคองร่างของแม่นางมู่หลานลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอมมู่หลานก้มหน้างุด ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน ยิ่งเขาแสดงออกว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับนางต่อหน้าธารกำนัลมากเท่าไหร่ นางยิ่งวางตัวไม่ถูกมากเท่านั้น นางพยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุมของเขาเบาๆ"หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ..."นางกระซิบเสียงอ้อมแอ้ม ยอมรับตามตรงว่าการต้องมาอยู่เคียงข้างเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ ทำให้นางประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ยิ่งบางครั้งเผลอพูดจาห้วนๆ ไร้สัมมาคารวะกับเขาไปด้วยความเคยชิน แต่ก็นับว่าเป็นโชคมหาศาลที่จวิ้นเจี๋ยไม่เคยถือสาหาความจวิ้นเจี๋ยกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์... แปลกนัก ยิ่งนางพยายามผลักไสหรือขัดขืน เขากลับยิ่งอยากเอาชนะและดึงนางเข้ามาให้แนบชิดกว่าเดิมพรึ่บ!"ว้าย!"มู่หลานหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ร่างสูงสง่าก็ช้อนร่างของนางลอยหวือขึ้นจากพื้นใน 'ท่าอุ้มเจ้าสาว'

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 14 รีบๆ ไปหาตัวจริงของท่านซะเถอะเจ้าค่ะท่านอ๋อง

    บทที่ 14 แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมากระทบแนวหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตของร้านรวงในเมืองหลวง สะท้อนประกายระยิบระยับล้อแสงแดดราวกับเกล็ดมังกรที่กำลังเริงระบำ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ มู่หลาน ถูกแต่งตั้ง (แกมบังคับ) ให้ดำรงตำแหน่ง 'องครักษ์ส่วนตัว' ที่นางได้รับอนุญาตให้ออกมาเปิดหูเปิดตาเดินดูโลกภายนอก ...แม้จะต้องเดินตามหลังเขาต้อยๆ ในฐานะผู้ติดตามก็ตามเถอะ ดวงตากลมโตภายใต้หมวกสานปีกกว้างกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ 'ตลาดตงซื่อ' ย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดและเจริญที่สุดในเมืองหลวงช่างคึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่วางขายสินค้านานาพรรณ ตั้งแต่ผ้าไหมเนื้อดีจากแดนใต้ เครื่องเคลือบดินเผาลวดลายวิจิตรบรรจง เครื่องเทศที่ส่งกลิ่นหอมฉุนเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงขนมหวานนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าแข่งกับเสียงดนตรีเปิดหมวก ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ โอ้โห... นี่มัน สยามพารากอน เวอร์ชันจีนโบราณชัดๆ! มู่หลานลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก เมื่อเดินผ่านร้านซาลาเปาไส้หมูแดงที่ควันฉุย นางอยากจะแวะซื้อสักลูกมาประทังความหิว แต่ทว่า...

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status