LOGINสกิลติดตัว ดาเมจ[1]อยู่ไหน?!
เสียงกรีดร้องดังมาจากมุมมืดริมถนนในส่วนที่เคยเป็นตลาด ท่ามกลางม่านหมอกหนาชั้น ผู้คนที่ถูกปิดกั้นการมองเห็นอยู่เดิมต่างก็ผวาแตกตื่น
“อันเดด! อันเดดมาแล้ว!”
“รีบไปกันเถอะ” เจมส์ได้ยินดังนั้นก็ดึงแขนเฟลิกซ์ให้หนีไปอีกทาง แต่แขนผอมบางข้างนั้นกลับหลุดออกจากมือเขาไป เฟลิกซ์พุ่งตัวไปตามเสียงร้องแล้ว
เจมส์สบถออกมาอย่างหัวเสีย ทำไมเจ้าหนุ่มนี่ถึงชอบเอาตัวเข้าไปอยู่ในอันตรายเสียเหลือเกิน แม้จะทั้งโมโหและหวาดกลัว แต่ชีวิตเขาดันผูกติดกับพระเอกดวงซวยที่ชอบวิ่งไปฆ่าตัวตายนี่สิ เจมส์ได้แต่กัดฟันวิ่งตามเฟลิกซ์ไป “เฟลิกซ์ รอข้าด้วย!”
เสียงร้องโหยหวนชวนขยะแขยงลอยแทรกตัวมาในหมอกเทามืดครึ้ม เจมส์คว้าพิณโบราณมาจากหลัง เขาสำรวจสกิลของตัวเองมาแล้วรอบหนึ่ง คิดไว้ว่าจะเรียนรู้ให้ดีหลังจากได้ที่พักที่ปลอดภัยแล้ว ตอนนี้คงได้แต่หวังพึ่งสัญชาตญาณที่สั่งสมมาจากการเล่นเกมกีตาร์ นีโมและทักษะที่ติดมาในประวัติตัวละครแล้ว!
“แสงทองทอกระทบยอดหญ้า!”
นิ้วเรียวสะกิดสาย ดีดบรรเลงดนตรีที่เขาไม่รู้จักออกมา ตัวโน้ตร้อยเรียงอยู่ในหัวเสมือนเคยเล่นเพลงนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เสียงแจ่มใสดั่งฟากฟ้าแห่งรุ่งทิวาในฤดูใบไม้ผลิของเครื่องสายเรียกแสงสว่างสาดไล่หมอกหนาในรัศมีสิบเมตรรอบตัวเจมส์ออกไปให้พ้นทาง
รอบกายกลับมาชัดเจนอีกครั้ง เสียงดนตรีที่เล่นได้อย่างลื่นไหลแปร่งเพี้ยนก่อนจะหยุดลง มือของเจมส์เย็นเฉียบจนแทบจะไม่เหลือความรู้สึก เหงื่อเย็นซึมขึ้นมาตามแผ่นหลัง แสงสว่างที่ควรจะสร้างความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิตามคำอธิบายกลับไม่ได้ช่วยให้อากาศเย็นชืดอุ่นขึ้นเลยสักนิด เจมส์หนาวยะเยือกดั่งถูกราดด้วยถังน้ำแข็ง ใจกลางรัศมีแสงนอกจากเขาและเฟลิกซ์ซึ่งคว้าแท่งไม้มาจากไหนไม่รู้มาใช้ฟันแขนอันเดดที่โจมตีเข้ามาต่างดาบ รอบข้างคือร่างเน่าเปื่อยนับสิบร่างเดินอย่างเนิบช้าเข้ามาห้อมล้อมคนทั้งสองเอาไว้ตรงกลาง
“ฉิบหายล่ะ”
โฮกกกกกกกกกก!
อันเดดเมื่อเจอของแสลงก็คลุ้มคลั่ง ความอบอุ่นจากแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ฤดูใบไม้ผลิมีผลละม้ายแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้าที่ใช้กำจัดสิ่งชั่วร้ายของนักบวช อสูรร้ายบิดกายกุมสองตาด้วยความทรมาน เมื่อแสงสว่างดับลงตามการหยุดเล่นเพลงของผู้ใช้พวกมันก็หายจากการหยุดชะงัก สองขาเงอะงะลากร่างเน่าเปื่อยเข้าไปหาคนเป็นทั้งสองโดยไม่รีรอ
‘ระบบ ขอข้อมูลอันเดดหน่อย ขอดูร้านค้าด้วย มีอะไรพอจะช่วยได้ไหม?’
‘อันเดด คือ ซากร่างที่ตายไปแล้ว แต่กลับยังลุกขึ้นมาใหม่ได้ อันเดดมีหลายประเภท ส่วนที่นักผจญภัยเผชิญอยู่เป็นแค่ผีดิบระดับล่าง ไม่มีค่าพอที่จะให้เสียแต้มแลกซื้อไอเทม นักผจญภัยต้องหาทางเอาชนะด้วยตัวเอง ขอให้โชคดี’
แล้วตัวอักษรพิกเซลก็สลายไปโดยไม่ยอมกลับออกมาอีก
‘ไอ้ระบบเฮงซวย! นอกจากจะให้ข้อมูลไม่มีประโยชน์ยังจะมาชิ่งตอนสถานการณ์คับขันอีก’
เฟลิกซ์ใช้ท่อนไม้ฟันหัวอันเดดตัวหนึ่งหลุดกระเด็น ก่อนจะวิ่งไปถีบอันเดดที่กำลังจะเอื้อมมือมาคว้าไหล่ของเจมส์ “ท่านนักกวี ท่านมีบทเพลงที่ใช้โจมตีได้ไหมขอรับ?!”
นั่นแหละคือปัญหา หลังจากเจมส์สำรวจสกิลติดตัวแล้วก็มั่นใจ นี่คือตัวละครสายสนับสนุน เขามีสกิลที่เคยเรียนรู้อยู่แล้วก็จริง ใช้เวทมนตร์ได้บ้างเป็นบางส่วน แต่ก็ล้วนมีไว้เพื่อสนับสนุนคนในปาร์ตี้!
เจมส์ผู้เล่นสายดาเมจมาโดยตลอดกลับต้องมาเปลี่ยนแนวกระทันหัน ยิ่งผู้ที่เขาต้องช่วยสนับสนุนเป็นเฟลิกซ์ พ่อพระเอกหน้ามนดวงโคตรซวยนี่อีก แทนที่จะให้เขาไปอยู่แนวหน้าเพื่อรักษาชีวิตของอีกฝ่าย เขากลับต้องมาดีดพิณโบราณหลบอยู่ข้างหลังนี่นะ
อันเดดที่ถูกเฟลิกซ์ฟาดหัวขาดจนล้มลงไปกองกับพื้นตะกายตัวลุกขึ้นมาใหม่ มันเดินเปะปะอย่างไร้ทิศทางเนื่องจากไม่มีศีรษะคอยควบคุมแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นอันเดด เป็นซากร่างไม่มีวันตายที่กระหายการฉีกกระชากคนเป็น ในขณะเดียวกัน อันเดดตัวอื่นก็ลากขาเข้ามาจนจะประชิดตัวคนทั้งสองที่พวกมันล้อมไว้ตรงกลางแล้ว
“เอาวะ เป็นไงเป็นกัน!”
เจมส์ดีดเครื่องสายในมือ ตัวโน้ตไหลเวียนอยู่ในหัวโดยไม่ต้องเปิดดู นิ้วพลิ้วไหวเคลื่อนที่ไปโดยไม่ต้องใช้ความคิด เขาบรรเลงบทเพลงแห่งความสนุกสนาน ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกดั่งกำลังร้องเพลงเต้นรำ ชนแก้วสังสรรค์กับเพื่อนฝูงอยู่ในร้านเหล้า
“อุดมการณ์แห่งผองเรา เอาบทเพลงแห่งมิตรภาพไปกิน!”
นิ้วของเจมส์ดีดบรรเลงต่อไปด้วยความหวังเต็มอก ขอให้ได้ผลทีเถอะ!
เสียงร้องครวญครางของอันเดดสงบลง ขาที่ลากถูก็ชะลอลงจนแลดูเซื่องซึม พวกมันเหมือนสูญเสียเป้าหมายที่ตามหาไปโดยปริยาย เหล่าอันเดดค่อย ๆ เดินจากไปหาเป้าหมายอื่นต่อ
“ได้ผล!” เจมส์โพล่งออกมาด้วยความโล่งใจ เขาไม่กล้าที่จะหยุดนิ้วแม้เพียงเสี้ยววิ ไม่รู้เมื่อไรอันเดดพวกนี้จะหันกลับมาโจมตีพวกเขา
“ท่านเจมส์ ไปช่วยคนอื่นกันเถอะขอรับ” เฟลิกซ์พูดจบก็ออกวิ่งไปในทิศทางเดียวกับที่เหล่าอันเดดมุ่งหน้าไปโดยไม่รอช้า
“เฮ้ย! รอกันด้วยสิ” เจมส์รีบวิ่งตามไปด้วยความแตกตื่น เจ้าหมอนี่มันไม่มีคำว่ากลัวสลักไว้ในหัวเลยหรือไง! เกิดมาโชคร้ายขนาดนี้ก็ควรจะระวังตัวกว่าคนอื่นเป็นสองเท่าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงชอบพุ่งเข้าใส่อันตรายนักนะ
หนึ่งนักกวี หนึ่งผู้กล้าไร้ดาบ รวบรวมกลุ่มคนที่โดนอันเดดโจมตีในบริเวณโดยรอบ ฝูงชนรวมตัวกันแน่นจนเกือบจะพ้นรัศมีแห่งเสียงเพลงไปแล้ว สุดท้ายจึงมีนักเวทในกลุ่มเสกไฟเผาอันเดดเหล่านั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน เหตุการณ์จึงสงบลงในที่สุด
‘กำจัดฝูงอันเดดขนาดเล็ก ปกป้องเฟลิกซ์และชาวเมือง แต้มโชคดีบวกหกร้อยแต้ม’
ดั่งเสียงประกาศสิ้นสุดสงคราม เจมส์เก็บพิณกลับไปสะพายหลัง เขาสะบัดมือคลายความเมื่อยล้า ว่าแต่ระบบนี่จะงกเกินไปหน่อยไหม ครั้งที่แล้วช่วยเฟลิกซ์ได้ห้าร้อย ครั้งนี้ช่วยทั้งเฟลิกซ์ทั้งชาวบ้านควรจะได้สองเท่าไม่ใช่หรือไง เห็นชีวิตเอ็นพีซีหลายสิบชีวิตมีค่าแค่ร้อยแต้มได้อย่างไรกัน?!
เฟลิกซ์ทิ้งแท่งไม้หนักอึ้งที่หยิบติดมือมาเป็นอาวุธจำเป็นลง เด็กหนุ่มถอนหายใจโล่งอก “ท่านเจมส์สุดยอดมากเลยขอรับ หากไม่ได้ท่านเจมส์ต้องแย่แน่”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า ข้าก็ทำได้แค่หยุดยั้งการโจมตีของพวกมันชั่วคราว เป็นนักเวททางนั้นเสียอีกที่...” เจมส์หันไปมอง ผู้ที่ใช้ไฟเผาทำลายฝูงอันเดดหายไปแล้ว เช่นเดียวกับกลุ่มคนหลายสิบคนที่รายล้อมพวกเขาทั้งสองคนอย่างแน่นหนาเมื่อสักครู่เองก็กระจายตัวแยกย้ายกลับที่หลบภัยของตนแล้วเช่นกัน
เจมส์เกาหลังคอด้วยความงุนงง สถานการณ์แบบนี้มันควรจะเป็นช่วงเวลาสรรเสริญพระเอกไม่ใช่หรอกหรือ ตอนนี้ควรจะมีชาวเมืองมากมายมาขอบคุณผู้กล้าที่ช่วยชีวิตสิ เขาแอบชำเลืองมองเฟลิกซ์ พระเอกที่ควรจะได้เฉิดฉายกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ซ้ำยังดูโล่งใจด้วยซ้ำ พ่อพระเอกผู้นี้ไม่มีสัญชาตญาณในการทำตัวเด่นดังเลยสักนิด หรือความจริงแล้วเฟลิกซ์ก็เป็นตัวประกอบเหมือนกันกับเขา
ขณะที่เจมส์คิดไร้สาระอยู่ก็มีหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามา “นักผจญภัยทั้งสองท่าน วันนี้ต้องขอบคุณพวกท่านมากเจ้าค่ะ ดูแล้วพวกท่านน่าจะเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองซอเรนทานา หากไม่รังเกียจ โรงเตี๊ยมของข้ายังมีห้องว่างอยู่”
“ดีล!” เจมส์ตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด เนื้อเรื่องมันต้องดำเนินแบบนี้สิ!
“ท่านป้า เมืองซอเรนทานาถูกอันเดดบุกรุกจนเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรหรือขอรับ?” เฟลิกซ์ถามเจ้าของโรงเตี๊ยมที่นำอาหารมาบริการให้กับแขกทั้งสอง
“เหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อสองเดือนก่อน มีชาวเมืองไปเยี่ยมญาติผู้ล่วงลับที่สุสานร็อทเทนวูดพบอันเดดกำลังกัดกินร่างของคนเฝ้าสุสานอยู่ จากนั้นหลุมเนินทั้งหลายก็สั่นสะเทือน ทันใดนั้น มือมากมายของซากศพก็โผล่ขึ้นมา ชาวเมืองคนนั้นอาศัยจังหวะที่อันเดดพวกนั้นพยายามปีนออกจากหลุมศพหนีกลับมาแจ้งข่าวในเมือง”
เจมส์มองเอ็นพีซีคุยกันก็ได้แต่เกิดข้อสงสัย “เรื่องก็เกิดขึ้นเป็นเดือนแล้ว ไม่มีใครไปจัดการเลยหรือไง?”
“เจ้าเมืองส่งทหารก็แล้ว ติดประกาศภารกิจว่าจ้างนักผจญภัยให้ไปปราบพวกอันเดดก็แล้ว แต่ทุกคนที่ถูกส่งไป ล้วนกลายเป็นเพิ่มกองกำลังให้กับพวกมันแทนเจ้าค่ะ”
“หา? เมื่อกี้แค่ใช้ไฟเผาก็ปราบได้แล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงกำจัดไม่ได้กัน” เจมส์เข้าใจอยู่ว่าต้องสร้างภารกิจให้พระเอกได้เติบโต แต่นี่จะไม่สมเหตุสมผลเกินไปแล้ว!
เจ้าของร้านส่ายหน้า “ไฟธรรมดาทำอะไรพวกมันไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ นักเวทเมื่อตอนนั้นจะต้องไม่ธรรมดามากเป็นแน่”
“เช่นนั้นนอกจากไฟของนักเวทที่ไม่ธรรมดา ยังมีวิธีอื่นในการปราบพวกมันอีกหรือไม่ขอรับ?” พระเอกผู้เป็นการเป็นงานถามเพื่อให้เนื้อเรื่องได้ดำเนินต่อ
“ขออภัย เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้ พวกท่านคงต้องไปหาคำตอบกันเอาเองเจ้าค่ะ”
ถือเป็นการจบบทสนทนาด้วยประโยคตัดบทสุดคลาสสิกของเอ็นพีซี ดีที่ไม่มีขึ้นตัวเลือก ‘พูดคุยซ้ำ หรือ ออก’ มาให้เลือกด้วย
หลังจากที่ขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยมโดยฉุดเฟลิกซ์ไม่ให้สะดุดตกจากขั้นบันไดที่จู่ ๆ ก็อยากเกษียณผุกร่อนกระทันหัน ปัดตะเกียงไฟแขวนที่จู่ ๆ ก็อยากย้ายที่มาตั้งบนหัวของพระเอกแทน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงห้องพัก ห้องว่างที่เจ้าของร้านว่านั้นมีอยู่เพียงห้องเดียว แต่อย่างน้อยก็มีสองเตียง ผู้ชายนอนห้องเดียวกันเป็นเรื่องธรรมดามากอยู่แล้วไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ดีเสียอีกเขาจะได้จับตาดูตัวดึงดูดอันตรายอย่างใกล้ชิด
“งั้นวันนี้ก็พักผ่อนกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยถามเส้นทางไปสุสานกับเจ้าของโรงเตี๊ยมแล้วออกเดินทางกัน” เจมส์ทิ้งตัวลงบนเตียงหลังหนึ่ง เขารอไม่ไหวแล้วที่จะศึกษาสกิลอย่างจริงจัง หากเข้าใจสกิลเร็วจะได้ถือโอกาสดูไอเทมในร้านค้าระบบเผื่อจะเจอของที่เป็นประโยชน์ในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย
“เรื่องนั้นไม่จำเป็นขอรับ ข้าน้อยจำทางได้” แววตาของเฟลิกซ์มืดหม่นลงอย่างปิดบังไม่อยู่
จริงสิ เจมส์เกือบลืมไปแล้วว่าสุสานร็อทเทนวูดเป็นที่ฝังศพบิดาของเฟลิกซ์ เจ้าเด็กนี่คงจะเป็นกังวลไม่น้อย ไม่มีใครอยากให้ร่างที่กลบฝังอย่างสงบของคนในครอบครัวต้องลุกขึ้นมาเป็นผีดิบกินคนน่ารังเกียจเหล่านั้นหรอก
“ว่าแต่ทำไมพ่อเจ้าถึงฝังในสุสานชาวบ้านนอกเมืองหลวงเล่า? ตระกูลเจ้าไม่ใช่อดีตขุนนางตกอับหรืออย่างไร หรือที่นี่เป็นบ้านเกิดของเจ้า?” เจมส์นึกถึงบทสนทนาของเฟลิกซ์กับเจ้าชายซีเลียน ประกอบกับที่เจ้าตัวชอบทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ ราวกับนักโทษหนีคดี แต่ก่อนตระกูลแอชเชอร์คงจะเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงไม่ใช่น้อย ไม่คิดเลยว่าเกมกากนี้จะสร้างเบื้องลึกเบื้องหลังให้ตัวละครกับเขาด้วย
เฟลิกซ์หลุบตาลงอย่างพยายามซ่อนความเศร้า แต่น้ำที่รื้นขึ้นมาสะท้อนกับแอเมทิสต์คู่งามกลับสร้างประกายแห่งความโศกสลดระทมมาถึงใจของผู้เฝ้ามอง “สุสานร็อทเทนวูด เป็นสุสานฝังศพไร้ญาติ ศพของครอบครัวที่ไม่มีเงินทำพิธีฝังศพ หรือศพของนักโทษประหารขอรับ”
เฟลิกซ์ไม่ต้องขยายความ อดีตตระกูลขุนนางย่อมไม่ใช่สองสาเหตุแรก บิดาของเขาถูกตัดสินประหารชีวิต
[1] Damage แปลว่า ความเสียหาย ในที่นี้หมายถึงสายโจมตีที่สร้างความเสียหายแก่ศัตรูได้
ตอนพิเศษโชคดีจึงได้พบพานพิณบรรเลงท่วงทำนองวังเวงอย่างเปลี่ยวเหงาท่ามกลางความเงียบสงัด บรรยากาศพลันเลือนรางคล้ายทุกสิ่งเบาบางโปร่งใส ความหนาวยะเยือกชวนให้ขนลุกชันเพียงแค่เยื้องกรายเฉียดใกล้ เส้นทางแห่งดวงวิญญาณถูกปูด้วยเงาแห่งขี้เถ้าคลับคล้ายทางเดินผืนพรมกำมะหยี่ นำทางดวงวิญญาณนับสิบดวงให้มารวมตัวกันดั่งแสงไฟล่อแมลงเม่า“เฟลิกซ์ ตอนนี้แหละ!” เจมส์ตะโกนเร่งแบบกระซิบจนเสียงออกมาเหมือนคนเป็นไข้หวัด เขาต้องบีบเสียงให้เบาเพื่อไม่ให้วิญญาณที่เขาใช้ดาวนำทางแห่งผู้วายชนม์ล่อมาตกใจจนหนีไป‘ดาวนำทางแห่งผู้วายชนม์’ สกิลไร้ประโยชน์ที่ได้มาจากบาทหลวงในเมืองซอเรนทานาหลังปราบฝูงอันเดดได้ ครั้งนั้นเจมส์ยังคิดว่าศัตรูรายต่อไปจะเป็นผีเสียอีกจึงได้รางวัลเควสมาเป็นสกิลเช่นนี้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ใช้งานจนเก็บเข้ากรุฝุ่นจับหมดแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้นำออกมาใช้หลังจากเรื่องราวทุกอย่างจบลง กลายเป็นของที่มีประโยชน์ในการเดินทางครั้งใหม่เสียอย่างนั้น เพราะสกิลนี้มีไว้เพื่อล่อลวงดวงวิญญาณให้มาหาในสภาวะมึนงง ไร้พิษสงโดยสิ้นเชิง“ขอรับ” เฟลิกซ์กระซิบตอบ เขาปลดสายผ้าคาดตาสีขาวขลิบทองออก เปลือกตาที่เป็นดั่งทวารขวาง
ตอนพิเศษดันเจียนชั้นสามนั้น...“ชีสทาร์ตของเจ้าอร่อยมากจริงด้วย” เอลดรอนเคี้ยวตุ่ย ๆ พลางพูดกับเรมที่นั่งเคี้ยวอยู่บนเตียงด้านข้าง“ของมันแน่อยู่แล้ว แต่ข้าว่าชีสทาร์ตของเมืองไฮเซนเบิร์กอร่อยกว่า” เรมตอบกลับเอล์ฟที่เพิ่งจะได้มีโอกาสลิ้มรสความดีงามในของโปรดของเขาเอลดรอนตาลุกวาวเป็นประกาย “ไว้เสร็จธุระแล้วไปกินกันเถอะ”พวกเขาเร่งเดินทางจนมาถึงเมืองซาราห์คแล้ว หลังจากไปหาข่าวเรื่องดันเจียนโดยใช้ป้ายสมาชิกกิติมาศักดิ์ที่สมาคมนักผจญภัย ก็ได้ความว่าหลังจากเหตุการณ์ถล่มครั้งนั้นดันเจียนก็ถูกสั่งปิดตาย เพราะนอกจากจะอันตรายไม่รู้ว่าจะถล่มลงมาอีกเมื่อใดแล้วยังถล่มเสียจนเส้นทางภายในเสียหายไปหมดอีก สมบัติส่วนใหญ่ก็จมอยู่ใต้ทะเลเพลิงในตอนนั้นไปแล้ว จึงยิ่งไม่มีแรงจูงใจให้ผู้ใดมาออกทุนบูรณาการอีกต่างหาก เอลดรอนคาดว่าการจะฝ่าทะลุลงไปถึงชั้นสามในครั้งนี้อาจจะกินเวลาไปหลายวัน เขากับเรมจึงตกลงกันว่าจะตุนเสบียงและพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยแอบไปหาทางเข้าดันเจียนที่ถูกปิดตายกันเอลดรอนกัดทาร์ตเหลืองกรอบคำสุดท้าย รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยของชีสทำให้เขานึกถึงเหล้าผลไม้ นึกแล้วก็เสียดายที่เขาไม่อา
ทหารเปิดประตูกรงห้องขังแล้วดึงตัวฌอนขึ้นมา เขาผลักนักโทษให้เดินไปอย่างไร้ความอ่อนโยน ฌอนผู้น่าสงสารมาถึงก็โดนจับมัดห้อยหัวเป็นอาหารฉลาม พอรอดจากฉลามก็ถูกทหารจับมัดยัดกรงขังต่อ เชือกเก่ายังไม่ทันแก้ก็มีโซ่มาล่ามเพิ่มอย่างกับเขาเป็นนักโทษอุกฉกาจรอวันประหารอย่างไรอย่างนั้นเดี๋ยวก่อน อย่าบอกนะว่าเขาจะโดนพาไปประหารจริง ๆ!แรงผลักส่งให้ฌอนล้มคะมำลงไปนอนโอดครวญอยู่บนพื้น อย่างน้อยพื้นในห้องนี้ก็ปูพรมไว้เสียหนา แต่ก็ยังเจ็บอยู่ดี“เจ้าคือกัปตันแจ็ค สแปทูล่า แห่งเรือแบล็ก เป็ปเปอร์ใช่หรือไม่?”ฌอนอยากวิงวอนขอร้องให้ทหารแก้มัดเขานัก ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อมาปิดหูเซ็นเซอร์[1]ชื่อล้อเลียนส่อลิขสิทธิ์อย่างน่าไม่อายพวกนี้ แต่เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันตอบกลับไปว่า “ใช่แล้ว”ทันทีที่เงยหน้ามองชายตรงหน้า เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือเคเลบ พระเอกในเกมที่เขาเพิ่งเล่นมา แม้ภาพในเกมจะกากกร๊วก แต่ด้วยผมสีน้ำเงินกับดวงตาหม่นหมองดั่งมีหมอกเทาแห่งความโศกศัลย์ล่องลอยอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น คนที่เพิ่งเล่นเกมมาได้ไม่กี่ชั่วโมงอย่างเขายังเดาออก ชายคนนี้ต้องเป็นเคเลบแน่แต่ไม่คิดเลยว่าเคเลบตัวจริงจะเป็นชายวัยกลางคนที่ยังดูหนุ่ม
ตอนพิเศษผู้เล่นหนึ่ง กับ เคเลบผู้โทมนัสฌอนเบิกตาโพลง เขาเพิ่งตื่นจากฝันร้าย เขาฝันว่ากดเข้าไปเล่นเกมกาก ๆ น่าโมโหจะตายชักที่ชื่อ ‘SAVE CELEB!’ หลังจากพยายามช่วยชีวิตเคเลบนับครั้งไม่ถ้วนไม่ให้ตายไปจากความเศร้าที่รุมเร้าเกินขีดจำกัดคนทั่วไปก็หัวร้อนจนเผลอเตะปลั๊กไฟโดนไฟดูดตาย หลังตายยังถูกปฐมนิเทศถึงการเกิดใหม่เข้าไปในเกมน่าโมโหนั่นโดยตัวอักษรพิกเซลที่เรียกตัวเองว่า ‘ระบบ’ อีกฌอนถอนหายใจออกมา ว่าแต่ทำไมห้องนอนของเขาถึงหน้าตาเปลี่ยนไป หรือว่าเขาจะถูกไฟดูดแล้วถูกส่งไปที่โรงพยาบาลกัน แต่เตียงโรงพยาบาลแข็งทื่อขนาดนี้ไม่มีงบซื้อฟูกหรือไง ทั้งยังเอียงกระเท่เร่จนเขาแทบจะตัวไหลตกเตียงอยู่แล้วฌอนไม่ได้ตกเตียง เพราะเขากำลังนอนแผ่หราอยู่บนพื้นไม้อับชื้น ตะเกียงไฟแขวนบนเพดานส่ายไปมาอย่างกับข้างนอกเกิดแผ่นดินไหว แต่เสียงที่ซัดเข้ามาในโสตประสาทนั้นเขารู้จักดี นี่ไม่ใช้เสียงสั่นไหวของแผ่นดินหรือเสียงการพังทลายของตึกอาคาร แต่เป็นเสียงของคลื่นน้ำลูกยักษ์ซัดสาด เขากำลังอยู่ในเรือเขาไม่ได้ฝันไปหรือนี่ ฌอนกระเด้งตัวลุกขึ้นด้วยความแตกตื่น หากนี่ไม่ใช่ความฝันแสดงว่าเขามาเกิดใหม่ในโลกแห่งเกมปัญญาอ่อนที่เ
บทที่ 71ออกเดินทางเคียงข้างกันตลอดไปวีรบุรุษผู้ปราบมหาเวทวายร้ายฟื้นขึ้นมาทั้งที พระราชาจึงทรงมีรับสั่งให้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ขึ้น และยังเป็นการถือโอกาสเชิญผู้คนที่เฝ้ารอการกลับมาของเฟลิกซ์มาพบปะให้หายห่วงในคราเดียวท้องพระโรงใหม่ถูกตกแต่งอย่างเลิศหรูตระการตา อาหารเลิศรสถูกจัดเรียงบนโต๊ะรับรอง ที่มุมหนึ่งอันเคยเป็นมุมจิบน้ำชาจัดวางอาหารและเครื่องดื่มขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำเฉพาะกิจเนื่องจากมีมังกรมาร่วมสังสรรค์ถึงสามตน ถัดจากสัตว์วิเศษทั้งสามก็เป็นราชวงศ์รวมถึงเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ที่มากับมังกรแดง ครั้งนี้ แม้แต่มหาเวทกอนโดลอนผู้อยู่ในระหว่างการนั่งเรือสายลมท่องไปทั่วโลกยังให้เกียรติมาร่วมงานด้วย ด้านนอกพระราชวังก็มีการจัดงานเลี้ยงให้ชาวบ้านทั่วไปมาดื่มกินเพื่อร่วมแสดงความยินดี เรียกได้ว่าเป็นงานฉลองครั้งใหญ่ของอาณาจักรราวกับเปิดศักราชใหม่เลยทีเดียว“เจ้าอายุถึงเกณฑ์แล้วแต่ก็เพิ่งจะหายดี ดื่มให้มันน้อย ๆ หน่อย” เจมส์แย่งแก้วไปจากมือเฟลิกซ์แล้วยกซดดื่มสุราน้ำผึ้งสามสิบฤดูหนาวแสนอร่อยเองจนหมดเฟลิกซ์มองเขาก็หัวเราะออกมา “หากเอลดรอนมาด้วยต้องพูดว่า ‘เจ้าแค่อยากดื่มของอร่อยเยอะ ๆ เลยไปแ
“จ เจมส์ จะทำอะไรน่ะขอรับ?!”จู่ ๆ เจมส์ก็ปลดกระดุมเสื้อของเฟลิกซ์ออกทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมากเจมส์กลับทำสีหน้างงงวย เหมือนเขาไม่ได้เพิ่งทำอะไรผิดแปลกไป “ก็ถอดเสื้อเจ้าไง”“ท่าน…ท่านจะถอดเสื้อข้าทำไม หยุดเลยนะขอรับ!” เฟลิกซ์ผู้ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านได้แต่กลิ้งหนีไปมาบนเตียงพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำ“หา? จะได้เช็ดตัวให้เจ้าเหมือนอย่างเคยไง” เจมส์จับเจ้าปลาน้อยผู้ดิ้นรนอย่างน่าขบขันกลับขึ้นเขียงมาถอดเกล็ดต่อ“ม เหมือนอย่างเคย? อย่าบอกนะ…”เจมส์จับใบหน้าน้อยที่แดงเป็นลูกแอปเปิลให้นิ่งได้แล้วก็นึกอยากแกล้งคนขึ้นมา ช่วยไม่ได้ ก็ใบหน้าที่มีสีสันของเฟลิกซ์มันน่ามันเขี้ยวจนเขาอดใจไม่ไหวนี่เจมส์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จงใจกระซิบด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเซ็กซี่ที่สุด นิ้วลากไล้ไปปลดกระดุมเสื้อตัวบางของเฟลิกซ์ต่ออย่างเชื่องช้า “ทุก ๆ วัน ข้าจะเปลื้องเสื้อผ้าของเจ้า”เสื้อตัวบางลู่ลงจากลาดไหล่มน ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดลูบไปตามเรียวคอขาวเนียน “เช็ดตัวให้เจ้า”ผ้าอุ่นลากต่ำลงไปเรื่อย ๆ อีกมือของเจมส์ก็เลื่อนไปเกี่ยวนิ้วเข้ากับขอบกางเกงของเฟลิกซ์ เขาโน้มใบหน้าไปกระซิบข้างใบหูแดงซ่าน “จนหมดทุกซอกทุกมุมเลยล่ะ”ความร้อ







