LOGINคำพูดนี้ทำให้หลายคนตกตะลึง แม้แต่เยี่ยนจิ่งเฉินก็หันมามองนางด้วยสายตาลึกขึ้น ไทเฮาเองก็ชะงักไปชั่
ผู้ช่วยชีวิตหลิวไฉเหรินฟื้นขึ้นมาในเช้าวันที่สามหลังถูกวางยา ข่าวนี้ทำให้คนในตำหนักชิงเหอถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกัน เพราะตลอดสองคืนที่ผ่านมา หมอหลวงผลัดกันเฝ้าอาการแทบไม่ห่าง นางมีไข้สูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาเจียนหลายครั้งจนร่างกายอ่อนแรง แม้พ้นอันตรายแล้ว แต่ใบหน้ายังคงซีดขาวจนแทบไม่มีสีเลือดสิ่งแรกที่หลิวไฉเหรินถามหลังได้สติไม่ใช่ว่าใครวางยานางแต่กลับเป็น“อันเฟย...อยู่ที่ไหน”นางกำนัลประจำตัวรีบตอบ “พระสนมอันเฟยกลับตำหนักไปแล้วเพคะ แต่ทรงส่งคนมาถามอาการทุกวัน”หลิวไฉเหรินหลับตาลง น้ำตาไหลออกจากหางตา ความทรงจำก่อนหมดสติยังเลือนราง นางจำได้เพียงความเจ็บปวดในท้อง ความรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัด เสียงคนร้องไห้ เสียงฝีเท้าวุ่นวาย แล้วก็เสียงหนึ่งที่ดังชัดกว่าทุกเสียง เสียงของอันเฟยที่สั่งให้ไปตามหมอหลวง ถ้าช้ากว่านั้นอีกเพียงครึ่งชั่วยาม นางอาจไม่มีโอกาสลืมตาขึ้นมาอีก“ช่วยข้าแต่งตัว”“พระสนมจะทำอะไรเพคะ”“ข้าจะไปขอบพระทัยอันเฟย&rd
หลินเวยมองนาง “อะไร”“หากนางเป็นคนวางพิษจริง เหตุใดจึงเก็บพิษที่เหลือไว้ใต้เตียง”เฉินอวี้หันมามองทันทีอันเฟยกล่าวต่อ “และถ้านางรู้ว่าหลิวไฉเหรินถูกพิษ นางควรหนีหรือทำลายหลักฐาน แต่กลับกลับไปตำหนักของตนตามปกติ”หลินเวยพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าคิดว่ามีคนใส่ร้าย?”“หม่อมฉันไม่กล้าสรุปเพคะ” อันเฟยตอบอย่างระมัดระวั เพียงคิดว่า หากรีบตัดสินตอนนี้ อาจลงโทษคนผิด”ชุ่ยหลิงรีบโขกศีรษะ “พระสนมอันเฟยโปรดช่วยบ่าวด้วยเพคะ! บ่าวไม่ได้ทำจริง ๆ!”“ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าไม่ผิด” อันเฟยไม่ได้เข้าไปช่วย นางตอบ “ข้าเพียงบอกว่าต้องตรวจให้ครบ”หลินเวยมองอันเฟยอยู่ครู่หนึ่ง นี่คือเหตุผลที่นางเลื่อนตำแหน่งอีกฝ่าย เสิ่นอันหรานไม่ใช่คนที่เห็นหลักฐานแล้วรีบเชื่อ นางรู้จักตั้งคำถาม“เฉินอวี้”“พ่ะย่ะค่ะ”“ตรวจที่มาของพิษ”“รับพระบัญชา”“ตรวจทุกคนที่เข้าออกตำหนักชิงเหอวันนี้
หลังได้รับการเลื่อนตำแหน่ง นางมีหน้าที่ช่วยหลินเวยดูแลกิจการฝ่ายในมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้รับอำนาจเหนือคลังหรือเบี้ยหวัดโดยตรง งานส่วนใหญ่ยังเป็นการตรวจบัญชีและติดตามความเป็นอยู่ของคนในวังตำหนักชิงเหอเป็นตำหนักขนาดเล็กอยู่ทางตะวันออกของวังหลัง มีสนมตำแหน่งไฉเหรินและเป่าหลินพักอยู่หลายคน คนเหล่านี้ไม่ได้รับความโปรดปรานมากนัก บางคนอาจไม่ได้พบฮ่องเต้นานหลายเดือน จึงแทบไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงในสถานที่เช่นนี้อันเฟยเพิ่งเดินผ่านประตูด้านหน้า ก็เห็นนางกำนัลคนหนึ่งวิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระสนม! พระสนมอันเฟยเพคะ!”“เกิดอะไรขึ้น”“หลิวไฉเหริน...หลิวไฉเหรินไม่ทราบเป็นอะไรเพคะ!”“พาข้าไป” อันเฟยสีหน้าเปลี่ยนทันทีนางเดินตามเข้าไปในห้องด้านในอย่างรวดเร็ว ภาพตรงหน้าทำให้สาวใช้หลายคนหน้าซีด หลิวไฉเหรินนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากมีสีคล้ำ มือข้างหนึ่งกดท้องแน่น ร่างกายสั่นเป็นระยะ ข้างเตียงมีอ่างทองเหลืองซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งที่นางเพิ่งอาเจียนออกมาอันเฟยเข้าไปใกล้เพี
ในเวลาเดียวกัน ที่จวนกุ้ย กุ้ยจงเหยากำลังอ่านรายงานเกี่ยวกับข้อเสนอเสบียงทดลอง ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีขุนนางมารวมตัว มีเพียงรองแม่ทัพคนเก่าที่เดินทางมาจากชายแดนเพื่อรายงานเรื่องหนึ่ง“ท่านแม่ทัพ ตอนนี้ในราชสำนักคนพูดถึงท่านดีขึ้นมากขอรับ”กุ้ยจงเหยาไม่เงยหน้า “แล้วอย่างไร”“หลายคนคิดว่าฮองเฮาอาจเคยระวังท่านมากเกินไป”กุ้ยจงเหยายิ้มจาง ๆ “อย่าพูดเช่นนั้น”“แต่เป็นความจริงขอรับ”“ความจริงที่คนพูดวันนี้ อาจเปลี่ยนพรุ่งนี้ อย่ารีบดีใจเพราะคำชม” เขาปิดเอกสาร“ขอรับ” รองแม่ทัพลังเล “แล้วเรื่องเงินที่ราชสำนักกำลังตรวจ…”“ไม่ต้องแตะ”“ถ้ามีคนของเราเกี่ยว…”กุ้ยจงเหยามองขึ้นทันที สายตานิ่งจนอีกฝ่ายหยุดพูด “ข้าบอกว่าไม่ต้องแตะ”“ขอรับ”“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงอย่างเดียว”“อะไรขอรับ”“ทำสิ่งที่ถูกต้อง&rd
ผลคือเสียงวิจารณ์ในเมืองหลวงลดลงอย่างรวดเร็ว ครอบครัวที่ถูกตัดสิทธิ์ผิดได้รับสิทธิ์คืน ผู้ที่เข้าใจผิดได้รับคำอธิบาย ส่วนคนที่เคยได้รับเงินนอกบัญชีเริ่มรู้ว่าตนเองไม่ได้ถูกตัดเบี้ยเลี้ยงตามกฎหมาย แต่เพียงไม่ได้รับเงินพิเศษแบบเดิมอีกต่อไปอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งไม่หายไปพร้อมกับปัญหา ชื่อของกุ้ยเยว่หรง นางยังคงได้รับคำชมจากประชาชน โรงทานยังเปิด ครอบครัวทหารยังได้รับงาน เหล่าฮูหยินขุนนางยังไปมาหาสู่จวนกุ้ย ไม่มีความผิด ไม่มีหลักฐาน ไม่มีคำพูดโจมตีราชสำนักแม้แต่ประโยคเดียว แต่หลินเวยรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้หยุด เพียงกำลังรอ เช่นเดียวกับกุ้ยจงเหยาหลายวันต่อมา ระบบทดลองเสบียงชายแดนตามข้อเสนอของเขาเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ ขุนนางหลายคนกล่าวถึงชื่อแม่ทัพกุ้ยด้วยน้ำเสียงดีขึ้น แม้แต่ฝ่ายที่เคยคัดค้านตระกูลกุ้ยก็เริ่มแยกเขาออกจากญาติคนอื่น ขณะที่เส้นทางเงินหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึงยังไม่มีหลักฐานตรงไปถึงเขา หลินเวยจึงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าตรวจสอบต่อ แต่สิ่งที่รบกวนใจนางที่สุดกลับไม่ใช่กุ้ยจงเหยา ไม่ใช่กุ้ยเยว่หรง แต่เป็นเงาที่อยู่ภายในพระราชวังไฟไหม้คลังผ้ายังไม่มีผู้บง
“นางเลือกสนามเก่ง” หลินเวยพึมพำ“ใครเพคะ”“กุ้ยเยว่หรง” นางมองออกไปนอกหน้าต่าง “ถ้านางโจมตีข้าเรื่องอำนาจ คนจะมองว่าเป็นความแค้นของตระกูลกุ้ย ถ้าโจมตีเรื่องเงิน คนจะถามหลักฐานแต่นางเลือกครอบครัวทหาร”ชิงหลัวเข้าใจ สามี บุตรชาย บิดา คนเหล่านั้นตายในสนามรบเพื่อปกป้องแผ่นดิน ไม่มีราชสำนักใดอยากถูกกล่าวหาว่าทอดทิ้งครอบครัวของผู้เสียสละช่วงบ่าย เรื่องไปถึงเยี่ยนจิ่งเฉิน ฮ่องเต้อ่านรายงานแล้วมีพระพักตร์เคร่ง“คำร้องเท็จบางส่วน?”“เพคะ”“ให้สำนักตรวจการจัดการตามกฎหมาย”“ถ้าทำทันที เราจะแพ้เพคะ”เยี่ยนจิ่งเฉินเงยหน้าขึ้น “แพ้ใคร”“ยังไม่รู้” หลินเวยตอบ “แต่คนที่วางเรื่องนี้กำลังรอให้เราทำสองอย่าง”“อะไร”“ลงโทษหรือยอม”พระองค์นิ่งฟัง“ถ้าเราลงโทษ คนจะบอกว่าราชสำนักรังแกครอบครัวทหาร ถ้าเรายอมทุกข้อ ระบบคลังจะถูกเจาะช่องใหญ่”







