LOGIN“ใช่ ฉันพลาดที่รักคุณ แต่พวกคุณก็พลาดเหมือนกันที่คิดว่าฉันจะยอมตายเงียบ ๆ”
ด้านนอกสายฝนเทกระหน่ำแรงขึ้น หลินเวยหมุนตัวเดินออกจากร้านโดยไม่รอให้ใครอนุญาต ภาคินกับหลินรั่วรีบตามมา ท่ามกลางแสงไฟสลัวริมถนน
หลินเวยรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแผนที่พวกเขาเตรียมไว้ เธอกำกุญแจรถแน่น ขณะเสียงฝีเท้าของคนทรยศทั้งสองดังไล่หลังมา ใบหน้าของเธอเย็นชาราวน้ำแข็ง แม้หัวใจจะถูกแทงจนพรุนไปหมดแล้วก็ตาม
ความตายในคืนฝนพรำ
สายฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุด เม็ดฝนกระแทกพื้นถนนจนเกิดละอองน้ำฟุ้งกระจาย แสงไฟริมทางสะท้อนกับพื้นยางมะตอยที่เปียกชื้นเป็นประกายสลัว หลินเวยก้าวออกจากร้านอาหารโดยไม่หันกลับไปมองคนทั้งสองอีก เธอรู้แล้วว่าคำว่า "เจรจา" เป็นเพียงข้ออ้าง ภาคินไม่ได้เรียกเธอมาเพื่ออธิบาย แต่เรียกมาเพื่อดูว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน และจะกำจัดเธออย่างไร
เสียงฝีเท้าดังตามหลังมาอย่างรวดเร็ว
"เวยเวย หยุดก่อน"
ภาคินตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเดิม หากใครผ่านมาเห็นคงคิดว่าเป็นชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรัก แต่หลินเวยไม่หยุดเดิน เธอกดโทรศัพท์ในกระเป๋าเปิดโหมดบันทึกเสียงต่อเนื่องโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
หลินรั่วเดินมาขวางหน้าเธอ รอยยิ้มหวานเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนหายไป เหลือเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความริษยา
"พี่จะรีบไปไหน"
หลินเวยสบตาน้องสาวต่างพ่ออย่างเยือกเย็น "หลีกทาง"
หลินรั่วหัวเราะในลำคอ "ทำไมล่ะ กลัวเหรอ"
"ฉันไม่อยากเสียเวลากับคนอย่างเธอ"
ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของหลินรั่วบิดเบี้ยวทันที
"นี่แหละ...นี่แหละที่ฉันเกลียดพี่"
หลินเวยไม่ตอบ
หลินรั่วก้าวเข้ามาใกล้จนแทบชิดใบหน้า ดวงตาแดงก่ำด้วยความอาฆาตที่สะสมมาหลายปี
"ตั้งแต่เด็ก ทุกคนเอาแต่ชมว่าพี่เก่ง พี่ฉลาด พี่สวย แม้แต่พ่อก็เอาแต่เปรียบเทียบฉันกับพี่"
"ฉันไม่เคยเปรียบเทียบเธอ"
"แต่พี่มีตัวตนอยู่ก็เท่ากับเปรียบเทียบแล้ว"
หลินรั่วกัดฟันแน่น
"ต่อให้ฉันสอบได้ที่หนึ่ง คนก็ถามว่าทำไมไม่เก่งเหมือนพี่ ต่อให้ฉันแต่งตัวสวย คนก็ถามว่าทำไมไม่ดูสง่าเหมือนพี่ ต่อให้ฉันมีแฟน ทุกคนก็ยังบอกว่าพี่โชคดีกว่า"
น้ำเสียงของหลินรั่วเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"ฉันเลยแย่งทุกอย่างของพี่ ทั้งผู้ชาย...ทั้งชีวิต...และอีกไม่นาน..." หลินรั่วแสยะยิ้ม "เงินของพี่ก็จะเป็นของฉัน"
ภาคินเดินเข้ามาดึงแขนหลินรั่วเบา ๆ "พอแล้ว"
หลินรั่วสะบัดมือเขาออก "ทำไมจะพูดไม่ได้ ในเมื่ออีกไม่นานหล่อนก็ไม่มีโอกาสเล่าให้ใครฟัง"
หลินเวยจ้องคนทั้งคู่สลับกัน แม้หัวใจจะเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก แต่สมองของเธอยังคงทำงานอย่างเป็นระบบ ทุกคำพูด...ทุกสีหน้า...ทุกการกระทำกำลังกลายเป็นหลักฐาน เธอถอยหลังหนึ่งก้าว
"ฉันจะไปแจ้งตำรวจ"
ภาคินหัวเราะเบา ๆ "มีหลักฐานหรือ"
"ฉันมีมากพอ"
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที เขาเดินเข้ามาใกล้
"หลักฐานอยู่ไหน"
หลินเวยไม่ตอบ เธอหมุนตัวเดินไปยังลานจอดรถ ภาคินรีบตามมาแล้วคว้าข้อมือเธอไว้
"เวยเวย ฟังผมก่อน"
"ปล่อย!"
"เราคุยกันได้"
"คนที่คิดฆ่าฉันไม่มีสิทธิ์พูดคำว่าคุย"
คำตอบนั้นทำให้ภาคินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าอบอุ่นจะค่อย ๆ หายไปจนหมด เหลือเพียงใบหน้าที่เย็นชาจนน่ากลัว
"คุณรู้อะไรบ้าง"
"ทั้งหมด" หลินเวยมองเขาตรง ๆ "ทั้งเรื่องชู้ เรื่องประกัน และเรื่องที่พวกคุณกำลังวางแผนฆ่าฉัน!"
บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงตกหนัก ภาคินถอนหายใจยาว
"ผมอุตส่าห์หวังว่าคุณจะโง่ไปจนวันตาย"
หลินเวยหัวเราะออกมาเบา ๆ
"น่าเสียดายที่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่นายหลอกได้อีกแล้ว"
ทันใดนั้นเอง...โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของหลินเวยสั่นขึ้น เป็นข้อความจากทนายความ
"ได้รับไฟล์เรียบร้อยแล้ว"
หลินเวยลอบถอนหายใจ อย่างน้อย...หลักฐานก็ไม่ได้อยู่กับเธอเพียงคนเดียวอีกต่อไป ภาคินสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเธอ เขารีบคว้าโทรศัพท์จากมือหลินเวย แต่หญิงสาวหลบได้ทัน เธอผลักเขาออกแล้ววิ่งไปยังถนนใหญ่ ภาคินตะโกนลั่น
"จับเธอไว้"
หลินรั่วรีบวิ่งตาม ฝนที่ตกหนักทำให้พื้นถนนลื่นอย่างมาก รถหลายคันแล่นผ่านด้วยความเร็วเพราะเป็นถนนสายหลัก หลินเวยวิ่งข้ามถนนโดยไม่ละสายตาจากรถที่กำลังมา เธอเกือบถึงอีกฝั่งอยู่แล้วแต่จู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็ผลักเต็มแรงจากด้านหลัง ร่างของเธอเสียหลัก
"อ๊ะ!"
ส่วนหม่าหยวนที่อันเฟยช่วยเปิดโปงก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้ส่งข้อมูลออกนอกวังจริง หากจะมองจากหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด สิ่งที่ชี้ว่าอันเฟยเป็นคนมีปัญหายังไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงความรู้สึก ความสมบูรณ์แบบเกินไป คำตอบที่ดีเกินไปและจังหวะบางอย่างที่ทำให้หลินเวยไม่สบายใจ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นไม่ใช่ความผิด“ชิงหลัว”“เพคะ”“ถ้าเจ้าไม่รู้เรื่องซูเยว่ ไม่รู้ว่าข้าเคยสงสัยอันเฟย แล้วให้เลือกคนหนึ่งขึ้นมาช่วยข้าดูแลวังหลัง เจ้าจะเลือกใคร”ชิงหลัวคิดอยู่นานก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา “อันเฟยเพคะ”“เพราะ?”“นางทำบัญชีได้ นางไม่เคยใช้อำนาจลดเบี้ยหวัดผู้ใด ไม่รับของกำนัล ดูแลสนมตำแหน่งต่ำได้ดี และเวลาพบปัญหาก็รู้ว่าเรื่องไหนควรจัดการเอง เรื่องไหนต้องส่งตำหนักคุนหนิง”“อีก?”“คนทำงานกับนางได้เพคะ”หลินเวยพยักหน้า นี่เป็นเรื่องสำคัญ คนฉลาดแต่ไม่มีใครอยากทำงานด้วยอาจไม่เหมาะกับงานบริหาร แต่อันเฟยกลับตรงกันข้าม นางไม่ได้ทำให้คนกลัว นางทำให้คนเชื่อว่
“แล้วอีกส่วน?”หลินเวยเงียบไป เพราะตำแหน่งกุ้ยเฟยไม่ใช่เพียงชื่อ มันหมายถึงฐานะสูงสุดรองจากฮองเฮาในวังหลัง หมายถึงข้าราชบริพารมากขึ้น งบประมาณมากขึ้น สิทธิ์เข้าออกมากขึ้น คนเข้าหามากขึ้น และหากมอบหน้าที่ช่วยดูแลวังหลังด้วย อันเฟยจะเข้าถึงข้อมูลและผู้คนมากกว่าตอนนี้หลายเท่า“ถ้านางบริสุทธิ์” หลินเวยกล่าว “การไม่แต่งตั้งเพียงเพราะข้าสงสัยโดยไม่มีหลักฐาน เท่ากับข้าทำลายกฎของตัวเอง”เยี่ยนจิ่งเฉินพยักหน้า“แต่ถ้านางไม่บริสุทธิ์ ข้าก็กำลังยื่นอำนาจให้นางด้วยมือตัวเอง”ทั้งสองเงียบ นี่ไม่ใช่การตัดสินใจง่ายเยี่ยนจิ่งเฉินจึงถาม “เจ้าจะทำอย่างไร”“ยังไม่ทำอะไร ตรวจผู้เสนอชื่อทั้งหมดก่อน” หลินเวยมองรายชื่อ“เจ้าสงสัยว่ามีคนผลักนาง?”“ต้องตรวจ”“แล้วถ้าพวกเขาเสนอเพราะเห็นผลงานจริง?”“เช่นนั้นก็ต้องยอมรับว่าเป็นความเห็นที่ชอบธรรม”“บางครั้งเราคิดว่าเจ้าเข้มงวดกับตัวเองมากกว่ากับศัตรูเสีย
หลินเวยนั่งลงตรงข้าม “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หม่อมฉันทำงานมากอย่างเดียวเพคะ”“แล้วอยู่ที่อะไร”“ระบบเริ่มใหญ่เกินกว่าคนคนเดียวจะดูแล”เยี่ยนจิ่งเฉินพยักหน้า “เราก็กำลังคิดเรื่องนี้ วังหลังต้องแบ่งงาน”“ใช่ แต่หม่อมฉันไม่อยากกลับไปใช้ระบบเดิม”ระบบเดิมของวังหลังให้อำนาจสนมชั้นสูงตามตำแหน่ง บางคนควบคุมคลัง บางคนดูแลข้าราชบริพาร บางคนมีสิทธิ์ลงโทษคนต่ำกว่า เมื่อไม่มีการตรวจสอบ อำนาจเหล่านั้นกลายเป็นอาวุธ ตัดเบี้ยหวัด ลดอาหาร ยึดถ่าน กลั่นแกล้งคนรับใช้ ปิดข่าว ซื้อคน ทำลายหลักฐาน อดีตวังหลังของเซี่ยอวี้หลันเต็มไปด้วยเรื่องเหล่านี้“ถ้าแบ่งงาน” หลินเวยกล่าว “ต้องแบ่งเฉพาะหน้าที่ ไม่ใช่มอบอำนาจเด็ดขาด”“อธิบาย”“คนหนึ่งอาจดูแลเบี้ยหวัด แต่ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนจำนวน อีกคนดูแลเสื้อผ้า แต่ไม่มีสิทธิ์เลือกร้านค้าเอง ผู้ดูแลสามารถตรวจและเสนอได้ แต่คำสั่งใหญ่ยังต้องผ่านระบบและทุกฝ่ายต้องถูกตรวจย้อนหลัง”เยี่ยนจิ่งเฉินยิ้ม “เจ้าก
คืนนั้น ข่าวหม่าหยวนถูกจับไปถึงจ้าวเหิง เขารีบส่งข่าวออกนอกวัง ในจวนกุ้ย กุ้ยจงเหยาฟังแล้วนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง“หม่าหยวนถูกพบได้อย่างไร”“เริ่มจากตารางส่งของในบัญชีฝ่ายในขอรับ”“ใครพบ”คนรายงานลังเล “อันเฟยขอรับ”“อันเฟย?” ดวงตากุ้ยจงเหยาเย็นลง“ขอรับ แต่นางอาจไม่รู้ว่าหม่าหยวนเป็นคนของเรา เพราะเขาไม่ได้อยู่ในช่องทางเดียวกับนาง”กุ้ยจงเหยาเคาะนิ้วกับโต๊ะ นี่คือข้อดีของเครือข่ายที่แบ่งเป็นชั้น อันเฟยรู้จ้าวเหิงแต่ไม่ควรรู้คนทั้งหมดของเขา ดังนั้นการพบหม่าหยวนอาจเป็นเพียงการทำงานตามปกติจริง ๆ“จ้าวเหิงว่าอย่างไร”“อันเฟยยังส่งข่าวมาตามเดิมขอรับ ไม่มีท่าทีเปลี่ยนไป”กุ้ยจงเหยาเงียบก่อนกล่าว “เช่นนั้นอย่าแตะนาง”“ขอรับ”“ตัดเส้นทางของหม่าหยวนทั้งหมด”“ขอรับ”“ส่วนอันเฟย…”เขาหรี่ตา “ใช้ต่อ”ขณะเดียวกัน ภายในต
วันที่ยี่สิบเอ็ด หม่าหยวนเข้าไปตามปกติหลังจากนั้นประมาณหนึ่งเค่อ ขันทีอีกคนเข้าทางประตูหลัง ทั้งสองไม่ออกมาพร้อมกัน ชายคนที่สองออกก่อน หม่าหยวนออกตามหลังเกือบครึ่งชั่วยาม เฉินอวี้ไม่จับ เขาตามชายคนที่สอง ชายคนนั้นออกจากวังในวันเดียวกันโดยใช้ใบอนุญาตส่งของ และเข้าไปในโรงน้ำชาเล็กแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมืองคนที่รออยู่ในห้องชั้นสองเป็นพ่อค้าขายม้า พ่อค้าคนนั้นมีชื่อว่า เผิงฉี และเผิงฉีเคยส่งม้าให้กองทัพตะวันตกเมื่อหลายปีก่อน เฉินอวี้ตามต่อสองวันภายหลัง เขาพบว่าเผิงฉีไม่ได้พบกุ้ยจงเหยาโดยตรง แต่พบชายคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยฝ่ายเสบียงของหน่วยทหารภายใต้การบังคับบัญชาของกุ้ยจงเหยา เส้นทางยังไม่ถึงแม่ทัพแต่ใกล้พอแล้วหลินเวยฟังรายงานทั้งหมดในห้องด้านใน“หม่าหยวนส่งอะไรออกไป”“ยังไม่ทราบทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ แต่คนของกระหม่อมแอบตรวจช่องเก็บของหลังจากพวกเขาออกไป พบเศษกระดาษที่เผาไม่หมด”เฉินอวี้วางเศษกระดาษลงเหลือข้อความเพียงไม่กี่คำ ตรวจคลัง วันที่สิบสี่ ตำหนักตะวันออกหลิ
ขันทีเงียบไป เขาอยู่กับผู้เป็นนายมานานพอจะรู้ว่า นี่ต่างหากคือสิ่งที่อันตราย หลินเวยไม่ใช่คนที่จะกล่าวหาใครเพราะความรู้สึก แต่เมื่อใดที่นางเริ่มสนใจคนคนหนึ่งเป็นพิเศษ เมื่อนั้นรายละเอียดทุกอย่างจะถูกจดจำ“เราควรหยุดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”อันเฟยเงยหน้า “หยุดอะไร”“การติดต่อกับคนของกุ้ยจงเหยา”“ถ้าหยุดตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้น”ขันทีคิด “แม่ทัพกุ้ยอาจสงสัย”“ไม่ใช่แค่เขา ฮองเฮาก็จะสงสัย” อันเฟยวางถ้วย“เหตุใดพ่ะย่ะค่ะ”นางยิ้มบาง ๆ “เพราะคนที่เคยทำงานได้ดีมาตลอด หากหลังจากถูกถามเพียงครั้งเดียวกลับเริ่มระวังตัวผิดปกติ เริ่มลดงาน เริ่มหลีกเลี่ยง เริ่มไม่ยอมแตะเรื่องสำคัญ…เท่ากับกำลังบอกนางว่าคำถามของนางแทงถูกจุด”ขันทีเริ่มเข้าใจ “ดังนั้นพระสนมจะทำเหมือนเดิม?”“ไม่ ข้าจะทำให้ดีกว่าเดิม” อันเฟยตอบชายตรงหน้าตกใจ “ดีกว่าเดิม?”“ใช่ เมื่อนางมองข้า ข้าก็จะให้สิ่งที่นางควรเห็น







