Masukความหนาวเย็นแล่นผ่านปลายเท้าขึ้นมาถึงหัวใจ ลู่เสี่ยวหลันขมวดคิ้วแน่น พลิกตัวหนีความหนาวอย่างรำคาญ ก่อนจะคว้าตุ๊กตาหมีที่กอดอยู่ทุกคืนมากอดแนบอกตามสัญชาตญาณแต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่เนื้อผ้านุ่มนิ่มของตุ๊กตา
แต่เป็นผ้าแพร ผ้าแพรที่เย็นจัดและลื่นราวกับสายน้ำ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ลอยเข้าจมูก ลู่เสี่ยวหลันขมวดคิ้ว กลิ่นอะไรทำไมรู้สึกแปลกๆ นะ รึนี่ไม่ใช่ห้องนอนของเธอ ลู่เสี่ยวหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือม่านเตียงสีแดงสด เมื่อกวาดสายตาไปด้านข้างกลับพบมุ้งผ้าไหมปักลายหงส์คู่มังกร ลู่เสี่ยวหลัวขมวดคิ้วเข้มแน่น เธอมองดูเท้าของเธอที่ทั้งเล็กเรียวและขาวจนผิดปกติ
ลู่เสี่ยวหลันนิ่งไปสามวินาที จากนั้นจึงยกมือขึ้นมอง มือเรียวขาวที่สวมแหวนหยกสีขาววงหนึ่ง เล็บถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงอ่อนที่ข้อมือมีสร้อยไข่มุกเส้นเล็ก นี่มันไม่ใช่มือของเธอ หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นทันที เธอกระเด้งตัวลุกจากเตียง
"ที่นี่ที่ไหน?" เสียงที่หลุดออกจากปากเล็กหวานจนลู่เสี่ยวหลันชะงัก เธอยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกกว้าง
"นี่มัน..." เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก
"พระชายาเพคะ?"
เมื่อประตูถูกเปิดออกหญิงสาวในชุดสาวใช้สีเขียวอ่อนก็เดินเข้ามา ก่อนจะรีบคุกเข่าลงตรงหน้า
"พระชายาทรงตื่นแล้วหรือเพคะ" ลู่เสี่ยวหลันจ้องอีกฝ่าย สมองที่ยังมึนงงเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว พระชายาเหรอ ห้องหอแปลกๆ ชุดแดงราวกับชุดงานแต่ง สาวใช้ พระชายา หัวใจของนางกระตุกวูบ
ภาพจากภาพยนต์เมื่อคืนแล่นกลับเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ทั้งพระชายาซู ลานหิมะ เลือดแดงฉาน ถ้วยยาพิษและเซียวเฟยหลง ลู่เสี่ยวหลันรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ เธอรีบลงจากเตียง เดินโซเซไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง กระจกสำริดสะท้อนใบหน้าหญิงสาวผู้หนึ่งกลับมา
ใบหน้างดงามราวภาพวาด คิ้วเรียวได้รูป ดวงตาหงส์งดงามกับริมฝีปากแดงระเรื่อ เรือนผมดำสนิทเป็นแพยาวถึงเอว ลู่เสี่ยวหลันจับขอบโต๊ะแน่น ลมหายใจหอบถี่ด้วยความตกใจ
"ไม่จริง..." เธอส่ายหน้า
"ไม่จริงเด็ดขาด" หญิงสาวในกระจกส่ายหน้าตาม มือเล็กจับสัมผัสใบหน้าอยู่หลายครั้งราวกับไม่อยากเชื่อสายตา
"ฉันแค่หลับไป...ฉันแค่ฝัน...ฉันต้องตื่นเดี๋ยวนี้" นางหยิกแขนตัวเองอย่างแรง
"โอ๊ย!" ความรู้สึกเจ็บแล่นแปลบเข้ามาจนเธอสะดุ้ง เจ็บจริงแขนข้างที่ยิกแดงเป็นปื้น ลู่เสี่ยวหลันหน้าซีด เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหันกลับไปมองสาวใช้ที่ยังคุกเข่าอยู่
"เจ้าชื่ออะไร" สาวใช้ชะงัก
"หม่อมฉัน...ลั่วชิงเพคะ"
"ตอนนี้คือปีอะไร" ลั่วชิงเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง
"ปีที่สิบสองแห่งรัชศก..." นางตอบชื่อรัชศกออกมาแต่ลู่เสี่ยวหลันไม่ได้สนใจแล้ว สิ่งเดียวที่นางสนใจคือคำถามถัดไป
"วันนี้วันที่เท่าไร" บอกวันออกมา ลู่เสี่ยวหลันนิ่งงัน ความทรงจำจากภาพยนตร์ไหลย้อนกลับมาในหัว คืนนี้แน่นอนว่าคือคืนแต่งงาน คืนแรกที่ซูมู่เยียนแต่งเข้าจวนของเซียวเฟยหลง คืนที่ทุกอย่างยังไม่เริ่มต้นและหมายความว่า นางยังมีเวลา
ลู่เสี่ยวหลันกำหมัดแน่น ในภาพยนตร์ ซูมู่เยียนตายหลังจากแต่งงานไปได้ไม่นาน แต่ภาพยนตร์ไม่ได้บอกวันแน่นอน นางจำได้เพียงเหตุการณ์สำคัญ ยาพิษ ข้อหากบฏ หลักฐานปลอม การตั้งครรภ์และการตายของซูมู่เยียน นั่นหมายความว่า นางยังมีโอกาสเปลี่ยนมัน
ลู่เสี่ยวหลันสูดลมหายใจเข้าพลางเกาหัวอย่างหงุดหงิด ความหวาดกลัวค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็น ในเมื่อสวรรค์ส่งนางเข้ามาอยู่ในร่างของผู้หญิงที่ถูกกำหนดให้ตาย ถ้าอย่างนั้นนางจะไม่เล่นตามบทเด็ดขาด
"ลั่วชิง"
"เพคะ"
"ในจวนนี้มีคนกี่คน" สาวใช้กะพริบตา
"หม่อมฉันไม่ทราบจำนวนแน่ชัดเพคะ"
"แล้วคนที่รับใช้ฉัน คนรับใช้ฉันมีกี่คน" ลั่วชิงทำหน้าสงสัยกับสรรพนามแปลกๆ แต่ก็ตอบมาอย่างว่าง่าย
"มีห้าคนเพคะ" ลู่เสี่ยวหลันพยักหน้า
"เรียกมาทั้งหมด" ลั่วชิงรับคำแล้วถอยออกไป เพียงครู่เดียว สาวใช้ห้าคนก็เข้ามาคุกเข่าเรียงกัน ลู่เสี่ยวหลันมองทีละคน ลั่วชิง สาวใช้วัยสิบเจ็ดปีที่ดูซื่อสัตย์และพูดน้อย หนานจิง สาวใช้ที่มีท่าทีระมัดระวัง อาหลิง สาวใช้หน้าตาสะสวยที่สุด หงจูสาวใช้ที่ดูแข็งแรงและคล่องแคล่ว และเสี่ยวเถา สาวใช้ตัวเล็กที่เอาแต่ก้มหน้า
ลู่เสี่ยวหลันจำได้ ในหนังซูมู่เยียนมีสาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวที่ตายไปพร้อมกับนาง แต่ชื่อไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก นางจำไม่ได้ว่าเป็นใครดังนั้นตอนนี้อย่าเพิ่งเชื่อใครทั้งนั้น
"พวกเจ้าทั้งหมดฟังข้า" ทั้งห้าคนก้มศีรษะ
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรือนนี้ ห้ามนำออกไปพูดกับคนนอก หากมีคนถามว่าฉันทำอะไร พูดอะไร พบใคร..." ลู่เสี่ยวหลันหยุด สายตาคมกริบกวาดผ่านทุกคน
"ตอบไปว่าไม่รู้" ไม่มีใครกล้าเงยหน้า
"เพคะ"
เสียงบุรุษผู้นั้นเย็นเยียบ ซูมู่เยียนส่ายหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม 'แต่ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว' 'เช่นนั้นก็อย่ามาเสียใจภายหลัง' บุรุษผู้นั้นหมุนกายจากไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพังริมสระ ทันใดนั้น ภาพทุกอย่างก็แตกกระจาย ลู่เสี่ยวหลันเบิกตากว้าง ร่างของนางจมลงไปในความมืดมิด ไม่ไหวแล้ว...นางหายใจไม่ออกจริงๆ ในขณะเดียวกัน ริมสระน้ำก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างหนัก “รีบลงไปช่วยพระชายาสิ!” องครักษ์คนหนึ่งกำลังจะกระโดดลงน้ำ แต่ยังไม่ทันได้ขยับ เสียงตวาดที่เต็มไปด้วยโทสะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เกิดอะไรขึ้น!” ทุกคนหันกลับไปมองพร้อมกัน เซียวเฟยหลงกำลังเสด็จมาจากทางเดินอีกด้าน ข้างกายมีขันทีติดตามอยู่สองคน เดิมทีพระองค์เพียงตั้งใจจะมาตามลู่เสี่ยวหลันกลับไป แต่เมื่อทอดพระเนตรเห็นเหล่าข้ารับใช้ยืนแตกตื่นอยู่ริมสระ สีพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปทันที “ทูลท่านอ๋อง พระชายาตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ!” สิ้นเสียงรายงาน เฟยหลงก็ทอดพระเนตรลงไปในสระ ผิวน้ำยังคงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง แต่กลับมองไม่เห็นร่างของลู่เสี่ยวหลันแล้ว เพียงชั่วพริบตา สีพระพักตร์ของพระองค์ก็ซีดเผือด “
ลู่เสี่ยวหลันชะงักไปเล็กน้อย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่เสี่ยวหยินจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่จับจ้องมาไม่วางตา นางก็เริ่มรู้สึกว่าคำถามนี้อาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด “เหตุใดคุณหนูหลี่จึงถามเช่นนี้?” หลี่เสี่ยวหยินยกมือขึ้นแตะปิ่นบนศีรษะ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “ไม่มีอะไรเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าบางอย่างเกี่ยวกับสวนหลวงแห่งนี้ จึงอยากรู้ว่าพระชายาเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่” “เรื่องเล่าอะไรอีกแล้ว?” นางยกยิ้มเพราะวันนี้ราวกับได้ยินเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก “เรื่องของสตรีผู้หนึ่งที่เคยมาร้องไห้อยู่ริมสระน้ำแห่งนี้ก่อนวันอภิเษกเพียงไม่กี่วัน” หัวใจของลู่เสี่ยวหลันกระตุกวูบริมสระน้ำ...ก่อนวันอภิเษก...เหตุใดทุกครั้งที่นางคิดว่ากำลังเข้าใกล้ความจริง กลับมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเบาะแสใหม่เสมอ? “แล้วคุณหนูรู้หรือไม่ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร?” หลี่เสี่ยวหยินส่ายหน้า ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่เปลี่ยนไป “หม่อมฉันไม่ทราบแน่ชัดเพคะ แต่ได้ยินว่าคืนนั้นนางดูเศร้าโศกมาก ราวกับกำลังจะสูญเสียสิ่งส
หลิงเยี่ยนเฟยรีบเดินไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้จึงไม่ได้อยู่สนทนาต่อ ส่วนลู่เสี่ยวหลันนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความทรงจำของซูมู่เยียนเป็นเหมือนปริศนาที่มีคนจงใจฉีกออกเป็นชิ้นๆ นางรู้ว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในอดีตของร่างนี้ แต่ยิ่งพยายามค้นหา ภาพที่ปรากฏกลับยิ่งเลือนราง ราวกับมีม่านหมอกหนาทึบขวางกั้นเอาไว้ นางไม่อยากคิดเรื่องนี้ต่อหน้าเซียวเฟยหลงได้อีกแล้ว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันอยากเดินเล่นสักครู่เพคะ” เฟยหลงขมวดพระขนงทันที “เจ้ายังไม่หายดี จะเดินไปไหน?” “เพียงริมสระน้ำเท่านั้นเพคะ อยู่ตรงนี้นานๆ หม่อมฉันรู้สึกอึดอัด อยากออกไปสูดอากาศสักหน่อย” ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังพิจารณาว่าควรอนุญาตหรือไม่ สุดท้ายจึงหันไปกำชับองครักษ์ที่ติดตามอยู่ไม่ไกล “ตามไปดูแลพระชายาให้ดี หากนางเป็นอะไรแม้แต่ปลายเส้นผม ข้าจะถามความรับผิดชอบจากพวกเจ้า” “พ่ะย่ะค่ะ!” ลู่เสี่ยวหลันแอบถอนหายใจ นางเพียงอยากเดินเล่น ไม่ได้กำลังจะออกไปรบเสียหน่อย เหตุใดต้องทำราวกับนางเป็นเครื่องลายครามที่พร้อมแตกหักได้ทุกเมื่อด้วย ทว่าเมื่อนึกถึงเ
หลิงเยี่ยนเฟยเห็นสีหน้าของลู่เสี่ยวหลันเปลี่ยนไปก็รีบก้าวเข้ามาใกล้ “พระชายา?” น้ำเสียงนั้นทำให้ลู่เสี่ยวหลันเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาของนางยังพร่ามัวจากภาพเมื่อครู่ หญิงสาวในความทรงจำนั้นกำลังร้องไห้ กำมือแน่นราวกับกำลังพยายามฝืนบางสิ่งในใจ และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คือสตรีคนเดียวกัน หลิงเยี่ยนเฟย นางมองอีกฝ่ายอย่างพยายามค้นหาคำตอบจากใบหน้านั้น เหตุใดซูมู่เยียนจึงเรียกนางว่า...เยี่ยนเยี่ยน และเหตุใดเพียงได้ยินน้ำเสียงของสตรีผู้นี้ ความรู้สึกบางอย่างจึงถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก “เจ้าจำอะไรได้หรือ?” เสียงของเฟยหลงดังขึ้นข้างกาย ลู่เสี่ยวหลันหันกลับไปมองเขา พระหัตถ์ของเขายังคงกุมมือของนางเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่านางจะทรุดลงต่อหน้าต่อตา “หม่อมฉัน...” นางยังพูดไม่จบ หลิงเยี่ยนเฟยก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “นางเป็นอะไรหรือเพคะ?” เฟยหลงทอดพระเนตรหลิงเยี่ยนเฟย “เมื่อครู่นางเพิ่งนึกถึงเรื่องบางอย่าง” หลิงเยี่ยนเฟยนิ่งไป “เรื่อง...ก่อนแต่งงานหรือเพคะ?” เพียงประโยคนั้น...หัวใจของลู่เสี่ยวหลันก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
ลู่เสี่ยวหลันพูดไม่ออก เฟยหลงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้า สายตาของพระองค์ดูเป็นห่วงนางยิ่งหว่าสิ่งใด มือหนารั้งมือของนางมากุมไว้แน่น “เมื่อครู่นี้เจ้าดูเหมือนมีเรื่องให้คิดมาก เพราะเรื่องในห้องเสวยหรือ?” “หม่อมฉันก็แค่...” นางชะงัก จะบอกว่าเพราะกำลังคิดถึงอดีตภรรยาของเขางั้นหรือ คงไม่ใช่เรื่องที่พูดออกมาได้ “แค่กำลังคิดถึงเรื่องที่ฝ่าบาทกับไทเฮาตรัสเพคะ” เฟยหลงนิ่งไป “เรื่องคืนก่อนแต่งงานรึ?” ลู่เสี่ยวหลันเงยหน้ามองเขา “เพคะ” เขาไม่ได้ถามต่อในทันที เพียงหันไปมองสระน้ำที่อยู่ไม่ไกล แววตาของเขาดูคล้ายกำลังจมอยู่กับความทรงจำบางอย่าง “เจ้าสงสัยอะไร?” “หลายอย่างเพคะ” “ถามมาสิ” ลู่เสี่ยวหลันมองเขาอย่างประหลาดใจ “พระองค์จะตอบหรือ?” “ถ้าข้าตอบได้” “แล้วถ้าตอบไม่ได้เล่า?” “ข้าก็จะบอกว่า ข้าไม่รู้” คำตอบตรงไปตรงมานั้นทำให้นางหลุดหัวเราะเบาๆ “ท่านอ๋องพูดง่ายกว่าที่คิดนะเพคะ” “ข้าไม่เคยบอกว่าข้าจะโกหกเจ้า แม้ว่าเจ้าจะไม่เคยเชื่อใจข้าเลยทั้งก่อนแต่งงานและตอนนี้” ปร
ลู่เสี่ยวหลันกล่าวจบก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ราวกับเรื่องที่กำลังพูดถึงนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางแม้แต่น้อย ทว่าใต้โต๊ะ มือของนางกลับกำชายกระโปรงแน่น ข่าวลือทั่วไปในวังหลวงอย่างนั้นหรือ หากเป็นเพียงข่าวลือจริง เหตุใดทั้งไทเฮา ฮ่องเต้ หลินจื่อชิง รวมถึงเซียวเฟยหลงจึงต่างรู้เรื่องคืนก่อนวันแต่งงานของซูมู่เยียนกันหมด ยิ่งคิด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าคืนนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ...นางเริ่มรู้สึกว่าเจ้าของร่างเดิมอาจไม่ได้มีชีวิตอย่างที่นางเคยเห็นในภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี” ฮ่องเต้ตรัสขึ้น ก่อนจะวางถ้วยชาลง “เรื่องเก่าก็ควรปล่อยให้เป็นเรื่องเก่า อย่าได้รื้อฟื้นจนทำให้คนในครอบครัวต้องระแวงกันเอง” พระสุรเสียงนั้นฟังดูคล้ายเป็นคำเตือนธรรมดา แต่ลู่เสี่ยวหลันกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น นางเงยหน้ามองฮ่องเต้ครู่หนึ่ง ก่อนจะลดสายตาลง “เพคะ” หลังจากนั้นบทสนทนาบนโต๊ะก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องราชกิจและคณะทูตที่กำลังจะเดินทางกลับแคว้นในอีกไม่กี่วัน ลู่เสี่ยวหลันนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าศีรษะของตนหนักขึ้น







