ANMELDENวันต่อมา
ที่หน้าตึกคณะบริหารธุรกิจ รถสปอร์ตคันหรูขับเข้ามาจอดเทียบหน้าบันไดตึก ทรายชะงักฝีเท้าลงเมื่อประตูรถเปิดออก ภีมก้าวลงมาในชุดนักศึกษา แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียว ชายหนุ่มเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร ยื่นมือหนาไปประคองร่างบอบบางของ เจ้าเอย ดาวคณะอักษรศาสตร์ปี3ผู้เพียบพร้อมให้ก้าวลงมา ภาพผู้ชายที่แสนนิ่งขรึมและเย็นชา บัดนี้กลับคลายความแข็งกร้าวออกจนหมด ใบหน้าหล่อเหลาจุดรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด ฝ่ามือใหญ่กระชับมือเจ้าเอยไว้แน่น ปลายนิ้วยาวไล้แก้มเนียนของคนรัก “เดินระวังนะครับเอย แดดเริ่มร้อนแล้ว รีบเข้าคณะเถอะ” ภีมเอ่ยพลางโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนของแฟนสาวแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความเทิดทูน “ภีมน่ารักแบบนี้ตลอดเลย เอยรักภีมที่สุดค่ะ” เจ้าเอยหัวเราะร่าเริงพลางกอดแขนแกร่งไว้ ทรายยืนนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาเสาตึก ทอดสายตามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงหนึบในอกจนแทบหายใจไม่ออก หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเงียบๆ มือบางกำถุงผ้าเช็ดหน้าแน่นยับยู่ยี่ ความจริงตบหน้าเธออย่างโหดร้าย ทรายสูดหายใจเข้าลึก บังคับตัวเองไม่ให้ส่งเสียงสะอื้น เธอก้าวถอยหลังกลับเข้ามุมมืดเงียบๆ ยัดผ้าเช็ดหน้าเก็บลงส่วนที่ลึกที่สุดของกระเป๋าเป้ ฝังความรักข้างเดียวลงสู่โลกแห่งความจริงและย้ำเตือนตัวเองว่าเธอเป็นได้แค่รุ่นน้องนอกสายตา ที่ทำได้เพียงเฝ้ามองเขารักกับคนอื่นตลอดไป ห้องประชุม ทรายถูกดึงตัวเข้ามาร่วมโปรเจ็กต์พัฒนาระบบข้อมูลคณะร่วมกับภีมในฐานะนักศึกษาทุน โต๊ะประชุมยาวมีเพียงเธอกับเขานั่งฝั่งตรงข้ามกัน บรรยากาศเงียบเชียบ มีเพียงเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดของทราย ขณะที่ภีมเอาแต่จ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนราคาแพง “งานส่วนโครงสร้างเสร็จแล้วค่ะพี่ภีม” ทรายเอ่ยเสียงเรียบพลางเลื่อนแล็ปท็อปส่งให้เขาตรวจ ภีมปรายสายตาคมกริบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้ารับนิ่งๆ “อืม ทำดีมาก เดี๋ยวมันขัดข้องตรงไหนฉันจะบอกเธอเอง” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท เย็นชาและห่างเหิน ติ๊ง! เสียงสัญญาณวิดีโอคอลดังขึ้น ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงและเฉยชาของภีมเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอบอุ่นทันตา เขารีบกดรับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาตรงหน้า โดยไม่สนใจเลยว่าทรายยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น “ว่าไงครับเอย เรียนเสร็จแล้วเหรอ” น้ำเสียงทุ่มต่ำของภีมนุ่มนวลและอ่อนโยน แววตาคู่คมทอประกายหวานเชื่อมมองหญิงสาวในจอ “ภีมมารับเอยหน่อยสิคะ หิวข้าวแล้ว วันนี้อยากกินอาหารญี่ปุ่นร้านโปรด” เสียงอ้อนของเจ้าเอยดังเล็ดลอดออกมาจากลำโพง “ได้ครับ เอยรอพี่อีกสิบนาทีนะ เดี๋ยวพี่รีบขับรถไปรับตอนนี้เลย” ภีมตอบพลางหัวเราะเบาๆในลำคอ สายตาของเขาจับจ้องเพียงคนรักในจออย่างไม่ละสายตา ราวกับโลกทั้งใบมีแค่พวกเขาสองคน ทรายก้มหน้าลงจับปากกาแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ก้อนความขมขื่นแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ความใกล้ชิดในห้องประชุมนี้มันช่างหน่วงหนึบและทรมาน เธออยู่ห่างจากเขาไม่ถึงเมตร แต่ความจริงคือหัวใจของเขาลอยไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นตั้งนานแล้ว ร่างแกร่งลุกขึ้นคว้ากุญแจรถสปอร์ตยัดใส่กระเป๋าเสื้อช็อปทันทีทั้งที่โปรเจ็กต์ยังตรวจไม่เสร็จดี ใบหน้าหล่อหันมาพูดกับร่างบางที่นั่งอยู่ด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบตามเดิม “ส่วนที่เหลือเธอจัดการต่อเลยนะ ฉันมีธุระด่วนต้องไปทำ” “ค่ะพี่ภีม” เธอฝืนตอบรับด้วยเสียงที่แผ่วเบา เรียวขายาวก้าวเท้าเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ประตูกระจกปิดลงพร้อมความเงียบที่เกาะกุมหัวใจของทราย เธอย้ำเตือนตัวเองซ้ำๆว่า สำหรับผู้ชายที่ชื่อภีมแล้ว เธอก็เป็นแค่เครื่องมือช่วยงานพาร์ทไทม์ที่ไร้ตัวตน ส่วนพื้นที่ความอ่อนโยนทั้งหมดของเขา มันไม่มีวันแผ่ซ่านมาถึงคนชั้นต่ำอย่างเธอ ห้องอาหารหรูของโรงแรม ค่ำคืนนี้ทรายต้องรับจ้างทำงานพาร์ทไทม์เป็นเด็กเสิร์ฟในห้องอาหารหรูของโรงแรมเพื่อหาเงินจ่ายค่าหอพัก หญิงสาวที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มพนักงานก้มหน้าก้มตาถือถาดเครื่องดื่มบริการแขกเหรื่ออย่างเจียมตัว ทว่าหัวใจของเธอต้องดิ่งวูบเมื่อประตูร้านเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของภีมและเจ้าเอย ที่พากันมาดินเนอร์ฉลองวันครบรอบ ทั้งคู่แต่งตัวหรูหราดูสง่าสมฐานะ จังหวะที่ทรายกำลังเดินประคองถาดแก้วไวน์ผ่านโต๊ะของพวกเขา แขกโต๊ะข้างๆกลับลุกขึ้นยืนกะทันหันจนกระแทกเข้ากับแผ่นหลังบางอย่างจัง เพล้ง! แก้วไวน์ราคาแพงร่วงหล่นแตกกระจายเสียงดังลั่น น้ำไวน์สีแดงเข้มสาดกระเซ็นเปื้อนเสื้อผ้าของทรายจนชุ่ม แขกทั้งร้านหยุดชะงักและหันมามองเป็นตาเดียว ความตื่นตระหนกทำให้เธอรีบทรุดตัวคุกเข่าลงบนพื้นเพื่อเก็บเศษแก้วอย่างลนลาน จนเศษแก้วบาดลึกที่ฝ่ามือ เลือดสีแดงไหลซึมออกมาทันที “ทำไมถึงซุ่มซ่ามแบบนี้! ร้านระดับนี้ทำไมเอาพนักงานไม่ได้เรื่องมาเดินเสิร์ฟ!” ผู้จัดการร้านเดินเข้ามาตวาดลั่นใส่เธอเสียงดัง ทรายขอบตาแดงก่ำ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงกระทบพื้นปูน เธอพยายามก้มหน้ากลั้นสะอื้น ยกมือไหว้ขอโทษซ้ำๆ “ขอโทษค่ะ ทรายขอโทษจริงๆค่ะ” ท่ามกลางสายตาดูถูกของคนทั้งร้าน ทรายเหลือบสายตาขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาและพบว่าภีมกำลังนั่งมองเธออยู่จากโต๊ะวีไอพีที่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แววตาคู่คมนั้นยังคงนิ่งสนิท ว่างเปล่าและเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับเขากำลังมองผ่านสิ่งของที่ไม่มีชีวิต เขาไม่ได้ขยับเข้ามาช่วยหรือแม้แต่จะแสดงเศษเสี้ยวความเห็นใจออกมาเลยสักนิด “ภีมคะ เรียกเช็คบิลแล้วไปกันเถอะค่ะ ตรงนี้สกปรกจัง เอยเวียนหัวกลิ่นไวน์” เจ้าเอยเอ่ยพลางทำท่าทางรังเกียจ “ครับ” ภีมตอบเสียงเรียบ ใบหน้าหล่อเหลาไร้ความรู้สึก ชายหนุ่มยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเรียกพนักงานอีกคนทันที นิ้วเรียวคีบบัตรแบล็กการ์ดส่งให้ผู้จัดการร้านที่วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น “รูดบัตรแล้วส่งตามไปที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า ผมจะไปรอตรงนั้น” พูดจบ เขาก็ก้าวเดินผ่านร่างที่สั่นเทาและคราบเลือดของทรายบนพื้นไปทันทีอย่างไม่ใยดี มือหนาโอบเอวเจ้าเอยให้เดินเลี่ยงออกไปจากร้านเพื่อไปรอรับบัตรและเซ็นสลิปที่หน้าเคาน์เตอร์เงียบๆ วินาทีนั้นหัวใจของทรายแตกสลายยิ่งกว่าเศษแก้วบนพื้น ความจริงตบหน้าเธออย่างแรง พลางคิดว่าความหวังดีของเขาในคืนนั้นมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เขาหยิบยื่นให้คนแปลกหน้าตามมารยาท ทรายกัดริมฝีปากแน่น บังคับตัวเองให้หยุดร้องไห้และก้มหน้าเก็บเศษแก้วต่อเงียบๆ ความเจ็บปวดที่บาดแผลยังไม่ถึงครึ่งของบาดแผลในหัวใจของเธอเลยบ่ายวันหยุด ภีมพาทรายนั่งรถยนต์ส่วนตัวออกไปยังหมู่บ้านคฤหาสน์หรูระดับอัลตร้าลักชัวรี่แถวเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ชายหนุ่มจูงมือเธอเดินเข้าไปในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นคลาสสิคที่เพิ่งสร้างเสร็จ มีสระว่ายน้ำส่วนตัวและสวนร่มรื่นอันงดงาม ทรายมองความโออ่าตรงหน้าด้วยความงุนงง “พี่ภีมพาทรายมาตรวจไซต์งานของลูกค้าเหรอคะ” ทรายหันไปถามคนข้างกาย ภีมไม่ได้ตอบเป็นคำพูด ชายหนุ่มเพียงแค่คลี่ยิ้มอบอุ่นละมุน ดวงตาคู่คมทอดมองเธอด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนจะหยิบโฉนดที่ดินทำเลทองพร้อมกุญแจบ้านและคีย์การ์ดรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์ป้ายแดงที่จอดตระหง่านอยู่ในโรงรถกระจกติดแอร์ ซึ่งรถคันนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่มีไม่กี่คนในโลก และมูลค่าสูงกว่ารถซุปเปอร์คาร์ทั่วไปหลายเท่าตัว “นี่บ้านและรถของเราครับทราย พี่ซื้อและตกแต่งทุกอย่างตามแบบที่ทรายชอบ และพี่ลงชื่อทรายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวทั้งหมด” ทรายเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พี่ภีม…มันมากเกินไปค่ะ ทั้งคฤหาสน์ ทั้งไฮเปอร์คาร์นี้มูลค่ารวมกันหลายร้อยล้านเลยนะคะ ทรายรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” ภีมขยับเข้าไปประชิดรวบเอวบางเข้ามากอดไว้หลวมๆพลางก้มลงหอมแก้มเ
หลังจากพูดคุยกับคุณป้าเรียบร้อย ภีมจูงมือทรายออกมานั่งรับลมที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าร้านโชห่วย บรรยากาศยามค่ำคืนในต่างจังหวัดเงียบสงบและเต็มไปด้วยแสงดาว ร่างสูงนั่งชิดจนไหล่เกยกัน ก่อนจะถือวิสาสะคว้ามือบางขึ้นมาประสานเรียวนิ้วเข้าด้วยกันแน่น ภีมยกมือของทรายขึ้นมาพรมจูบลงบนหลังมือบางแผ่วเบาด้วยความทะนุถนอม แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉ่ำเยิ้มและเต็มไปด้วยความโหยหา ชายหนุ่มก้มลงซบฝ่ามือเธอราวกับอยากจะชดเชยทุกวินาทีที่เคยละเลยไป จนทำเอาทรายขัดเขินจนใบหน้าซับสีเลือด “พี่ภีมคะ ปล่อยก่อนค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็น” “พี่ไม่ปล่อย” ภีมกระซิบเสียงทุ้มพร่า สายตาจับจ้องริมฝีปากบางไม่วางตา “สามเดือนที่พี่ต้องนั่งมองทรายอยู่ตรงนี้โดยไม่ได้กอด ไม่ได้จับมือ พี่จะลงแดงตายอยู่แล้ว ขอพี่กอดให้หายคิดถึงหน่อยนะครับ” ไม่พูดเปล่า ภีมรวบตัวทรายเข้ามานั่งบนตักกว้าง กดจมูกโด่งคมลงบนแก้มเนียนฟอดใหญ่ซ้ายขวาจนเกิดเสียงซ้ำๆ ทรายทำได้เพียงซุกหน้าลงกับอกแกร่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกายที่คุ้นเคย ยอมปล่อยให้เขาแสดงความคลั่งรักจนหัวใจดวงน้อยเต้นรัว กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยุโรปคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่ลานจอดรถส่วนตัวของเพ้นท์เฮ้าส์สวีทสุ
ผ่านไปสามเดือน จากประธานบริหารหนุ่มผู้สูงส่งในออฟฟิศหรู บัดนี้ภีมกลายเป็นภาพที่ชินตาของชาวบ้านในฐานะชายหนุ่มที่คอยช่วยงานร้านโชห่วยอย่างแข็งขัน ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ชายหนุ่มสลัดคราบความเย่อหยิ่งทิ้งไปจนหมดสิ้น เขายกลังน้ำหนักๆ จัดชั้นวางของ ซ่อมแซมหลังคาร้านที่ทรุดโทรม และช่วยคุณป้ากวาดร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนผิวเริ่มคร้ามแดด ใบหน้าหล่อเหลาที่มีเม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่เสมอแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นลึกซึ้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภีมไม่เคยล่วงเกินหรือทำตัวรุ่มร่ามให้ทรายต้องเสียหาย เขารักษาสัญญาที่ว่าจะศึกษาและพิสูจน์ตัวเองอยู่ห่างๆอย่างให้เกียรติและถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ค่ำวันหนึ่ง หลังจากปิดร้านเรียบร้อยแล้ว ทรายเดินถือแก้วน้ำขยับเข้าไปหยุดอยู่หน้าร้าน มองดูภีมที่กำลังเช็ดถูเคาน์เตอร์ไม้เก่าๆด้วยความตั้งใจ ใบหน้าสวยที่เคยนิ่งสนิทและราบเรียบมาตลอดหลายเดือน ตอนนี้แววตาคู่สวยสั่นไหวและเริ่มอ่อนแสงลง ความเด็ดเดี่ยวรักศักดิ์ศรีที่เคยเป็นกำแพงหนา ถูกความอดทนและเนื้อแท้ที่แสนดีซื่อสัตย์ของเขาค่อยๆทลายลงจนหัวใจของเธอเริ่มใจอ่อน ทรายสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำไปตรงหน้าเขา “ดื่มน้ำก่อน
ช่วงค่ำวันนั้น หลังจากปิดร้านโชห่วยและคุณป้าแยกไปพักผ่อนแล้ว ทรายยังคงยืนเช็คสต๊อกสินค้าอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เพียงลำพัง แสงไฟนีออนดวงเก่าส่องกระทบใบหน้าสวยที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ก้าวเข้ามาในความมืดทำให้เธอเตรียมจะหันไปมอง ทว่ายังไม่ทันได้หมุนตัว ร่างสูงใหญ่ของภีมก็ขยับเข้ามาประชิด ก่อนที่วงแขนแกร่งจะยื่นมาโอบล้อมและสวมกอดทรายจากด้านหลังอย่างนุ่มนวลและหนักแน่น หมับ ทรายชะค้างไปทันที แผ่นหลังบางสัมผัสได้ถึงแผงอกกว้างที่กำลังสั่นสะท้านและหยาดน้ำตาอุ่นร้อนของภีมที่ไหลร่วงกระทบลงบนลาดไหล่จนรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้น ร่างสูงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่ เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมละมุนที่เขาเคยละเลย พร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิดและโหยหาทั้งหมดในชีวิต “พี่ขอโทษ…ทราย พี่ขอโทษจริงๆ” ภีมกระซิบเสียงสั่นพร่าระคนสะอื้น ชายหนุ่มยอมทิ้งมาดประธานบริหารผู้เย่อหยิ่งและอีโก้ทั้งหมดกอดรัดเธอไว้แน่น “อย่าผลักไสพี่ด้วยคำว่าท่านประธานอีกเลยนะ พี่รู้แล้วว่าพี่มันโง่และใจร้ายกับทรายมาตลอดตั้งแต่มหาลัย พี่ขอร้อง…กลับไปอยู่ข้างพี่เถอะนะทราย” ความอบอุ่นในอ้อมกอดที่เธอเ
รถยนต์ยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าร้านขายของชำในต่างจังหวัดช่วงโพล้เพล้ ภีมก้าวลงมาจากรถ ชายหนุ่มดูแปลกตาในชุดเสื้อเชิ๊ตธรรมดาที่ไม่ได้เนี้ยบกริบเหมือนเก่า ใบหน้าหล่อเหลาซูบลงเล็กน้อยและฉายแววเหนื่อยล้าจากการขับรถทางไกล ทว่าแววตาคู่คมกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและร้อนรน เขาก้าวเข้าไปในร้านชำอันเงียบสงบ ทรายที่กำลังก้มหน้าเก็บของอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าสวยยังคงราบเรียบ ไร้ร่องรอยของความตกใจ “รับอะไรดีคะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม ราวกับคนตรงหน้าเป็นเพียงลูกค้า ภีมเดินไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์ มองสบตากับผู้หญิงตรงหน้าที่เขาเคยผลักไสอย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มล้วงหยิบสายคล้องบัตรหนังแท้สลักชื่อพิมพ์ทองคำว่าPEEM ขึ้นมาวางลงบนเคาน์เตอร์เบาๆด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่า “ทราย…พี่ลงมาหาทรายด้วยตัวเองอีกครั้ง” ภีมสารภาพ แววตาคมกริบสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิด “…” “คุณไม้กลับไปรายงานพี่หมดแล้ว พี่รู้ว่าเงินและอำนาจในมือมันซื้อความทุ่มเทและศักดิ์ศรีของทรายไม่ได้ และพี่ก็รู้ตัวแล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่มหาลัยจนถึงในออฟฟิศ พี่มันใจ
ณ ร้านของชำเล็กๆในต่างจังหวัด บรรยากาศยังคงเงียบสงบและเรียบง่าย ทรายในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดากำลังนั่งเช็คยอดรายรับรายจ่ายของร้านอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ ใบหน้าสวยดูนิ่งสงบและผ่อนคลายขึ้นมาก สายตาคู่สวยจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขในสมุดบัญชีเล่มเล็กอย่างตั้งใจ หลังจากตัดขาดจากโลกวุ่นวายและก้าวเดินจากกรุงเทพมาได้สองเดือน ทรายไม่ได้ดิ้นรนหางานออฟฟิศหรูหราทำอีก เธอเลือกที่จะใช้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ดาต้าที่มี ติดต่อรับงานฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ยอดขายออนไลน์ให้พาร์ทเนอร์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการช่วยป้าดูแลร้านชำ “ทราย กินข้าวเหนียวมะม่วงหน่อยไหมลูก ป้าเพิ่งทำเสร็จ” คุณป้าเดินยิ้มถือจานขนมเข้ามาทักทาย “ขอบคุณค่ะป้า วางไว้ตรงนี้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวทรายเคลียร์สรุปยอดตรงนี้อีกนิดแล้วจะทานค่ะ” ทรายเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆให้ผู้ใหญ่ด้วยความสบายใจ หัวใจของเธอในตอนนี้กลับมานิ่งสงบและเข้มแข็งอย่างแท้จริง ความรู้สึกหน่วงหนักในอกที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งวันที่เขาปล่อยกล่องของขวัญร่วงลงพื้นในวันเขารับปริญญา รวมถึงความเย็นชาที่ได้รับในออฟฟิศตลอดหลายเดือน ได้กลายเป็นเพียงเศษเสี







