LOGIN“เพื่อสะดวกในการใส่ยาให้ท่านและเช็ดตัวยามที่ท่านตัวร้อนมีไข้ ส่วนคำถามที่ท่านถามข้าว่าเป็นฝ่ายไหน ข้าไม่ทราบจริง ๆ ว่าในชีวิตท่านมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกี่ฝ่าย แต่เอาเป็นว่าข้าคือคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปพบท่านในป่าแล้วพาท่านมารักษาที่นี่” นางตอบเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่งและไม่คิดจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้บุรุษกักขฬะท่าทางดุร้ายอีก
“เจ้าหันหน้าไปทางอื่นก่อน”
“...” นางไม่ตอบแต่หมุนตัวหันหลังให้เขาแต่โดยดี
บุรุษวัยสิบเก้าหนาวรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมกายก่อนจะกลับไปนั่งที่เตียง
“เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ” เขาเอ่ยถามเมื่อจัดการตนเองเรียบร้อยแล้ว
“เจ้าค่ะ ข้าเห็นท่านนอนเล่นอยู่ในป่ากลัวจะโดนสัตว์ป่าทำร้าย จึงพามาใส่ยาที่เรือนเพียงเท่านั้น” นางกล่าวจบก็หมุนตัวหันมาสนทนากับเขาหลังจากไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากทางด้านหลังแล้ว
“ข้าขอโทษ ที่เมื่อครู่ทำร้ายเจ้า” น้ำเสียงของเขาคล้ายจะอ่อนลงมาก
“โชคดีที่ข้าไม่เจ็บอันใดมาก” นางกล่าวในขณะที่สายตาจับจ้องบริเวณอกเขา
“ช่วยตามผู้อาวุโสของเจ้ามาให้ข้าได้หรือไม่” ดูแล้วแม่นางตรงหน้าน่าจะยังเยาว์วัยเกินไปที่จะสนทนาเรื่องเกี่ยวกับการรักษา เขาจึงอยากขอบคุณผู้อาวุโสของนางที่ช่วยดูและรักษาเขา
“ไม่มี”
“ท่านผู้อาวุโสจะกลับเรือนมาเมื่อใดหรือ”
“ที่ข้าบอกว่าไม่มี ก็คือข้าอยู่ที่นี่คนเดียว ไม่มีผู้อาวุโส”
“เช่นนั้นคนที่ถอดอาภรณ์ข้า ก็คือ...” บุรุษเช่นเขารู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งนักที่จะเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา
“ใช่! เป็นข้าเองที่ถอดอาภรณ์ของท่านออก”
“แม่นางน้อยท่าน!” นางรู้หรือไม่ว่าหากทำเช่นนั้นมิแคล้วเขาและนางจะต้องตบแต่งกันเพื่อรักษาชื่อเสียงของนาง
“ข้าแบกท่านฝ่าสายฝนมาที่เรือน หากข้าไม่ถอดอาภรณ์ของท่านออก ป่านนี้ท่านคงป่วยตายไปแล้ว”
“แล้วเหตุใดไม่สวมใส่อาภรณ์คืนให้ข้า” คำถามของเขาทำให้นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเมื่อครู่ได้บอกไปแล้วว่าเพราะเหตุใด แต่เอาเถิดหากเขาอยากรู้ นางจะบอกเขาอีกครั้งก็ได้
“พี่ชาย...ท่านตัวใหญ่กว่าข้ามากนัก กว่าข้าจะถอดอาภรณ์ที่เปียกฝนออกจากกายของท่านได้ ข้าก็แสนลำบาก จะให้สวมใส่อาภรณ์ให้ท่านแล้วต้องคอยถอดออกยามที่ใส่ยากับเช็ดตัวลดความร้อนในกายท่านอีก คงเหน็ดเหนื่อยเกินไปสำหรับข้า”
“คนที่เช็ดตัวให้ข้าก็เป็นเจ้า!”
“ข้าอยู่ในเรือนนี้เพียงลำพัง หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครไปได้เล่า” ถามโดยไม่ไตร่ตรองนะคนผู้นี้
“แม่นางน้อยไม่ต้องห่วง ข้าจะรับผิดชอบชื่อเสียงเจ้า ข้าจะตบแต่ง...”
“อ่า...พี่ชาย ข้าเพิ่งจะเก้าหนาวได้ไม่กี่เดือนยังไม่เร่งรีบ”
“เช่นนั้นก็หมั้นหมายกันไว้”
“รอประเดี๋ยวเจ้าค่ะ...พี่ชายท่านอย่าได้คิดมาก เมื่อข้าเลือกช่วยเหลือท่านแล้ว ข้าไม่คิดจะเรียกร้องความรับผิดชอบจากท่านหรอกเจ้าค่ะ”
“แต่เจ้าเป็นสตรี...”
“สตรีที่ใดกันเจ้าคะ ข้าเป็นเพียงเด็กน้อย ชื่อเสียงอันใดข้าไม่สนใจหรอกเจ้าค่ะ” แค่เห็นเรือนร่างของบุรุษไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ในชาติก่อนนางแค่กดค้นหาก็สามารถเห็นไปถึงตับไตไส้พุงของบุรุษได้
“แต่หากมีคนรู้เข้าเจ้าจะ...”
“ข้าไม่พูด ท่านไม่พูด ใครจะทราบเรื่องนี้ได้ เอาเถิด ท่านค่อย ๆ พักผ่อนไปนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนยาข้าจะมาดูท่านอีกครั้ง”
“...” คุณชายผู้เคยมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่มุมปากจะปรากฏรอยยิ้มบาง
ซือซินใช้เวลาต้มยาเกือบครึ่งชั่วยามก่อนจะยกชามยาและสมุนไพรที่ใช้ทำแผลไปที่ห้องในเรือนปีกขวา นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะเพียงชั่วครู่ เมื่อเห็นอาหารที่นางทำหมดเกลี้ยง ชามข้าวไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียว นางจึงยกยิ้มเล็กน้อยคล้ายพอใจ ‘ดีที่กินง่าย เช่นนี้ค่อยน่าดูแลหน่อย’ หากคนผู้นี้ทำตัวเรื่องมาก นางคงทนไม่ไหวพากลับไปทิ้งที่เดิมเป็นแน่ “กินยาก่อนเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะทำแผลให้ท่าน” “ยาหรือ” เขาเอ่ยถามพลางนิ่วหน้าเล็กน้อยคล้ายไม่ชอบใจ “บุรุษตัวโตเช่นท่านคงไม่ได้กลัวการกินยาเช่นเด็กน้อยใช่หรือไม่” นางกล่าวพลางยกยิ้มมุมปากคล้ายรู้ทัน&nb
2 อย่าได้คิดพลีกายตอบแทน หลังจากแม่นางน้อยออกจากห้องไปแล้ว คนเจ็บที่นั่งอยู่บนเตียงก็นั่งคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในพิธีล่าสัตว์ประจำปีของราชวงศ์โจวมีกลุ่มคนไม่ทราบที่มาบุกเข้าโจมตีทำให้องครักษ์ต้องคุ้มกันฮ่องเต้ ฮองเฮาและพระสนมกลับวังหลวง แต่เนื่องจากตอนนั้นองค์รัชทายาทกำลังล่าสัตว์อยู่ในป่า เขาจึงอาสานำกำลังทหารไปคุ้มกันผู้สูงศักดิ์กลับวังหลวง ทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าองค์รัชทายาทกำลังต่อสู้อยู่กับบุรุษชุดดำเหล่านั้น เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าจะต่อสู้อย่างไรคนของฝ่ายศัตรูก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง พอสังหารได้ห้าคน ก็มีคนเข้ามาสมทบเพิ่มอีก เมื่อเห็นท่าไม่ดีแล้ว เขาจึงตัดสินใจพาองค์รัชทายาทฝ่าวงล้อมของศัตรูออกมาก่อนจะทำการผลัดเปลี่ยนเสื้อคลุมกันลมเพื่อล่อคนร้ายให้ตามเขาไป ถ่วงเวลาให้องค์รัชทายาทหนีรอด ในยามนั้นเขาใช้วิชาตัวเบาหนีลัดเลาะตามป่าเขาไปเรื่
“เพื่อสะดวกในการใส่ยาให้ท่านและเช็ดตัวยามที่ท่านตัวร้อนมีไข้ ส่วนคำถามที่ท่านถามข้าว่าเป็นฝ่ายไหน ข้าไม่ทราบจริง ๆ ว่าในชีวิตท่านมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกี่ฝ่าย แต่เอาเป็นว่าข้าคือคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปพบท่านในป่าแล้วพาท่านมารักษาที่นี่” นางตอบเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่งและไม่คิดจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้บุรุษกักขฬะท่าทางดุร้ายอีก “เจ้าหันหน้าไปทางอื่นก่อน” “...” นางไม่ตอบแต่หมุนตัวหันหลังให้เขาแต่โดยดี บุรุษวัยสิบเก้าหนาวรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมกายก่อนจะกลับไปนั่งที่เตียง “เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ” เขาเอ่ยถามเมื่อจัดการตนเองเรียบร้อยแล้ว “เจ้าค่ะ ข้าเห็นท่านนอนเล่นอยู่ในป่ากลัวจะโดนสัตว์ป่าทำร้าย จึงพามาใส่ยาที่เรือนเพียงเท่านั้น” นางกล่าวจบก็หมุนตัวหันมาสนทนากับเขาหลังจากไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากทางด้านหลังแล้ว “ข้าขอโทษ ที่เมื่อครู่ทำร้ายเจ้า” น้ำเสียงของเขาคล้ายจะอ่อนลงมาก “โชคดีที่ข้าไม่เจ็บอันใดมาก” นางกล่าวในขณะที่สายตาจับจ้องบริเวณอกเขา “ช่วยตามผู้อาวุโสของเจ้ามาให้ข้าได้หรือไม่” ดูแล้วแม่นางต
‘ไม่ ๆ แท้จริงเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้” นางเอาไม้เขี่ยเขาตั้งหลายครั้ง หากยังมีชีวิตอยู่เหตุใดไม่ส่งเสียง ‘แต่ข้าก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากตาเฒ่าจนมีชีวิตรอดเช่นนี้ไม่ใช่หรือ’ หากตาเฒ่ามองผ่านไม่เก็บนางมารักษา ต่อให้เป็นวิญญาณจากไหนมาเข้าร่างนี้ ก็คงไม่อาจมีชีวิตรอดได้เพราะยามนั้นร่างกายนี้เจ็บหนักไม่น้อย “เฮ้อ! ข้าจะกลับไปดูเขาอีกครั้งก็ได้” หากตายกลายเป็นศพแล้ว นางจะช่วยฝังให้ก็แล้วกันถือว่าสร้างกุศล แต่หากเขารอดนางก็กลายเป็นผู้มีพระคุณของเขา สุดท้ายซือซินก็พ่ายแพ้ให้กับความดีของตนเอง เด็กน้อยหมุนตัววิ่งกลับไปทางเดิมพลางภาวนาให้ฝนอย่าเพิ่งตก ขอเวลาให้นางทำความดีก่อน เมื่อเห็นร่างนั้นยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ตามเดิมนางรีบจับข้อมือของเขาขึ้นมาคลำหาจุดชีพจรเพื่อตรวจดูว่าอีกฝ่ายตายหรือยัง “ดูเหมือนท่านจะยังมีชีวิตอยู่” นางเอ่ยเสียงเบาก่อนที่สายตาจะมองเห็นป้ายหยกที่อีกฝ่ายห้อยอยู่ ‘หยกเนื้อดีเสียด้วย แซ่หานหรือ’ ถามว่านางรู้จักหรือไม่ ก็ไม่! เพียงแต่คนที่มีหยกพกประจำตัวเช่นนี้ น่าจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา คงเป็นคนจา
เมื่อวานฝนตกยาวนานถึงยามค่ำคืน วันนี้อาจจะมีเห็ดให้นางได้เก็บไปทำอาหารก็ได้ ฉับพลันสายตานางไปสะดุดเข้ากับตันเซิน[1] สมุนไพรที่ช่วยการไหลเวียนของเลือด ทั้งยังมีฤทธิ์แก้ปวดอีกด้วย “ท่านลุงจ้านต้องดีใจแน่ ๆ ที่ข้าเก็บรากของตันเซินไปขายให้” นางคิดก่อนจะลงเก็บสมุนไพรใส่ตะกร้า คงเพราะชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงไม่ได้มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากนัก เขาลูกนี้จึงอุดมไปด้วยสมุนไพรหลายชนิดให้นางได้เก็บไปขายให้ร้านขายสมุนไพรในเมืองได้ “อ๊ะ! นั่นยวี่จิน[2] ใช้รักษาอาการพลังไหลเวียนติดขัด ดียิ่ง” กล่าวจบนางรีบเดินเข้าไปหาแล้วลงมือเก็บใส่ตะกร้าอีก และเป็นเช่นนั้นอีกหลายครั้งพอเหน็ดเหนื่อยก็นั่งพักกินน้ำและกินข้าวที่ห่อมา “อ่า...ก้อนเมฆมาจากที่ใดกัน” ยามเช้าท้องฟ้ายังแจ่มใสไร้ก้อนเมฆอยู่เลย “เห็นทีข้าคงต้องรีบกลับแล้ว” ประเดี๋ยวโดนฝนแล้วเจ็บป่วยขึ้นมาจะลำบากเอา เด็กน้อยในวัยเก้าหนาวกว่า ๆ รีบเก็บข้าวของใส่ตะกร้าที่มีสมุนไพรมากถึงครึ่งตะกร้า ก่อนจะรีบหาทางลงจากเขา “เก็บจื่อเขอ[3] ไปให้ท่านป้าจาง
1 เก็บบุรุษได้ที่ชายป่า เด็กน้อยวัยใกล้จะสิบหนาวเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีเมฆครึ้ม ร่างในอาภรณ์เรียบง่ายรีบวิ่งออกไปเก็บเนื้อกระต่ายและใบชาที่ตากเอาไว้ หลังจากนั้นเพียงชั่วลมหายใจหยาดฝนก็เทกระหน่ำลงมา “ฝนตกเช่นนี้ ข้าคงต้องล้มเลิกความคิดที่จะขึ้นเขาไปก่อน” นางเอ่ยกับตนก่อนจะทอดถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบา เห็นสายฝนโปรยปรายครั้งใด นางก็อดคิดเรื่องราวเก่าก่อนที่เริ่มจะเลือนรางไม่ได้ วันนั้นฝนก็ตกเช่นนี้ เพราะกลัวสัญญาโครงการใหม่ของบริษัทจะเปียกนางจึงรีบวิ่งไปหลบฝนใต้ต้นไม้เพื่อจะหาสิ่งใดบางอย่างมาห่อมันไว้ โชคร้ายฟ้าดันผ่าลงตรงนั้นพอดี สุดท้ายก็ตายอย่างอนาถสภาพศพไม่สวย ชั่วชีวิตนั้นสาบานหรือก็ไม่เคยทำ แต่ดันถูกฟ้าผ่าตายได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวรรค์เห็นใจ หรือแท้จริงเป็นเทพเซียนองค์ใดทำงานผิดพลาด แทนที่นางจะเข้าสู่วัฏสงสาร นางกลับมาฟื้นตื่นขึ้นในร่างของเด็กน้อยวัยห้าหนาว ผู้มีชะตาอาภัพเช







