LOGIN2
อย่าได้คิดพลีกายตอบแทน
หลังจากแม่นางน้อยออกจากห้องไปแล้ว คนเจ็บที่นั่งอยู่บนเตียงก็นั่งคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ในพิธีล่าสัตว์ประจำปีของราชวงศ์โจวมีกลุ่มคนไม่ทราบที่มาบุกเข้าโจมตีทำให้องครักษ์ต้องคุ้มกันฮ่องเต้ ฮองเฮาและพระสนมกลับวังหลวง แต่เนื่องจากตอนนั้นองค์รัชทายาทกำลังล่าสัตว์อยู่ในป่า เขาจึงอาสานำกำลังทหารไปคุ้มกันผู้สูงศักดิ์กลับวังหลวง
ทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าองค์รัชทายาทกำลังต่อสู้อยู่กับบุรุษชุดดำเหล่านั้น เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าจะต่อสู้อย่างไรคนของฝ่ายศัตรูก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง พอสังหารได้ห้าคน ก็มีคนเข้ามาสมทบเพิ่มอีก
เมื่อเห็นท่าไม่ดีแล้ว เขาจึงตัดสินใจพาองค์รัชทายาทฝ่าวงล้อมของศัตรูออกมาก่อนจะทำการผลัดเปลี่ยนเสื้อคลุมกันลมเพื่อล่อคนร้ายให้ตามเขาไป ถ่วงเวลาให้องค์รัชทายาทหนีรอด
ในยามนั้นเขาใช้วิชาตัวเบาหนีลัดเลาะตามป่าเขาไปเรื่อย ๆ จนห่างจากจุดที่แยกกับองค์รัชทายาทมาไกลแล้วเขาจึงหันหลังกลับพุ่งตัวเข้าใส่ศัตรู ทว่าคนพวกนั้นเมื่อเห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่พวกมันต้องการ จึงลุแก่โทสะพุ่งตัวเข้าใส่หมายเอาชีวิต โชคดีที่เขาพอจะมีวิทยายุทธ์อยู่บ้างจึงสามารถปลิดชีพคนทั้งห้าได้ แม้จะถูกแทงจนได้รับบาดเจ็บก็ตาม
หลังจากปลิดชีพคนพวกนั้นแล้วเขาก็ใช้วิชาตัวเบาจากมาแต่ดูเหมือนบาดแผลที่ได้รับจะหนักหนาไปเสียหน่อย สุดท้ายเขาก็หมดแรงและล้มลงหลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
ตื่นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ที่ใดก็ไม่ทราบ แต่เพราะคอแห้งผากเขาจึงตั้งใจจะลงจากเตียงไปรินชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะแต่เกิดเจ็บแผลขึ้นมาจึงล้มลงจนแม่นางน้อยผู้นั้นมาพบเข้าเช่นเมื่อครู่
หลังจากนางกลับออกไปแล้ว เขาก็ได้แต่ครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะติดต่อส่งข่าวให้คนของตน
‘อย่างแรกคือข้าต้องรู้ให้ได้ว่าที่นี่คือที่ใด’
แม่นางน้อยที่เขายังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามหายไปราวครึ่งชั่วยามก็กลับมาพร้อมกับสำรับหน้าตาน่ากิน
“นี่เจ้าทำเองหรือ”
“เจ้าค่ะ ข้าทำได้แต่อาหารพื้น ๆ เหล่านี้ อย่างไรท่านทนกินไปก่อนนะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างไม่ได้ใส่ใจ
“ที่ข้าถามไม่ได้คิดจะต่อว่าเจ้า ข้าเพียงแต่แปลกใจที่แม่นางน้อยเช่นเจ้าทำอาหารออกมาได้น่ากินเช่นนี้”
“เชิญท่านรับสำรับไปนะเจ้าคะ ข้าจะไปต้มยาให้ท่าน”
“เจ้าไม่กินด้วยกันหรือ” แม่นางน้อยตรงหน้าตัวเล็กยิ่งนัก อยู่ในเรือนกลางป่าคนเดียวเช่นนี้คงมีชีวิตที่ไม่ค่อยดีเท่าใด
“ข้าไม่ค่อยหิวเท่าใดนัก ค่อยไปกินสำรับเย็นในคราวเดียว” กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่รู้ตัวว่าได้ทำให้ใครบางคนเข้าใจผิดไปเสียแล้ว
‘นางลำบากเช่นนั้นยังอุตส่าห์มีใจช่วยเหลือข้า’ การกระทำของนางทำให้ซาบซึ้งระคนอยากสั่งสอนแม่นางน้อยผู้นี้เหลือเกิน คราวหน้าจะได้ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือใครให้ตนเองต้องลำบากเช่นนี้อีก
ส่วนแม่นางน้อยที่คุณชายผู้นั้นกำลังนึกเวทนานั้น พอออกจากห้องนั้นได้ นางก็ไปจัดเตรียมสมุนไพรให้พร้อมสำหรับใส่แผล ก่อนจะไปต้มยาแก้หวัดให้ตนเอง และต้มยาให้คนที่นางเก็บมา
‘ยามปกติบุรุษที่ใกล้จะสวมกวานแล้วก็มักจะมีสาวใช้อุ่นเตียงมิใช่หรือ’ จากที่มองอย่างพิจารณา พี่ชายที่นางเก็บมาน่าจะใกล้เข้าพิธีสวมกวานเต็มที แต่เหตุใดเขาถึงดูเขินอายยิ่งนักยามรู้ว่าถูกนางเปลื้องอาภรณ์
‘หรือแท้จริงเขาจะมีใจหลงหยาง[1]’ เพราะอาภรณ์ที่เขาสวมใส่และป้ายหยกประจำตัวบ่งบอกได้คนที่นางเก็บมาน่าจะเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ซึ่งมักจะมีสาวใช้อุ่นเตียงก่อนแต่งฮูหยินเข้าจวนเสียอีก ดังนั้นหากเขาได้สัมผัสสตรีอยู่บ่อยครั้ง เขาก็ไม่น่าจะเขินอายยามที่รู้ว่าถูกนางเปลื้องอาภรณ์
‘แม้ท่าทางของเขาจะไม่คล้ายบุรุษตัดแขนเสื้อ แต่หากเขาเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อจริง ก็น่าเสียดายไม่น้อย’ นางคิดก่อนจะยกผิงกั่ว[2]ขึ้นกัด ในขณะที่มือข้างที่ว่างก็คนยาไป
รูปโฉมของพี่ชายที่นางเก็บมางดงามราวกับเทพเซียน หากได้แต่งหญิงงามอันดับหนึ่งหรือโฉมสะคราญล่มเมืองเป็นฮูหยิน บุตรชายบุตรสาวต้องมีรูปโฉมที่เลิศล้ำเป็นแน่ ช่างน่าเสียดาย...
[1] รักใคร่บุรุษด้วยกัน
[2] แอปเปิ้ล
ซือซินใช้เวลาต้มยาเกือบครึ่งชั่วยามก่อนจะยกชามยาและสมุนไพรที่ใช้ทำแผลไปที่ห้องในเรือนปีกขวา นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะเพียงชั่วครู่ เมื่อเห็นอาหารที่นางทำหมดเกลี้ยง ชามข้าวไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียว นางจึงยกยิ้มเล็กน้อยคล้ายพอใจ ‘ดีที่กินง่าย เช่นนี้ค่อยน่าดูแลหน่อย’ หากคนผู้นี้ทำตัวเรื่องมาก นางคงทนไม่ไหวพากลับไปทิ้งที่เดิมเป็นแน่ “กินยาก่อนเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะทำแผลให้ท่าน” “ยาหรือ” เขาเอ่ยถามพลางนิ่วหน้าเล็กน้อยคล้ายไม่ชอบใจ “บุรุษตัวโตเช่นท่านคงไม่ได้กลัวการกินยาเช่นเด็กน้อยใช่หรือไม่” นางกล่าวพลางยกยิ้มมุมปากคล้ายรู้ทัน&nb
2 อย่าได้คิดพลีกายตอบแทน หลังจากแม่นางน้อยออกจากห้องไปแล้ว คนเจ็บที่นั่งอยู่บนเตียงก็นั่งคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในพิธีล่าสัตว์ประจำปีของราชวงศ์โจวมีกลุ่มคนไม่ทราบที่มาบุกเข้าโจมตีทำให้องครักษ์ต้องคุ้มกันฮ่องเต้ ฮองเฮาและพระสนมกลับวังหลวง แต่เนื่องจากตอนนั้นองค์รัชทายาทกำลังล่าสัตว์อยู่ในป่า เขาจึงอาสานำกำลังทหารไปคุ้มกันผู้สูงศักดิ์กลับวังหลวง ทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าองค์รัชทายาทกำลังต่อสู้อยู่กับบุรุษชุดดำเหล่านั้น เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าจะต่อสู้อย่างไรคนของฝ่ายศัตรูก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง พอสังหารได้ห้าคน ก็มีคนเข้ามาสมทบเพิ่มอีก เมื่อเห็นท่าไม่ดีแล้ว เขาจึงตัดสินใจพาองค์รัชทายาทฝ่าวงล้อมของศัตรูออกมาก่อนจะทำการผลัดเปลี่ยนเสื้อคลุมกันลมเพื่อล่อคนร้ายให้ตามเขาไป ถ่วงเวลาให้องค์รัชทายาทหนีรอด ในยามนั้นเขาใช้วิชาตัวเบาหนีลัดเลาะตามป่าเขาไปเรื่
“เพื่อสะดวกในการใส่ยาให้ท่านและเช็ดตัวยามที่ท่านตัวร้อนมีไข้ ส่วนคำถามที่ท่านถามข้าว่าเป็นฝ่ายไหน ข้าไม่ทราบจริง ๆ ว่าในชีวิตท่านมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกี่ฝ่าย แต่เอาเป็นว่าข้าคือคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปพบท่านในป่าแล้วพาท่านมารักษาที่นี่” นางตอบเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่งและไม่คิดจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้บุรุษกักขฬะท่าทางดุร้ายอีก “เจ้าหันหน้าไปทางอื่นก่อน” “...” นางไม่ตอบแต่หมุนตัวหันหลังให้เขาแต่โดยดี บุรุษวัยสิบเก้าหนาวรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมกายก่อนจะกลับไปนั่งที่เตียง “เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ” เขาเอ่ยถามเมื่อจัดการตนเองเรียบร้อยแล้ว “เจ้าค่ะ ข้าเห็นท่านนอนเล่นอยู่ในป่ากลัวจะโดนสัตว์ป่าทำร้าย จึงพามาใส่ยาที่เรือนเพียงเท่านั้น” นางกล่าวจบก็หมุนตัวหันมาสนทนากับเขาหลังจากไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากทางด้านหลังแล้ว “ข้าขอโทษ ที่เมื่อครู่ทำร้ายเจ้า” น้ำเสียงของเขาคล้ายจะอ่อนลงมาก “โชคดีที่ข้าไม่เจ็บอันใดมาก” นางกล่าวในขณะที่สายตาจับจ้องบริเวณอกเขา “ช่วยตามผู้อาวุโสของเจ้ามาให้ข้าได้หรือไม่” ดูแล้วแม่นางต
‘ไม่ ๆ แท้จริงเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้” นางเอาไม้เขี่ยเขาตั้งหลายครั้ง หากยังมีชีวิตอยู่เหตุใดไม่ส่งเสียง ‘แต่ข้าก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากตาเฒ่าจนมีชีวิตรอดเช่นนี้ไม่ใช่หรือ’ หากตาเฒ่ามองผ่านไม่เก็บนางมารักษา ต่อให้เป็นวิญญาณจากไหนมาเข้าร่างนี้ ก็คงไม่อาจมีชีวิตรอดได้เพราะยามนั้นร่างกายนี้เจ็บหนักไม่น้อย “เฮ้อ! ข้าจะกลับไปดูเขาอีกครั้งก็ได้” หากตายกลายเป็นศพแล้ว นางจะช่วยฝังให้ก็แล้วกันถือว่าสร้างกุศล แต่หากเขารอดนางก็กลายเป็นผู้มีพระคุณของเขา สุดท้ายซือซินก็พ่ายแพ้ให้กับความดีของตนเอง เด็กน้อยหมุนตัววิ่งกลับไปทางเดิมพลางภาวนาให้ฝนอย่าเพิ่งตก ขอเวลาให้นางทำความดีก่อน เมื่อเห็นร่างนั้นยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ตามเดิมนางรีบจับข้อมือของเขาขึ้นมาคลำหาจุดชีพจรเพื่อตรวจดูว่าอีกฝ่ายตายหรือยัง “ดูเหมือนท่านจะยังมีชีวิตอยู่” นางเอ่ยเสียงเบาก่อนที่สายตาจะมองเห็นป้ายหยกที่อีกฝ่ายห้อยอยู่ ‘หยกเนื้อดีเสียด้วย แซ่หานหรือ’ ถามว่านางรู้จักหรือไม่ ก็ไม่! เพียงแต่คนที่มีหยกพกประจำตัวเช่นนี้ น่าจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา คงเป็นคนจา
เมื่อวานฝนตกยาวนานถึงยามค่ำคืน วันนี้อาจจะมีเห็ดให้นางได้เก็บไปทำอาหารก็ได้ ฉับพลันสายตานางไปสะดุดเข้ากับตันเซิน[1] สมุนไพรที่ช่วยการไหลเวียนของเลือด ทั้งยังมีฤทธิ์แก้ปวดอีกด้วย “ท่านลุงจ้านต้องดีใจแน่ ๆ ที่ข้าเก็บรากของตันเซินไปขายให้” นางคิดก่อนจะลงเก็บสมุนไพรใส่ตะกร้า คงเพราะชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงไม่ได้มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากนัก เขาลูกนี้จึงอุดมไปด้วยสมุนไพรหลายชนิดให้นางได้เก็บไปขายให้ร้านขายสมุนไพรในเมืองได้ “อ๊ะ! นั่นยวี่จิน[2] ใช้รักษาอาการพลังไหลเวียนติดขัด ดียิ่ง” กล่าวจบนางรีบเดินเข้าไปหาแล้วลงมือเก็บใส่ตะกร้าอีก และเป็นเช่นนั้นอีกหลายครั้งพอเหน็ดเหนื่อยก็นั่งพักกินน้ำและกินข้าวที่ห่อมา “อ่า...ก้อนเมฆมาจากที่ใดกัน” ยามเช้าท้องฟ้ายังแจ่มใสไร้ก้อนเมฆอยู่เลย “เห็นทีข้าคงต้องรีบกลับแล้ว” ประเดี๋ยวโดนฝนแล้วเจ็บป่วยขึ้นมาจะลำบากเอา เด็กน้อยในวัยเก้าหนาวกว่า ๆ รีบเก็บข้าวของใส่ตะกร้าที่มีสมุนไพรมากถึงครึ่งตะกร้า ก่อนจะรีบหาทางลงจากเขา “เก็บจื่อเขอ[3] ไปให้ท่านป้าจาง
1 เก็บบุรุษได้ที่ชายป่า เด็กน้อยวัยใกล้จะสิบหนาวเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีเมฆครึ้ม ร่างในอาภรณ์เรียบง่ายรีบวิ่งออกไปเก็บเนื้อกระต่ายและใบชาที่ตากเอาไว้ หลังจากนั้นเพียงชั่วลมหายใจหยาดฝนก็เทกระหน่ำลงมา “ฝนตกเช่นนี้ ข้าคงต้องล้มเลิกความคิดที่จะขึ้นเขาไปก่อน” นางเอ่ยกับตนก่อนจะทอดถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบา เห็นสายฝนโปรยปรายครั้งใด นางก็อดคิดเรื่องราวเก่าก่อนที่เริ่มจะเลือนรางไม่ได้ วันนั้นฝนก็ตกเช่นนี้ เพราะกลัวสัญญาโครงการใหม่ของบริษัทจะเปียกนางจึงรีบวิ่งไปหลบฝนใต้ต้นไม้เพื่อจะหาสิ่งใดบางอย่างมาห่อมันไว้ โชคร้ายฟ้าดันผ่าลงตรงนั้นพอดี สุดท้ายก็ตายอย่างอนาถสภาพศพไม่สวย ชั่วชีวิตนั้นสาบานหรือก็ไม่เคยทำ แต่ดันถูกฟ้าผ่าตายได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวรรค์เห็นใจ หรือแท้จริงเป็นเทพเซียนองค์ใดทำงานผิดพลาด แทนที่นางจะเข้าสู่วัฏสงสาร นางกลับมาฟื้นตื่นขึ้นในร่างของเด็กน้อยวัยห้าหนาว ผู้มีชะตาอาภัพเช







