Masuk“ตอนนี้ปัญหาอยู่ที่ญาณิน เราจะพูดกับญาณินยังไงดีคะพี่พัด ลูกถึงจะเข้าใจ”
“ก็พูดกับลูกตรง ๆ บอกเหตุผลไป พี่ว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ เพราะญาณินเป็นเด็กฉลาด เขาจะเข้าใจถึงความจำเป็นของดา ยิ่งถ้ามีพี่ซันอยู่ด้วยล่ะก็หมดห่วงเรื่องนี้ไปได้เลย”
“ญาณินมานี่ซิลูก”
หนูน้อยญาณิศาวิ่งไปกอดมารดา โดยมีองครักษ์ประจำตัววิ่งตามมาติด ๆ
“ถ้าแม่จะให้หนูไปพักอยู่กับป้าพัดชั่วคราวได้ไหมลูก”
“แล้วทำไมหนูจะต้องไปอยู่บ้านป้าพัดด้วยละคะ ในเมื่อบ้านของเราก็มี”
“แม่จะต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด แต่ไม่สะดวกที่จะพาหนูไปด้วย แม่ก็เลยปรึกษากับป้าพัดว่าจะให้ลูกไปอยู่ที่บ้านพี่ซันชั่วคราว”
“แต่หนูอยากอยู่กับแม่ แม่พาหนูไปด้วยไม่ได้หรือคะ”
“ก็หนูต้องเรียนหนังสือ และแม่ก็ไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยว”
“แม่ไม่ทำงานนี้ได้ไหมคะ” หนูน้อยวัยห้าขวบเริ่มโอดครวญ
“แม่ต้องไปทำงานเพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าเทอมและค่าขนมของญาณินไงลูก”
“แต่หนูไม่อยากให้แม่ไป หนูสัญญาว่าต่อไปนี้หนูจะไม่รบเร้าให้แม่ซื้อของเล่นใหม่ แม่จะได้ไม่ต้องทิ้งหนูไว้กับป้าพัด”
“แต่แม่รับปากเขาแล้วนะลูก”
“ปล่อยให้แม่เขาไปทำงานเถอะนะญาณิน ส่วนหนูก็ไปอยู่กับป้าและพี่ซัน แม่เขาทำงานเสร็จเมื่อไรเขาก็จะรีบกลับมารับหนู ช่วงที่แม่ไม่อยู่ป้าและพี่ซันจะเป็นคนดูแลหนูเอง” พัดชาช่วยเกลี้ยกล่อมหลานสาวอีกแรง
“ใช่ ๆ ๆ ไปอยู่ด้วยกันนะญาณิน เราจะได้ว่ายน้ำด้วยกันทุกวัน ที่บ้านพี่มีของเล่นเยอะแยะเลย รับรองว่าไม่เหงาเด็ดขาด”
“ก็ได้ค่ะ” ญาณิศารับคำด้วยสีหน้าเศร้า ๆ
แม้จะดีใจที่จะได้ว่ายน้ำและเล่นกับพี่ซันทุกวัน แต่ก็ไม่อยากให้แม่ทิ้งตนเองไปทำงานไกล ๆ ที่ต่างจังหวัดอยู่ดี
“น้าดาไม่ต้องห่วงญาณินนะครับ ซันกับแม่พัดจะดูแลน้องแทนน้าดาเองครับ ซันจะไม่ยอมให้ใครมารังแกน้องเด็ดขาด”
“ถ้ามีซันคอยอยู่ดูแลญาณินแบบนี้น้าก็หมดห่วง คงต้องขอฝากให้องครักษ์พิทักษ์ญาณินช่วยทำหน้าที่นี้แทนน้า ในช่วงที่น้าไม่อยู่”
“ไม่มีปัญหาครับ ซันจะดูแลญาณินเป็นอย่างดี” เด็กชายฑีฆายุหนูน้อยวัยเจ็ดขวบ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของจักราวุธและพัดชารับปากน้าสาวแข็งขัน
แม้ว่าญาณิศาจะไม่อยากให้มารดาทิ้งตนเองไปทำงานที่ต่างจังหวัด แต่เมื่อมันเป็นงานที่แม่ต้องไปทำหนูน้อยญาณินจึงต้องยอม
“แม่จะไปนานหรือเปล่าคะ”
“แม่จะพยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็วที่สุด จะได้รีบกลับมาอยู่กับลูก ช่วงที่แม่ไปทำงานหนูไปอยู่กับป้าพัดและพี่ซันก่อนนะลูก แม่สัญญาว่าแม่จะโทรหาลูกทุกวัน”
“สัญญาต้องเป็นสัญญานะคะ แม่ห้ามผิดสัญญาที่ให้ไว้กับญาณินเด็ดขาดเลยนะ”
“แน่นอนจ้ะ แม่รับปากว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับหนู”
“เกี่ยวก้อยกันก่อน” หนูน้อยญาณิศาเกี่ยวก้อยทำสัญญากับมารดาตามประสาเด็ก
“ยิ้มหน่อยสิลูก”
ญาณิศายิ้มหวานให้มารดา สองแม่ลูกกอดกันและกันไว้แน่น
“ขอบใจมากนะญาดาที่ยอมช่วยเหลือพี่ในครั้งนี้” จิรนันท์เอ่ยกับนักเขียนรุ่นน้องด้วยความซาบซึ้งใจ
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ ถ้าการที่ดารับงานนี้มันจะช่วยให้พี่จี๊ดรักษาสำนักพิมพ์นี้ไว้ได้ ดาก็ยินดีค่ะ”
“พี่จะรีบแจ้งเรื่องนี้ให้ธนวรรธน์ทราบ เขาต้องการให้ญาดาเดินทางไปที่ไร่พร้อมเขาวันมะรืน”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะคุณจี๊ด”
“ใช่ค่ะคุณพัด แม้จะฉุกละหุกไปหน่อยแต่พี่ก็หวังว่าญาดาเตรียมตัวทัน” ประโยคสุดท้ายเธอหันไปพูดกับนักเขียนรุ่นน้อง
“ไม่มีปัญหาค่ะ”
จิรนันท์อยู่คุยกับสองพี่น้องอีกพักใหญ่ก่อนจะขอตัวกลับในช่วงพลบค่ำ
สองวันต่อมา...
ชลธีอาสาขับรถมาส่งณชญาดาที่สนามบินสุวรรณภูมิในเวลาบ่ายสองโมง
เขาและเธอมาถึงก่อนเวลานัดเพียงเล็กน้อย หนุ่มมาดเซอร์ไม่เห็นด้วยเลยที่ณชญาดารับทำงานนี้ เพราะเขาไม่ไว้ใจนายจ้างของเธอ
“ดาไม่น่าเปลี่ยนใจมารับงานนี้เลย”
“ดาบอกเหตุผลทั้งหมดกับชลไปแล้วนี่”
“บอกตามตรงนะว่าชลไม่ไว้ใจนายจ้างของดา”
“ดาจะระวังตัว ถ้าชลมีเวลาว่างก็แวะไปหาญาณินที่บ้านพี่พัดบ้างนะ ดาเป็นห่วงลูก”
ชลธีกุมมือณชญาดาไว้ทั้งสองข้าง
“ไม่ต้องห่วง ชลจะแวะไปหาญาณินบ่อย ๆ แต่ดาต้องสัญญากับชลข้อหนึ่ง เวลาที่ดาไปอยู่ที่โน่นตามลำพังดาต้องดูแลตัวเองให้ดี รู้ใช่ไหมว่าชลเป็นห่วงดามากแค่ไหน ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรหาชลได้ตลอดเวลา”
“ดาให้สัญญาว่าจะดูแลตัวเองอย่างดี และจะไม่ให้ใครมารังแกหรือเอาเปรียบได้”
สองหนุ่มสาวสบตากัน ความกังวลและความห่วงใยฉายชัดในแววตาของชลธี ชายหนุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับณชญดาดา เขาจะคอยห่วงใยใส่ใจดูแลและปกป้องเธอกับลูกมาโดยตลอด เธอจึงรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเวลาที่มีเขาอยู่ข้างกาย ณชญาดมอบรอยยิ้มที่อ่อนโยนให้ชลธี รอยยิ้มนี้เองที่เขย่าหัวใจของเขาได้ทุกครั้ง หนุ่มมาดเซอร์อดใจไม่ไหวดึงตัวเธอเข้ามากอด
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







