Masuk“ชาที่คุณปลูกมีอะไรบ้างคะ”
“เราปลูกชาอู่หลงซึ่งเป็นพันธ์ที่นำมาจากไต้หวัน และชาเขียวชาทั่วไปที่นิยมปลูกในบ้านเรา ที่นี่จะปลูกชาโดยวิธีธรรมชาติซึ่งจะให้ผลผลิตที่ดีกว่าการใช้สารเคมี สมัยก่อนเราใช้ปุ๋ยเคมีเพราะต้องบำรุงต้น เมื่อต้นชาโตแล้วเราก็จะค่อย ๆ ลดสารเคมีลง ปัจจุบันเราปลูกชาแบบออแกนิก”
ณชญาดาจดข้อมูลสำคัญ ๆ ลงในสมุดเล่มเล็กที่เธอเตรียมมาอย่างตั้งใจ
“คราวหน้าผมจะพาคุณมาดูวิธีการเก็บชาแต่เราคงต้องมาให้เช้ากว่านี้”
“ปกติแล้วคุณจะเก็บผลผลิตในช่วงไหนบ้างคะ”
“ช่วงนี้เราเก็บใบชาได้ทุกวัน เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวซึ่งมีตลอดทั้งปี ยกเว้นช่วงสิ้นปีซึ่งเป็นฤดูหนาวจะให้ผลผลิตน้อยลง เพราะเป็นช่วงที่ใบชาแตกตัวช้า”
“ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็จะได้ผลผลิตดีใช่ไหมคะ”
“ใช่ เพราะน้ำฝนจะทำให้ต้นชาแตกตัวดี”
“แล้วต้องปลูกชากี่ปีถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้”
“ปกติการเก็บใบชาถ้าจะให้ดีต้องหลังจากปลูกมาแล้วสามปี แต่ถ้าจะให้ได้ช่วงผลผลิตเยอะจริง ๆ ก็จะอยู่ในช่วงห้าหกปี นอกจากการปลูกชาแล้วเรายังมีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากในไร่ พร้อมกับรับซื้อใบชาสดจากเกษตรกรที่อยู่ในระแวกนี้ด้วย”
“ฉันสังเกตเห็นการรดน้ำด้วยสปริงเคิล”
“ถูกต้อง เราจะใช้สปริงเคิลแทนการใช้แรงงานคน เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่า และก็จะใช้ปุ๋ยชีวภาพที่เราผลิตเอง”
“มีปัญหาอะไรที่พบในการปลูกชาบ้างไหมคะ”
“ถ้าต้นชาของเราสมบูรณ์แมลงและโรคต่าง ๆ ก็จะไม่ค่อยมารบกวน นั่นหมายถึงเราก็ต้องใส่ใจดูแล จะต้องใส่ปุ๋ยทุกครั้งที่เก็บเพื่อบำรุงให้อาหารดิน ปุ๋ยที่ใช้ก็เป็นปุ๋ยชีวภาพที่ทางไร่หมักเอง เรามีโรงหมักปุ๋ยชีวภาพที่ทางกรมพัฒนาที่ดินมาแนะนำให้ หน้าแล้งกับหน้าร้อนเราต้องให้น้ำ ไม่เช่นนั้นชาจะไม่แตกยอด หน้าฝนดีหน่อยเพราะฝนตกชุกเราก็เลยไม่ต้องให้น้ำ”
“ชาอู่หลงกับชาเขียวรสชาติแตกต่างกันยังไงคะ”
“ชาเขียวจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ส่วนชาอู่หลงจะชุ่มคอและมีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ธรรมชาติ พูดแบบนี้คุณอาจจะมองเห็นภาพความแตกต่างได้ไม่ชัดเจน ไว้ผมจะชงชาทั้งสองชนิดให้คุณดื่ม แล้วคุณจะรู้ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร”
ขณะนั้นเองสนได้มารายงานให้ธนวรรธน์ทราบว่าที่โรงงานมีปัญหา ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบรุดไปดู ก่อนไปเขาได้สั่งให้สนพาณชญาดากลับที่พัก
ระหว่างทางกลับณชญาดาได้พูดคุยกับสนเพื่อสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลที่เธออยากรู้
“ลุงสนทำงานที่นี่นานหรือยังคะ”
“นานแล้วครับตั้งแต่คุณพ่อของคุณพีทกับคุณพอลยังมีชีวิตอยู่ กิจการตอนนั้นยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคงเท่าตอนนี้”
“ที่ไร่ธนวรรธน์ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ เป็นเพราะการบริหารงานของคุณพีทกับคุณพอลเหรอคะ”
“คงต้องพูดว่าคุณธนศรบุกเบิกและวางรากฐานไร่แห่งนี้มาดี จากนั้นคุณธนพัฒน์ก็มารับช่วงต่อ หลังจากที่คุณพีทกับคุณพอลเรียนจบก็กลับมาสานงานต่อจากลุง แล้วก็ต่อยอดทางธุรกิจให้เติบโตและมั่นคงอย่างที่คุณเห็น แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ง่ายเลยครับ”
“คุณธนศรกับคุณธนพัฒน์คือใครคะ!?”
“คุณธนศรเป็นพ่อของคุณพีทและคุณพอลครับ แต่ท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่คุณทั้งสองยังเล็ก ๆ หลังจากท่านเสียชีวิตคุณธนพัฒน์ซึ่งเป็นลุงก็เข้ามาบริหารงานแทน ก่อนจะส่งต่อให้คุณพีทคุณพอลดูแล ส่วนท่านก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับลูกชายและเพิ่งจะเสียไปเมื่อสามปีที่แล้วนี่เองครับ”
“แล้วแม่ของเจ้านายลุงละคะหายไปไหน ไม่เห็นลุงพูดถึงเลย”
ณชญาดาสังเกตเห็นลุงสนมีสีหน้าและท่าทางอึดอัดกับคำถามของเธอ ซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
“คุณผู้หญิงและคุณท่านเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุครับ” สนตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมกับเอ่ยเตือนเธอ
“ผมขอเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าเอ่ยหรือถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้กับใครนะครับ โดยเฉพาะคุณพีท ไม่อย่างนั้นคุณจะเดือดร้อน”
แม้จะอยากรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ลุงสน ถึงขั้นเอ่ยเตือนเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างนี้แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม ได้แต่เก็บความสงสัยเหล่านั้นไว้ในใจ บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นความลับ หรือเป็นเรื่องที่คนในครอบครัวธนวรรธน์ไม่อยากพูดถึง เหมือนความลับที่ตนเองซ่อนไว้ไม่บอกใครแม้กระทั่งคนในครอบครัว
ณชญาดาเลือกที่จะเบี่ยงเบนการสนทนาไปโฟกัสที่เรื่องงานแทน
“พอจะบอกได้ไหมคะว่าการเก็บชาในแต่ละครั้งต้องใช้แรงงานมากน้อยแค่ไหน”
“เราจะใช้คนงานประมาณร้อยห้าสิบถึงร้อยหกสิบคนต่อการเก็บชาในแต่ละวัน”
“แล้วมีคนงานมากพอเหรอคะ”
“พอครับ แต่ถ้าเป็นช่วงที่เด็ก ๆ ปิดเทอมก็สบายหน่อย เพราะคุณพีทจะจ้างเด็กในชุมชนระแวกนี้มาช่วยเก็บชาเพื่อให้พวกเขามีรายได้พิเศษ”
“พวกเขาทำได้เหรอคะ” ณชญาดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คุณพีทสั่งให้หัวหน้าคนงานไปสอนและคอยดูแลการเก็บชาของพวกเด็ก ๆ ครับ เราจะเก็บหนึ่งยอดกับสองใบบนซึ่งเป็นมาตราฐานทั่วไปในการเก็บชา” สนตอบข้อซักถามของหญิงสาวก่อนจะพูดขยายความ
“ถ้าจะเปรียบเทียบชาบ้านเรากับชาจีน หรือชาของญี่ปุ่น คุณภาพของเราก็ไม่แพ้ที่อื่น แต่อาจจะยังขาดในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ บางประเทศยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศไทยก็มีชาที่มีคุณภาพทัดเทียมชาจีนและชาญี่ปุ่นเช่นกัน ก็คงต้องพัฒนาและประชาสัมพันธ์กันต่อไป”
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั






![คุณเลขากับสามีทิพย์ [ Comedy 18++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
