Masukณชญาดาเดินมาเจอวันวรุณโดยบังเอิญ ตอนแรกหญิงสาวก็กังวลว่าอีกฝ่ายจะจดจำตนเองได้ แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น วันวรุณไม่ได้มีทีท่าว่าจำได้ แถมยังทักทายเธอราวกับคนที่เพิ่งจะพบเจอกันเป็นครั้งแรก
“เธอเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่” วันวรุณเอ่ยถามแม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“ฉันทำงานที่นี่ค่ะ”
“งานอะไร! อย่าบอกนะว่าเป็นงานสบาย ๆ บนเตียง”
“ไม่ใช่ค่ะ คุณเข้าใจผิดแล้ว”
“งั้นก็แล้วไป” หญิงสาวไหวไหล่ก่อนที่จะแนะนำฐานะของตัวเอง
“ฉันชื่อวันวรุณ เป็นคู่หมั้นของพีทซึ่งเป็นเจ้าของไร่นี้” เธอจงใจเน้นย้ำคำว่า ‘คู่หมั้น’
“และอีกไม่นานก็จะแต่งงานกับเขา จะมาเป็นนายหญิงของที่นี่” วันวรุณยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร แต่แววตากลับเป็นตรงกันข้าม
การแนะนำตัวเองของอีกฝ่ายเหมือนเมื่อครั้งก่อนไม่มีผิด แต่ผ่านมานานหลายปี ทำไมสถานะของผู้หญิงตรงหน้ายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทั้งที่จริงก็น่าจะแต่งงานกันไปตั้งนานแล้ว เพราะเธอก็ไม่ได้อยู่เป็นตัวปัญหาแทรกกลางระหว่างพวกเขา แต่ทำไมสถานะของพวกเขายังคงเหมือนเดิม
แม้จะแปลกใจแต่ก็รู้ว่าไม่ควรเอ่ยถามใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเธอ จึงได้แต่เก็บความประหลาดใจนี้ไว้เพียงลำพัง ณชญาดาเฝ้าครุ่นคิดถึงเรื่องดั่งกล่าวในใจก่อนจะแนะนำตัวเอง
“ฉันชื่อณชญาดาค่ะ เป็นนักเขียนที่มาร่วมงานกับคู่หมั้นของคุณ”
“เป็นนักเขียนก็ขอให้ทำงานในหน้าที่ของตนเองให้ดี อย่าได้คิดที่จะเขยิบฐานะขึ้นมาเป็นคนใกล้ชิดกับคู่หมั้นของฉันเด็ดขาด เพราะฉันจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย และปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ แน่ จำเอาไว้ให้ดีด้วยล่ะว่าพีทน่ะเขามีเจ้าของแล้ว”
“ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะแย่ง...”
วันวรุณยกมือเป็นเชิงห้ามก่อนที่ณชญาดาจะพูดจบ
“ฉันแค่จะเตือนเธอเท่านั้นว่าเธอกำลังอยู่ในฐานะอะไร และฉันอยู่ในฐานะอะไร อย่าริอาจล้ำเส้นฉัน แล้วก็เลิกใช้ลูกของตัวเองเป็นสะพานทอดไปหาพีทของฉันได้แล้ว เข้าใจนะ”
ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีการปะทะวาจากันไปมากกว่านี้ ธนวรรธน์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับเอ่ยถามณชญาดา
“ลูกอยู่ที่ไหน”
คำถามนั้นทำให้ณชญาดาถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
“ลูก! หมายถึงใครคะพีท” วันวรุณรีบย้อนถาม
เธอเดินเข้าไปยืนควงแขนเขา เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ
“ก็ญาณินไง ลูกสาวของเธอ” เขาชี้ไปที่ณชญาดา
“ลูกของณชญาดาแล้วเกี่ยวอะไรกับคุณ ทำไมคุณจะต้องถามถึงเด็กคนนั้น”
“ก็นี่มันได้เวลามื้อเย็นแล้ว เด็ก ๆ คงจะหิว ถามไม่ได้หรือไง มีปัญหาอะไร” เขาย้อนถามวันวรุณ
“เปล่าค่ะวันก็แค่สงสัย”
ณชญาดาเริ่มมองเห็นเค้าลางของปัญหาที่กำลังจะก่อตัวขึ้น เธอและเด็ก ๆ คงจะต้องอยู่ให้ห่างจากพวกเขาสองคน เพื่อยุติปัญหาที่จะตามมา
“ฉันขอตัวไปดูเด็ก ๆ ก่อนนะคะ” พูดจบก็รีบผละจากไปทันที
คำว่าลูกที่หลุดออกมาจากปากของธนวรรธน์ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่มันทำให้ณชญาดาหวั่นวิตกไม่น้อย ด้วยเกรงว่าเขาจะรู้ความจริงเกี่ยวกับกำเนิดของญาณิศา การรับมือเขาว่ายากแล้ว แต่นี่ยังต้องรับมือกับคู่หมั้นขี้หึงของเขาอีก ถือเป็นงานหนักเป็นสองเท่าสำหรับเธอเลยทีเดียว
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นณชญาดาพาฑีฆายุและญาณิศาเดินเข้ามาในห้องอาหาร
“ไงจ๊ะเด็ก ๆ ทำไมถึงมาช้านัก ปล่อยให้ผู้ใหญ่นั่งรอแบบนี้ไม่ดีนะ”
“ขอโทษด้วยนะคะที่เราทำให้ทุกคนต้องรอ” ณชญาดาเอ่ยปากขอโทษทุกคนแทนเด็ก ๆ
แต่วันวรุณไม่คิดจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ และธนวรรธน์รู้ทันเรื่องนั้นดี เขาจึงเป็นฝ่ายพูดตัดบทก่อนที่วันวรุณจะเอ่ยอะไรออกมา
“ไม่เป็นไร นั่งสิ”
หญิงสาวเดินไปนั่งที่เดิมโดยมีเด็ก ๆ นั่งถัดไป
“ลงมือกินกันเถอะ”
“เดี๋ยวสิคะพีท คุณจะไม่แนะนำให้เด็กสองคนนี้รู้จักวันหน่อยเหรอคะ”
“สำคัญด้วยเหรอ”
“สำคัญสิพอล สำคัญมากเลยล่ะ”
“ไม่ต้องเถียงกัน เด็ก ๆ ครับนี่ป้าวัน รู้จักกันไว้สิครับ”
ฑีฆายุและญาณิศายกมือไหว้วันวรุณด้วยความอ่อนน้อม
“แค่นี้เหรอคะพีท”
ธนวรรธน์ทุบโต๊ะเสียงดังจนเด็กน้อยทั้งสองตกใจ สะดุ้งกันไปตาม ๆ กัน
“พอได้แล้ววันวรุณ อยากให้แนะนำก็แนะนำแล้วไง ต้องการอะไรอีก”
น้ำเสียงห้วนสั้นของธนวรรธน์บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เขาเริ่มที่จะหงุดหงิดกับเรื่องจุกจิกหยุมหยิมพวกนี้เต็มที บรรยากาศในห้องอาหารตอนนั้นเริ่มจะมาคุ ทันทีที่อธนกฤตเห็นสีหน้าตกใจของพวกเด็ก ๆ ก็เลยเบนความสนใจของเด็กน้อยทั้งสอง ด้วยการเอ่ยชักชวนให้พวกเขาหันมาสนใจกับอาหารมากมายที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







