Masuk“อาว่าเรามากินกันดีกว่านะเด็ก ๆ อย่าไปสนใจเรื่องของผู้ใหญ่เขาเลย”
ณชญาดาดูแลตักอาหารให้ลูกสาวและหลานชาย พร้อมกับนั่งกินอาหารมื้อนั้นอย่างเงียบ ๆ เด็ก ๆ เองก็เช่นกัน ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ซึ่งต่างไปจากทุกครั้ง และก็เป็นวันวรุณอีกเช่นเคยที่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบเหล่านั้น ด้วยการหันไปเอ่ยกับธนวรรธน์ถึงความตั้งใจของตนเองต่อหน้าทุกคน
“วันคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่สักพักนะคะพีท”
ขนาดมาไม่นานยังสร้างความรำคาญได้มากขนาดนี้ ถ้าต้องอยู่ด้วยกันเห็นทีคงจะทนไม่ไหว ตอนแรกธนกฤตว่าจะนิ่งเงียบ แต่สุดท้ายก็ขาดความอดทนถึงกับต้องพูดแทรกขึ้น
“บ้านเธอก็มี ไร่เธอก็อยู่ติดกับไร่นี้ แล้วทำไมจะต้องมาค้างที่นี่ จะมาก่อปัญหาอะไรอีก”
“วันพูดกับพีทไม่เกี่ยวกับพอล แล้วถ้าวันจะมาพักอยู่ที่นี่ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลยนี่จริงไหม” วันวรุณมองอีกฝ่ายด้วยแววตาท้าทาย
“มาอยู่ในฐานะอะไร” เขาย้อนถามเสียงขุ่น
“ก็ฐานะคู่หมั้นของพีทไง และอีกไม่นานวันก็จะมาเป็นนายหญิงของที่นี่” ปากตอบธนกฤตแต่สายตากลับตวัดมองไปที่ณชญาดา เพื่อตอกย้ำให้อีกฝ่ายเห็นถึงสถานะที่สำคัญของตนเอง
“กลับไปพักบ้านของตัวเองง่ายกว่าไหม”
“พอได้แล้วพอล” ธนวรรธน์ปรามน้องชายเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปสั่งงานคนสนิทของวันวรุณ
“ช้อยไปจัดที่พักเรือนรับรองให้คุณวัน”
“เรือนรับรอง!” วันวรุณทวนคำด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ
“ใช่ อยากพักที่นี่ก็ตามใจแล้วไง อย่ามีปัญหา ถ้าไม่พอใจเรื่องที่พักก็กลับไป ไม่มีใครว่าอะไรหรอก”
วันวรุณชักสีหน้าไม่พอใจ และรู้สึกขุ่นเคืองที่ธนวรรธน์ไม่ให้ความสำคัญกับเธอเท่าที่ควร แถมยังพูดหักหน้าเธอต่อหน้าทุกคน
“แม่คะหนูอิ่มแล้ว” ญาณิศาเอ่ยทั้งที่อาหารในจานพร่องไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“พี่ซันล่ะครับ”
“อิ่มแล้วครับน้าดา” เด็กน้อยทั้งสองรวบช้อนส้อม
“ทำไมวันนี้กินน้อยจังครับ อิ่มจริงหรือเปล่า” ธนกฤตเอ่ยถามเด็กน้อยทั้งสอง เมื่อเห็นว่าพวกเขากินไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้น ซึ่งยังไม่น่าจะอิ่ม
ฑีฆายุและญาณิศาพร้อมใจกันพยักหน้าแทนคำตอบ บรรยากาศที่น่าอึดอัดทำให้ณชญาดาเอ่ยปากขอตัวพาเด็ก ๆ กลับไปที่ห้องพัก โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของใคร
“ไปค่ะเด็ก ๆ กลับห้องกัน”
เด็กน้อยทั้งสองเดินจูงมือกันเดินนำหน้า โดยมีณชญาดาเดินตามหลังไป ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น
ณชญาดาลอบผ่อนลมหายใจทันทีที่เดินพ้นออกมาจากบรรยากาศที่น่าอึดอัด ซึ่งทำให้ถึงกับกินข้าวไม่ลง สงสารก็แต่เด็ก ๆ ที่พลอยกินไม่ลงไปด้วย
“ทำไมวันนี้ลุงพีทดุจังคะแม่” ญาณิศาเอ่ยถามขณะที่กำลังเดินกลับขึ้นไปบนห้อง
“ลุงพีทแค่พูดเสียงดังเท่านั้นไม่มีอะไรหรอกลูก”
“แล้วป้าวันเขาเป็นใครคะ”
“เป็นคู่หมั้นของลุงพีทไงคะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับลูบศีรษะของลูกด้วยความเอ็นดู
“คู่หมั้นคืออะไร” เด็กน้อยย้อนถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็คู่รักกันไง แล้วก็จะต้องแต่งงานกันเหมือนพ่อกับแม่ของพี่”
ญาณิศามีสีหน้าที่ผิดหวังหลังจากได้ยินคำพูดของพี่ชาย
“ลุงพีทกับป้าวันเขาจะแต่งงานกันเหรอคะแม่”
ใบหน้าเศร้าหมองของลูกทำให้ณชญาดานิ่งงัน ไม่รู้จะตอบคำถามของลูกอย่างไรที่จะไม่ทำให้ลูกเจ็บปวด
“แม่ไม่รู้หรอกลูก แต่เราอย่าสนใจเรื่องนี้เลยนะ อีกไม่นานพวกเราก็จะได้กลับบ้านของเราแล้ว แม่จะรีบทำงานให้เสร็จเร็ว ๆ เราจะได้กลับบ้านกันไงดีไหม”
ญาณิศาพยักหน้าแทนคำตอบ แววตาของแม่หนูน้อยบ่งบอกถึงความผิดหวัง
ณชญาดารู้ดีว่าลูกเริ่มรู้สึกผูกพันกับธนวรรธน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ธนวรรธน์เองก็เช่นกัน คงเป็นเพราะสายใยแห่งความสัมพันธ์ของพ่อลูกที่ดึงดูดให้พวกเขาเข้าหากัน
สิ่งที่เธอเคยกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว และเธอก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยที่ไม่มีใครต้องเจ็บปวดกับการกระทำของเธอ แต่ตอนนี้ณชญาดาเลือกที่เบนความสนใจของเด็ก ๆ ก่อน
“ว่าแต่วันนี้ลูกกับพี่ซันกินน้อยจัง แม่ว่ายังไม่น่าจะอิ่มนะ เดี๋ยวแม่ลงไปทำแซนวิชมาให้กินกับนมดีไหมคะ”
“เยี่ยมไปเลยค่ะแม่ดา”
“หนูกับพี่ซันเล่นกันอยู่ในห้องนี้ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวแม่กลับมา”
เด็ก ๆ พยักหน้า ก่อนที่ณชญาดาจะเดินออกไปจากห้อง น้อยก็เดินเข้ามาพอดี เธอจึงฝากให้น้อยอยู่เป็นเพื่อนฑีฆายุและญาณิศา ส่วนตัวเธอจะลงไปทำแซนวิชให้เด็กน้อยทั้งสอง ซึ่งอีกฝ่ายก็รับปากแข็งขันว่าจะดูแลน้อง ๆ ให้เป็นอย่างดี
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







