เข้าสู่ระบบเมื่อพูดถึงเรื่องตกน้ำ สีหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวก็ดูแปลกไป เพราะในสายตาของคนนอก การที่จางเจิ้งเหอตกน้ำเป็นฝีมือของนาง เรื่องนี้นางไม่สามารถแก้ตัวได้ หนำซ้ำยังคงจำคำพูดที่เขาพูดข้างหูนางได้ เด็กหนุ่มที่ดูอ่อนแอนั้นไม่ได้ไร้พิษภัยอย่างที่คนอื่นเห็น
“ตอนนั้นท่านโหวผู้เฒ่าเป็นห่วงร่างกายของคุณชายรองมาก จึงเดินทางลงใต้ด้วยตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมีข่าวลือว่าคุณชายรองมีชะตาอาภัพและจะอายุสั้น ดังนั้นในเมืองหลวง ด้วยร่างกายของคุณชายรองและข้อกำหนดของคุณชายใหญ่ ทำให้หาคู่ที่เหมาะสมได้ยาก การแต่งงานจึงต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ”
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่เชื่อว่าคนหน้าตาดีอย่างจางเจิ้งเหอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน นางจำได้ คังหมัวมัวเคยพูดไว้ว่าผู้ชายที่มีใบหน้าเหมือนผู้หญิงจะมีชะตาชีวิตดี ดังนั้นชะตาของจางเจิ้งเหอจะต้องไม่แย่แน่ๆ
“คุณชายใหญ่กับท่านโหวผู้เฒ่าต่างก็รักคุณชายรอง และอยากหาคู่ที่ดีให้ การแต่งงานจึงถูกเลื่อนออกไปหลายปี แต่ตอนนี้กลับมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับคุณชายใหญ่ เขาเป็นรองแม่ทัพที่พี่ชายของข้าให้ความเคารพมากที่สุด ถึงแม้จะเกิดในตระกูลขุนนาง แต่เพราะบิดาเสียชีวิตไปแต่เด็ก เขาจึงรู้ว่าหากพึ่งพาท่านปู่ที่แก่ชรา จวนโหวจะต้องตกต่ำอย่างแน่นอน เขาจึงขอออกจากเมืองหลวงด้วยตัวเอง อยากสร้างเกียรติยศและความรุ่งเรืองให้กับจวนโหว ถึงแม้จะแต่งงานมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีลูก”
“เมื่อไม่กี่วันก่อน มีคนจากชายแดนส่งข่าวมาว่า คุณชายใหญ่ได้นำทหารกับม้าจำนวนหนึ่งเดินทางเข้าไปในทะเลทราย แล้วหายสาบสูญ ถ้าเขาเป็นอะไรไป ตำแหน่งทายาทจวนโหวจะตกอยู่กับคุณชายรอง แต่ร่างกายของคุณชายรองไม่ค่อยสู้ดี ถ้าเขาเป็นอะไรไป เรือนใหญ่ของจวนโหวก็จะแย่ ฮูหยินโหวผู้เฒ่าจึงเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณชายใหญ่และห่วงเรื่องทายาทของเรือนใหญ่ด้วย จึงฟังความเห็นของเรือนรอง และให้เรือนรองจัดการเรื่องแต่งงานให้คุณชายรองกับคุณหนูสามของตระกูลจ้าว”
การแต่งงานที่ดูเหมือนจะเป็นไปตามสถานการณ์ แต่จริงๆ แล้วกลับเต็มไปด้วยแผนการมากมาย ร่างกายของจางเจิ้งเหออ่อนแอ การแต่งงานกับผู้หหญิงที่ไม่รู้จักความและสร้างแต่ปัญหาอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนกับการเพิ่มความทุกข์ให้เขา โดยหวังว่าเขาจะไปพบกับยมบาลในเร็ววัน
“หากคุณชายใหญ่เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ และคุณชายรองก็ไม่อยู่แล้ว จวนโหวจะตกอยู่ในมือของเรือนรองทันที”
เยว่ฉีอวิ๋นยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไร
มองเยว่ฉีอวิ๋น จ้าวเยี่ยนเจียวก็รู้สึกไม่พอใจ “ตระกูลเยว่และตระกูลโหลวเป็นเพื่อนกันมานาน คุณชายรองก็เป็นคนที่คุณชายสามเห็นมาตั้งแต่เด็ก เป็นไปได้หรือที่ท่านจะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ?”
“เจียวเจียว” เยว่ฉีอวิ๋นไม่ได้โกรธกับการกล่าวหาของจ้าวเยี่ยนเจียว เขากลับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นเรื่องภายในของจวนโหว ไม่ต้องพูดถึงว่าการที่ข้ายื่นมือเข้าไปช่วยนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่จะช่วยได้นานแค่ไหน? เมื่อก่อนคุณชายรองมีคุณชายใหญ่คอยปกป้อง แต่ถ้าคุณชายใหญ่กลับมาไม่ได้จริงๆ ในอนาคตคุณชายรองก็ต้องพึ่งพาตัวเอง”
“แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป คุณชายรองดูเหมือนจะอ่อนโยน แต่จริงๆ แล้วเขามีความคิดเป็นของตัวเอง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเขา การแต่งงานนี้ดูเหมือนจะแน่นอนแล้ว แต่ความจริงอาจไม่ใช่ก็ได้ ซึ่งเรือนรองของตระกูลจ้าวก็อาจไม่พอใจที่จะให้บุตรสาวตัวเองแต่งงานกับคุณชายรองก็ได้”
จ้าวเยี่ยนเจียวเงียบไป จ้าวเยี่ยนเจียวไม่พอใจกับการแต่งงานนี้จริงๆ เพราะนางเป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกตามใจมาตลอด ฮูหยินเว่ยรักจ้าวซิ่นมาก จะยอมให้บุตรสาวสุดที่รักต้องกลายเป็นหม้ายหลังจากแต่งงานได้อย่างไร? การที่สามีตายและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว สิ่งเดียวที่จะได้รับก็คือป้ายเกียรติยศ แต่ก็เป็นแค่สิ่งของที่ไม่มีชีวิต ฮูหยินเว่ยเองก็เป็นหม้ายมาครึ่งชีวิตแล้ว จะยอมให้บุตรสาวต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันได้อย่างไร การที่เฉินมามาออกมาตามหาคนในหงเสีย และวันนี้ก็มาเจอกับจ้าวเยี่ยนเจียวในวัดผู่ถัวดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เบื้องหลังจะต้องมีฝีมือของฮูหยินเว่ยแน่นอน”
“ร่างกายของคุณชายรองไม่ดีจริงๆ หรือเจ้าคะ?” จ้าวเยี่ยนเจียวคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาอาจจะดูผอมไปบ้าง ใบหน้าซีดเซียวไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นคนที่ใกล้จะตาย
“เรื่องนี้ก็พูดยาก”
จ้าวเยี่ยนเจียวมองรอยยิ้มที่คลุมเครือของเยว่ฉีอวิ๋น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะในรถม้าอึดอัดเกินไป หรือเป็นเพราะในใจวุ่นวายไปหมด ทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งตัว
ตอนนี้นางอยากจะหาอะไรมาเคี้ยวเล่น ยามเครียดนางก็อยากกินเพื่อผ่อนคลาย ยามที่นางโกรธก็ยิ่งอยากกินเพื่อระบายความโมโห
นางหยิบถุงผ้าออกมา ภายใต้สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นที่ดูเหมือนจะถามว่า ‘เจ้าจะกินอีกแล้วหรือ’ โดยไม่ต้องเอ่ยปาก นางก็เทเกาลัดที่อยู่ข้างในออกมา บีบอย่างแรงแล้วโยนใส่ปากอย่างไม่พัก...
“คุณหนู มีคนอยากจะพบคุณหนูเจ้าค่ะ”
จ้าวเยี่ยนเจียวเลิกคิ้ว “ใคร?”
“คนจากตระกูลจ้าวเจ้าค่ะ นอกจากแม่นมคนที่เคยเจอที่วัดผู่ถัวแล้ว ยังมีฮูหยินอีกคนหนึ่งด้วยเจ้าค่ะ ดูท่าทางมีฐานะ”
หรือว่าฮูหยินเว่ยมาเอง?! จ้าวซิ่นช่างเป็นแก้วตาดวงใจของฮูหยินเว่ยจริงๆ ถึงขั้นมาหานางซึ่งเป็นบุตรสาวอนุที่ตายไปแล้วด้วยตัวเอง
“คนอยู่ไหน?”
“ที่ห้องจู๋จื้อ[1]เจ้าค่ะ”
ห้องส่วนตัวในหงเสียแบ่งออกเป็นสามระดับ ห้องเหมยฮวา[2]เป็นห้องส่วนตัวชั้นสองที่อยู่ตรงกลางเวที ราคาจึงสูงที่สุด ตามมาด้วยห้องหลานฮวา[3]และห้องจู๋จื้อที่อยู่ด้านข้าง ห้องส่วนตัวเหล่านี้มีราคาสูงและต้องจองล่วงหน้า แสดงว่าฮูหยินเว่ยคิดจะมาหานางไม่ใช่เรื่องที่คิดได้แค่วันสองวัน
“คุณหนู คนของตระกูลจ้าวมาหาแบบนี้ จะต้องบอกผู้อาวุโสหรือคุณชายสามเยว่หรือไม่เจ้าคะ?”
[1] อักษรไผ่
[2] ดอกบ๊วย
[3] ดอกกล้วยไม้
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







