Share

เขาสำคัญกว่าของกิน

last update Last Updated: 2026-01-28 11:48:43

รถม้าจอดที่เรือนตะวันออก เยว่ฉีอวิ๋นก้าวเข้าไปในห้องอุ่นอย่างรวดเร็ว ฤดูหนาวมาถึงแล้ว อากาศเย็นจัดแต่ในห้องมีเตาผิงทำให้รู้สึกอบอุ่นมาก

จางเจิ้งเหอกำลังพลิกหนังสืออ่านอยู่บนเตียงด้วยท่าทางสบายใจเป็นอย่างยิ่ง

เยว่ฉีอวิ๋นเห็นดังนั้นก็รู้สึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พรุ่งนี้จะแต่งงานอยู่แล้ว แต่เด็กคนนี้กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมจ้าวเยี่ยนเจียวก็ยังอยู่ที่นี่อีกด้วย!

บนโต๊ะกลมในห้องมีขวดโหลวางอยู่เต็มไปหมด เขาเหลือบมอง รู้ว่านางกำลังทำเครื่องสำอาง “พรุ่งนี้จะแต่งงานแล้ว เจ้าไม่อยู่ที่หงเสียแล้วมาทำอะไรที่นี่?”

“คุณชายรองบอกว่าร่างกายไม่ค่อยสบาย ข้าก็เลยมาดูเขา แล้วก็อยู่เป็นเพื่อนคุยเล่นคลายเหงากับเขา”

ได้ยินน้ำเสียงที่ดูเป็นเรื่องปกติ เยว่ฉีอวิ๋นก็อดกลอกตาไม่ได้ นึกถึงตลอดช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขายุ่งอยู่กับการจัดเตรียมทุกอย่าง แต่งิ้วตัวเอกสองคนกลับลอยตัวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เหมือนกับว่าคนที่กำลังจะแต่งงานไม่ใช่ตัวเอง

เยว่ฉีอวิ๋นเยาะเย้ยจางเจิ้งเหอ หมอนี่แค่ทำท่าทางอ่อนแอเท่านั้น ร่างกายจริง ๆ นั้นแข็งแรงดีมาก ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเขามันช่างหลอกคนได้ง่ายเหลือเกิน เขาก็แค่ดูเหมือนคนป่วย แต่ร่างกายของเขาแข็งแรงดี

เขาไม่ได้คิดเปิดโปงอะไร เพราะจ้าวเยี่ยนเจียวไม่ใช่คนโง่ คนหนึ่งเต็มใจตี อีกคนก็เต็มใจให้ตี เขาจะทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองไปทำไม

“อีกสามวันหลังค่อยกลับเมืองหลวง เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร?” วันนี้เขามาเพื่อปรึกษาเรื่องการกลับเมืองหลวงหลังจากแต่งงานแล้ว

จ้าวเยี่ยนเจียวตั้งใจฟัง นางทำชาดด้วยน้ำผึ้งอย่างขยันขันแข็ง แถมยังชิมเป็นครั้งคราว

จางเจิ้งเหอเงียบไปครู่หนึ่งจึงถามกลับว่า “รถม้าที่ข้าต้องการเตรียมพร้อมหรือยัง?”

เยว่ฉีอวิ๋นจ้องเขา “ถ้าไม่ใช่เพราะฮูหยินผู้เฒ่าพูดขึ้นมา ข้าก็ไม่อยากจะสนใจเจ้า!”

จางเจิ้งเหอไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ เพียงแต่พูดว่า “ดังนั้นรถม้าก็พร้อมแล้วใช่หรือไม่?”

“ใช่” เยว่ฉีอวิ๋นกัดฟันพูด          

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับเมืองหลวงในอีกสามวัน”

“ข้าจะกลับไปพร้อมกับเจ้าด้วย”

คราวนี้จางเจิ้งเหอเป็นฝ่ายมีอารมณ์ขึ้นมาบ้าง เขาเลิกคิ้วมองเยว่ฉีอวิ๋น

“เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าครึ่งปีที่ผ่านมาเจ้าทำอะไรที่หยางโจว” เยว่ฉีอวิ๋นแค่นเสียง “หึ” ออกมา

ในตอนที่สืบทรัพย์สินส่วนตัวของจางเจิ้งเหอ เยว่ฉีอวิ๋นก็บังเอิญพบว่าจางเจิ้งเหอไปพักที่บ้านของตระกูลเว่ยเพื่อรักษาตัว แต่ความจริงแล้วก็เป็นการไปสืบหาหลักฐานความผิดของผู้ตรวจการเกลือ เขาบอกไม่ถูกว่าเด็กคนนี้มั่นใจเกินไปหรือโง่เง่าเกินไป กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยมีเพียงหลี่ต้าจ้วงที่ดูทึ่มทื่ออยู่ข้างกาย เขาไม่กลัวเลยหรือว่าถ้าข่าวหลุดออกไปแม้เพียงนิดเดียว เขาก็จะตายไปเงียบๆ

เมื่อเขารู้เรื่องนี้ แน่นอนว่าจะไม่ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจอีกต่อไป

“เมื่อมีข้า คุณชายสามเยว่เดินทางไปด้วย ก็ไม่มีใครกล้าคิดร้าย เจ้าจะปลอดภัยตลอดทาง”

“คุณชายสามเยว่ดูมั่นใจมาก”

“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”

“เกรงว่าถึงแม้จะมีท่านอยู่ คนที่จะลงมือก็ยังคงลงมืออยู่ดี”

ความรู้สึกที่ถูกเด็กรุ่นน้องดูถูกนั้นไม่ใช่เรื่องดี เยว่ฉีอวิ๋นจ้องเขา เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของจ้าวเยี่ยนเจียวเขาก็รู้สึกเสียหน้ามากกว่าเดิม เขาเหลือบมองไป เห็นว่านางไม่ได้ทำชาด แต่กำลังนั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับกระปุกน้ำผึ้ง ราวกับกำลังดูงิ้วพร้อมกับกินไปพลางดูไปพลาง

มุมตาของเขากระตุก มองน้ำผึ้งที่ถูกกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง “เจ้ากำลังทำงานหรือกำลังกินอยู่?”

“ทำทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ” จ้าวเยี่ยนเจียวเลียริมฝีปาก ตอบอย่างไม่รู้สึกผิดสักนิด

“ดูท่าทางเจ้าแล้ว ตอนนั้นที่เจ้าเรียนทำเครื่องสำอางกับคังหมัวมัว ไม่ใช่เพราะเจ้ามีพรสวรรค์ แต่เพราะมีของกินใช่หรือไม่?”

เยว่ฉีอวิ๋นแค่พูดไปอย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าจะถูกเผง จ้าวเยี่ยนเจียวยอมรับตรงๆ อย่างหน้าไม่อาย “ใช่เจ้าค่ะ ก็เพราะมีของกินจริงๆ”

นางยังจำได้ว่าตอนแรกนางไม่มีความสนใจในการทำเครื่องสำอาง คังหมัวมัวสอนนาง นางก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนมากนัก แต่สุดท้ายนางกลับพบว่านมและน้ำผึ้งที่ใช้ทำอวี้หรงส่านทาหน้า และแบะแซ[1]ที่ใช้ทำชาดนั้นอร่อยมาก นางจึงยอมที่จะเรียนกับคังหมัวมัว พูดง่ายๆ ก็คือนางเป็นคนตะกละ แต่ก็ต้องขอบคุณความตะกละของตัวเองที่ทำให้นางมีฝีมือทางด้านนี้ติดตัวมา

เยว่ฉีอวิ๋นยกมือขึ้นกุมหน้าผากอย่างจนปัญญา เขาหันไปมองจางเจิ้งเหอที่กำลังมองจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างเงียบๆ ส่ายหัวถามว่า “ด้วยนิสัยแบบนี้ของนาง เจ้าไม่กลัวหรือ?”

จางเจิ้งเหอยิ้ม “บ้านข้ารวย มีกินมีใช้ ไม่กลัวว่านางจะไม่มีกิน”

จ้าวเยี่ยนเจียวก็ยิ้มตาหยีทันที

มองไปที่ทั้งสองคน เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวสั่น นี่มันความรักที่ทำให้ตาบอดชัดๆ

“เอาล่ะ ข้ายอมแพ้พวกเจ้าแล้ว เจียวเจียว เจ้าไปเก็บของเร็วเข้า” เยว่ฉีอวิ๋นกล่าวว่า “ข้าจะไปส่งเจ้ากลับ พรุ่งนี้จะแต่งงานแล้ว ยังอยู่ที่นี่อีก ไม่กลัวคนอื่นจะนินทาเอาหรือ?”

“แค่สามีของข้าไม่สนใจก็พอแล้ว ทำไมข้าต้องไปสนใจคนอื่นด้วย?”

ได้ยินคำว่า ‘สามี’ ที่นางเรียกอย่างคล่องปาก เยว่ฉีอวิ๋นก็ถึงกับพูดไม่ออก เขารู้ว่าจ้าวเยี่ยนเจียวใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่การที่นางทำได้ขนาดนี้โดยไม่ถูกใครตำหนิ ก็ทำให้คนได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ

“เอาที่เจ้าสบายใจ ข้าไม่สนแล้ว” เยว่ฉีอวิ๋นส่ายหัวปล่อยให้นางทำตามใจ

เมื่อเขาเดินจากไป จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบเดินไปหาจางเจิ้งเหอ “จะไปในอีกสามวันจริงๆ หรือ?”

จางเจิ้งเหอพยักหน้า ยื่นมือไปลูบแก้มของนาง “ไม่อยากจากกันหรือ?”

“แน่นอนว่าไม่อยากเจ้าค่ะ โดยเฉพาะท่านป้าที่ไม่ได้ไปกับข้า”

“หยางโจวกับเมืองหลวงก็ไม่ไกล นั่งรถม้าเพียงเจ็ดวันก็ถึงแล้ว ถ้าเดินทางทางน้ำก็จะเร็วกว่า ถ้าเจ้าคิดถึงป้าของเจ้าก็กลับมาเยี่ยมบ่อยๆ ได้”

จ้าวเยี่ยนเจียวรู้เรื่องนี้ดี ถึงแม้นางจะมีนิสัยแข็งกร้าว แต่เมื่อเจอเรื่องที่ฉินเยว่ยืนกราน นางทำได้แค่ยอมแพ้ นางยกเอาชาดที่เพิ่งทำเสร็จบนโต๊ะขึ้นมาและชี้ไปที่ริมฝีปากของตัวเอง “ใส่ดอกพุดตาลลงไปด้วย สีนี้สวยไหมเจ้าคะ?”

เขาเอียงหัวมองริมฝีปากสีชมพูสดใสของนาง ยื่นมือออกไปลูบเบาๆ

“อย่าเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านจะลบ...”

นางยังพูดไม่จบ ริมฝีปากของนางก็ถูกจูบอย่างอ่อนโยน จูบนี้ไม่มีการบังคับใดๆ มีแต่ความอ่อนโยนและความรัก

“หวานมาก” เขาได้ลิ้มรสน้ำผึ้ง ความรักใคร่เริ่มหยั่งรากลึกลงในใจเขา ทำให้หัวใจเต็มตื้น

"ท่านก็หวานมาก หวานกว่าน้ำผึ้งที่ข้าใช้ทำเสียอีก”

รอยยิ้มมุมปากของจางเจิ้งเหอยิ่งกดลึกขึ้น นี่หมายความว่าในใจของนาง เขาสำคัญกว่าของกิน ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ

[1] แบะแซ หรือเรียกอีกอย่างว่านํ้าเชื่อมกลูโคส ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติหลายอย่าง เช่นแป้งข้าวโพด มันสำปะหลัง มันฝรั่ง นิยมนำมาทำขนม

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   ในที่สุดเขาก็กลับมา

    ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   แม่ทัพใหญ่จวนกั๋วกง

    “เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   ความสุข

    ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   เจียวเจียวเป็นคนมีวาสนา

    ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   สูญเสีย

    คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร

  • เจียวเจียวผู้นี้วาสนาดีกว่าใคร   ข่าวคุณชายใหญ่จวนโหว

    ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status