로그인เสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกทำให้เฉินซินเยว่ลืมตา
นางขยับตัวลุกเพราะไม่คิดว่าตัวเองฟังผิด กระท่อมของนางนับเป็นสถานที่ต้องห้ามของคนในหมู่บ้าน ทั้งนี้ก็เพราะใบหน้าของนางมีปานรูปจันทร์เสี้ยว ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างก็คิดว่านั่นเป็นตราของปีศาจ เป็นตราแห่งความชั่วร้ายที่มีแต่ความอัปมงคล
เงาความเคลื่อนไหววูบเข้ามาใกล้ แต่หญิงสาวเพียงร้องได้เสียงหนึ่ง ผ้าผืนหนากลับถูกปิดลงมา นางได้แต่ดิ้นรนขลุกขลัก ในใจหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ
เสียงซุบซิบกันของบุรุษหลายคน ทำให้นางตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด กระทั่งกลิ่นจางๆ บางอย่างบนผ้ากระสาเข้าจมูก สติของเฉินซินเยว่ก็ดับวูบ
บทสนทนาเลือนรางที่นางได้ยิน ทำให้นางได้แต่รู้สึกอดสู
“ไม่ผิดตัวแน่หรือ”
“จะผิดตัวได้อย่างไร ไม่เห็นจันทร์เสี้ยวนั่นหรือ”
“แต่...มิใช่ว่านางเป็นสตรีอัปลักษณ์หรอกหรือ”
“จะรู้ได้อย่างไร ไม่เคยมีใครเข้ามาพบปะและพูดคุยกับนางเสียหน่อย เรื่องที่นางเป็นสตรีอัปลักษณ์ก็พูดต่อๆ กันมาทั้งนั้น”
“นั่นสินะ หากไม่นับว่าปานนั่นเด่นชัด เสี้ยวหน้าอีกข้างของนาง...นี่มิใช่โฉมสะคราญผู้หนึ่งหรอกหรือ”
“เฮ้อ...ช่างน่าเสียดาย นางชื่ออะไรนะ”
“นางแซ่เฉิน มีนามว่าซินเยว่”
“ซินเยว่ ...เยว่เอ๋อร์ เจ้าก็อย่าแค้นเคืองชาวบ้านเลยนะ เจ้ามีตราของปีศาจ อย่างไรเขาก็ต้องมารับเจ้าอยู่แล้ว ไปเร็วหน่อยภัยแล้งจะได้หายไปด้วย ถือเสียว่าทำเพื่อส่วนรวมเถิด”
นางนะหรือต้องทำเพื่อส่วนรวม
...ส่วนรวมที่ไม่เคยไยดีนาง ทอดทิ้งนางเอาไว้ให้เผชิญความเป็นความตายตามลำพัง มาบัดนี้กลับเรียกร้องให้นางเอาชีวิตไปสังเวยให้ปีศาจแห่งขุนเขา
ช่าง...น่าขันสิ้นดี
ยาสลบที่ใช้มีฤทธิ์อ่อนๆ ดังนั้นเฉินเยว่ซินจึงรู้สึกตัวขึ้นมา และพบว่ารอบกายของนางนั้นมีเพียงความมืด ชาวบ้านเหล่านั้นเปลี่ยนชุดให้นาง ทั้งยังใช้เกี้ยวยกนางขึ้นมาทิ้งเอาไว้บนเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
หลายครั้งที่นางเคยได้ยินท่านลุงและท่านป้าเล่าให้ฟังมาก่อน การบูชายัญเทพเจ้าและหมาป่าแห่งจิ่วซาน หญิงสาวในหมู่บ้านจะถูกจับอาบน้ำแต่งชุดเจ้าสาว จากนั้นจะถูกนำขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาส่งในป่าลึกบนหุบเขาจิ่วซาน หุบเขาที่หากไม่รู้จักเส้นทางก็ง่ายแก่การหลง
ลูบคลำไปยังแขนเสื้อ สัมผัสนิ่มลื่นมือทำให้นางยิ้มขื่น ชาวบ้านเหล่านั้นใจกว้างถึงเพียงนี้ ถึงกับตัดชุดเจ้าสาวด้วยแพรพรรณอย่างดี เช่นนี้แล้วนางควรจะขอบคุณใช่หรือไม่
ก้าวออกมาจากเกี้ยวเจ้าสาว ด้านนอกที่มีเพียงความเงียบงัน หาได้ทำให้เฉินซินเยว่หวาดกลัว นางอยู่กับความเงียบงันมานาน นานพอที่จะเคยชินและไม่หวั่นหวาดโดยง่าย หากแต่ในป่าลึกนี้ไม่เหมือนกัน
ที่นี่ไม่ได้มีเพียงความเงียบงัน หากแต่ยังมีเสียงของสรรพสัตว์ที่ออกล่าในยามค่ำคืน เสียงคำรามแผ่วเบามาแต่ไกล รวมไปถึงความรู้สึกราวกับถูกจ้องมอง ทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ
อากาศหนาวเหน็บไม่อาจทำร้ายนางได้ ชุดเจ้าสาวสีแดงที่ตัดเย็บมาอย่างดี ช่วยนางได้ในระดับหนึ่งหากเทียบกับชุดที่นางสวมเข้านอนก่อนหน้านี้
แกร๊ก!!
เสียงกิ่งไม้แตกหักทำให้หญิงสาวหันขวับไปมองด้านหลัง นางหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
จิ่วซานแห่งนี้นางขึ้นมานับครั้งได้ เพราะลึกๆ แล้วยังคงหวั่นเกรงต่อความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน ความเชื่อเรื่องปีศาจแห่งความมืด ซึ่งสิงสถิตอยู่บนจิ่วซานแห่งนี้
หลายปีที่ผ่านหญิงสาวมากมายถูกส่งขึ้นมา ทุกคนล้วนหายตัวไปอย่างลึกลับ หากเรื่องปีศาจแห่งความมืดไม่ใช่เรื่องจริง แล้วสตรีเหล่านั้นเล่าหายไปไหน
ไร้ศพ ไร้ผู้พบเห็น หายไปอย่างไร้ร่องรอย…
เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาทุกทิศทุกทาง ทำให้เฉินซินเยว่ตัวสั่น เสียงนี้หาใช่เสียงของมนุษย์ นางอยู่ใกล้ทางขึ้นเขา แน่นอนย่อมรู้จักสัตว์ป่ามากมาย
เสียงที่ห้อมล้อมนางในยามนี้แน่นอนว่าจะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกจากจิ้งจอกแห่งขุนเขา สัตว์นักล่าที่ออกล่าเหยื่อเป็นฝูง
เมื่อพบกับนักล่าในยามค่ำคืนเช่นนี้ นางมีเพียงต้องก่อกองไฟเพราะกลัวไฟ หากแต่นางจะจุดอย่างไรเล่า เพราะแม้แต่เวลาจะตั้งสติก็แทบจะไม่มี
ร่างเล็กก้าวถอยหลัง มือควานไปหาเกี้ยวที่เพิ่งจะก้าวออกมา แต่เฉินซินเยว่ได้แต่ก่นด่าตัวเอง ชุดเจ้าสาวสีแดงทำให้นางสะดุดล้มคะมำไปด้านหน้าอย่างแรง
ย่างก้าวที่ให้ความหวามหวิว เพราะจุดประสานยังคงแนบชิด จังหวะการเดินที่เขาจงใจโยกขยับบดเบียดความอ่อนนุ่ม ทำให้เฉินซินเยว่ครวญเสียงหวานนางโอบแขนทั้งสองข้างกับลำคออีกฝ่าย ริมฝีปากตอบรับจุมพิตของเขาอย่างยินดี เมื่อไปถึงโขดหินหลางจวินวางท่อนขาข้างหนึ่งของนางลง กระชับท่อนขาอีกข้างของนางให้โอบรอบเอวสอบมือใหญ่รั้งข้อมือเล็กขึ้นพันธนาการไว้เหนือศีรษะ กดสะโพกเพื่อโจนจ้วงเข้าหานุ่มเนื้ออุ่นที่เต้นตุบ ด้วยท่วงท่านี้เขาจึงรู้สึกว่าทั้งสองสามารถเติมเต็มให้แก่กันและกันอย่างลึกล้ำดังใจหมายอกแกร่งบดเบียดอกอิ่ม มือใหญ่เลื่อนไปนวดเฟ้นท่อนขาที่โอบกระชับ จากนั้นปลายนิ้วจึงเลื่อนไปลูบไล้จุดเชื่อมประสาน กระทั่งยื่นเข้าไปคีบปุ่มเนื้ออ่อนนุ่มที่ไวต่อสัมผัสเฉินซินเยว่อ้าปากหอบหายใจ นางสบตาคมดุอย่างหลงใหล จังหวะโจนจ้วงลึกล้ำ บวกกับปลายนิ้วที่ไล้วนปุ่มกระสัน ผนึกให้ความเสียวซ่านยิ่งถาโถมนางกรีดร้องอย่างลืมอายในยามที่เขากระทั้นกายเข้าหาด้วยจังหวะถี่ยิบ เสียงเนื้อแท้ซึ่งกระแทกกระทบดังระงมผสานเสียงครวญและเสียงคำรามด้วยความพึงพอใจข้อมือน้อยถูกปลดปล่อยเพราะหลางจวินเลื่อนมืออีกข้างลงมากอบกุมอกนุ่มหยุ่น เขาไล้ปลาย
“ใช่ ที่นั่นมีเรือนพักเดิมของข้าอยู่ ข้าเพิ่งให้คนซ่อมแซมเสร็จ อยู่ด้านหลังตำหนักจันทรานี่เอง” เขาอมยิ้มจากนั้นจึงพานางเดินลงจากเขาไปขึ้นม้าน้ำพุร้อนที่หลางจวินเอ่ยถึง เป็นน้ำพุร้อนจากธรรมชาติซึ่งหาได้ยากยิ่ง ท่ามกลางป่าเขาที่โอบล้อม มีน้ำพุร้อนขนาดเล็กอยู่จริงๆ มองดูธารน้ำที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกสร้างขึ้น ทำให้เฉินซินเยว่หันไปสบตากับหลางจวินเป็นเชิงถาม“แช่น้ำพุร้อนโดยตรงไม่ได้ น้ำร้อนเกินไป ข้าให้คนเบี่ยงเส้นทางน้ำทั้งสองสาย หนึ่งร้อน หนึ่งเย็น แยกออกมาจนเป็นบ่อเล็กๆ เจ้าจะได้ลงไปแช่ได้โดยไม่ต้องกังวล”นางนั่งลงก่อนวักน้ำขึ้นมา ราวกำลังทดสอบว่าน้ำร้อนเกินไปหรือไม่ ซึ่งก็เป็นดังที่เขาบอก น้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกันนั้น เกิดเป็นน้ำอุ่นกำลังพอดีสำหรับลงไปนั่งแช่เพื่อผ่อนคลายเฉินซินเยว่มองดูท่าทีกระตือรือร้นปรนนิบัตินางลงแช่น้ำ ก่อนที่หลางจวินจะลงมือถอดเสื้อผ้าตนพร้อมกับเดินลงมานั่งข้างๆ นาง ความคิดหนึ่งทำให้นางหรี่ตามองเขา“อะไรหรือ” เขาเอ่ยถามนางเมื่อมองเห็นแววหวาดระแวงในดวงตาคู่สวย“ทำเช่นนี้เพื่อหวังเอาใจข้า มิใช่ว่าทำเรื่องใดผิดต่อข้าหรอกนะเจ้าคะ”หลางจวินหัวเราะ “มิใช่เช่นนั้นแน
เสียงทารกร้องไห้จ้าทำเอาหลางจวินสะดุ้ง เขารีบอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้น ก่อนจะมองไปยังเตียงนอนด้วยสายตาหวาดระแวง กระนั้นเมื่อมองเห็นว่าเฉินซินเยว่ยังคงนอนหลับ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกมองไปยังเปลนอนอีกอัน เจ้าเด็กน้อยอีกคนจ้องมองเขาตาแป๋ว แต่อีกคนที่เขาอุ้มขึ้นมากลับน้ำตาคลอหน่วย “อ้ายเล่อเจ้าไม่ง่วงหรือ ดูสิพี่สาวของเจ้าแม้ไม่นอน แต่นางยังไม่ส่งเสียงรบกวนท่านแม่เลย อ้ายซินช่างเป็นเด็กดี”เฉินซินเยว่ให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิงตัวอ้วนท้วนเมื่อสามเดือนก่อน แฝดผู้พี่เป็นทารกหญิง มีนามเรียกขานว่าอ้ายซิน แฝดผู้น้องเป็นทารกเพศชาย มีนามเรียกขานว่าอ้ายเล่อ ทั้งสองเป็นเด็กที่สมบูรณ์และแข็งแรงมากอย่างที่เขาวาดหวังแต่ถึงอย่างนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอทั้งสองอายุครบสามเดือนกลับงอแงไม่เลิก เฉินซินเยว่รับมือจนเหนื่อยล้า เขาสงสารผู้เป็นฮูหยินจึงอาสาดูแลสองแฝด จากนั้นก็ปล่อยให้นางนอนหลับพักผ่อน“อ้ายซิน อ้ายเล่อลูกพ่อ เจ้าสองคนเป็นเด็กดีให้แม่ของเจ้าได้นอนสักหลายๆ ชั่วยามเถิดนะ นางไม่ได้นอนเลยเมื่อคืน หากเชื่อฟังพ่อ โตขึ้นอีกหน่อยพ่อจะพาไปเที่ยวดีหรือไม่”ได้ผลเด็กทั้งสองจ้องเขาตาแป๋ว ทั้งยั
นางเงยหน้าสบตาเขา “ท่านไม่คิดถึงข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเบา“แต่...ข้ากลัวว่าจะรุนแรงกับเจ้าเกินไป กลัวว่าเจ้ากับลูก...”“ข้าเชื่อใจท่าน”ประโยคนั้นทำให้หลางจวินชะงักเฉินซินเยว่ขยับเข้าไปใกล้เขาอย่างใจกล้า มิใช่มีเพียงเขาที่ปรารถนาแนบชิด นางเองก็คิดถึงเขาเหลือเกิน...สองแขนสอดเข้าไปรั้งเอวอ่อนเข้าหาตัว หลางจวินตอบรับจุมพิตของนางช้าๆ เลื่อนตัวขึ้นนั่งพร้อมกับช่วยนางแกะสายคาดเอว“หากรู้สึกไม่ดีเจ้าต้องรีบบอกข้า” ลมหายใจของเขาแตกพร่า ความต้องการตื่นตัวขึ้นจนรู้สึกอึดอัด ยิ่งในยามที่ฉินซินเยว่ขยับขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก เขาก็ยิ่งหัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิดหลางจวินกางท่อนขาออกเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพื่อให้นางได้นั่งบนตักได้สบายขึ้น ทั้งสองต่างคนต่างก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกันออกอย่างลนลาน จากนั้นหลางจวินก็รั้งใบหน้างามเข้าหาจุมพิตเร่าร้อนรุกเร้า ทำให้ทั้งสองหอบหายใจเสียงพร่า อ้อมกอดที่โหยหากันและกัน ในที่สุดก็ได้รับการเติมเต็ม ผิวกายเนียนมือของเฉินซินเยว่ ทำให้หลางจวินครางออกมาด้วยความพอใจ เขาลูบไล้สัมผัสด้วยความหลงใหล จากนั้นจึงก้มหน้าครอบครองปลายยอดที่ดุนดันแผ่นอกของเขาอย่างเร่าร้อนเฉิน
ปลายนิ้วลูบไล้ตัวยาสมานแผลอย่างเบามือ ใบหน้าของนางเคร่งเครียดจนหลางจวินอดคว้ามือของนางเอาไว้ไม่ได้ “ไม่เป็นไรไม่เจ็บแล้ว ผู้ปกปักสิ้นใจในบ้านข้าถึงสองคน แน่นอนว่าข้าย่อมถูกลงโทษ อีกทั้งพวกเขายังเป็นสหายของข้า”“แต่นั่นมิใช่ความผิดท่าน” เช่นกันกับเรื่องอื่น...นางไม่ได้พูดประโยคถัดมา เพราะน้ำตาไหลรินสองข้างแก้ม “ท่านไม่จำเป็นต้องแบกรับความผิดทุกอย่างเอาไว้เพียงคนเดียว”“สงสารข้าหรือ”เขาเงยหน้ามองนาง ทั้งยังรวบร่างที่ยืนร้องไห้ตัวสั่นเข้ามาในอ้อมแขน “หากเป็นเช่นนั้นเจ้าก็สงสารข้าให้มากๆ เห็นใจข้า สงสาร และเก็บข้าเอาไว้ในใจจนไม่อาจไปจากข้าได้”มองเห็นรอยยิ้มของเขา เฉินซินเยว่เผลอค้อนออกมาทั้งที่น้ำตายังหลั่งริน นางยอมให้เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตา จากนั้นจึงช่วยเขาสวมเสื้อ“เราสมควรออกไปกันได้แล้ว อย่างน้อยข้าควรไปช่วยพี่หยุ่นอวี๋เตรียมมื้อเช้า”“ได้” เขาพยักหน้าก่อนจะช่วยพยุงเฉินซินเยว่เดินออกมาจากห้องบรรยากาศที่เปลี่ยนไประหว่างหลางจวินและเฉินซินเยว่ ทำให้ทุกคนผ่อนคลายลงมาก พวกเขาต่างก็นั่งดื่มชาร้อนและสนทนากันอย่างออกรส ด้านนอกหิมะตกหนัก กระทั่งไม่ว่าใครก็ไม่อาจออกไปไหน“นี่เยว่เอ๋อร์” ห
ร่างแกร่งแข็งทื่อทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เขาดันร่างของเฉินซินเยว่ออก เพื่อให้สามารถสบดวงตาคู่งามที่เปล่งประกายในแสงสลัวดวงตาตื่นตะลึงไม่อยากเชื่อของเขา ทำให้เฉินซินเยว่อมยิ้ม “ตกใจมากเลยหรือ”“เจ้าพูดจริงหรือ”“ข้าหมายความตามนั้น เราสองคน ...ไม่สิ พวกเรา” นางวางมือหนึ่งลงไปบนหน้าท้อง “พวกเราลืมเรื่องในอดีต เริ่มต้นใหม่กันดีหรือไม่”“เจ้า...พูดจริงๆ หรือ”“ชีวิตช่างสั้นนัก นับจากสูญเสียครอบครัวข้าไม่เคยคิดว่าจะพบแสงสว่างนำทาง ตอนพบท่านข้ายึดท่านเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียว เมื่อลมวูบหนึ่งพัดผ่านไป ข้าเคยคิดว่าแสงนั้นจะดับมอดหากแต่ไม่เลย หัวใจของข้าเจ็บปวดทุกครั้งที่โทษว่าท่านกับเรื่องที่เกิดขึ้น ที่น่ารังเกียจกว่าก็คือ...”เฉินซินเยว่เม้มปาก ดวงตาของนางคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา“ข้าเจ็บปวดกับการสูญเสีย หากแต่ยังไม่มากเท่ากับการคิดว่าข้าเป็นตัวแทนของผู้อื่นในสายตาท่าน” นางสะอื้นออกมาเสียงเบา ดันหน้าผากลงไปซบกับแผ่นอกกว้างหลางจวินกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน“เด็กโง่ ข้าจะมองเจ้าเป็นตัวแทนของผู้อื่นได้อย่างไร” เขาปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลูบแผ่นหลังสั่นสะท้านนั้นอย่างรักใคร่“ข้ารักเจ้า และจะรักมาก
เขาเอ่ยหลังจากผละใบหน้าออก มือใหญ่คว้าคันชั่งมาเปิดผ้าคลุมขึ้น ใบหน้างดงามที่ผ่านการแต่งหน้าอย่างประณีต เรียกรอยยิ้มหล่อเหลาของเจ้าบ่าวออกมาเฉินซินเยว่มองรอยยิ้มของเขาด้วยท่าทีเลื่อนลอย ใบหน้าดุดันนั้นราวกับอ่อนโยนลงหลายส่วน ในยามที่เขายิ้มแย้มให้นางขณะที่คิดก็ถูกเขาอุ้มตัวลอยขึ้น ได้ยินเสียงพึมพ
การไหว้ฟ้าดินที่ไร้ซึ่งแขกเหรื่อ กลับไม่ได้ทำให้เฉินซินเยว่รู้สึกเคว้งคว้าง ตรงกันข้ามนางกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก มือที่กุมมือนางบีบเล็กน้อยจือหลานกระซิบบอกให้นางหายเกร็ง ทั้งยังคอยแนะนำขั้นตอนต่างๆ ให้นางในยามที่รู้สึกว่านางทำอะไรไม่ถูก“หนึ่งคำนับฟ้าดิน!” เสียงของจือหลานดังก้อง“สองคำนับบุพการี” ม
“ข้ายังอยากให้นางช่วยเรื่องพิธีต่างๆ อย่าคิดมาก”เขากล่าวเสียงเรียบ หากแต่ดวงตาอ่อนโยนลงหลายส่วน ในใจพึงพอใจไม่น้อยที่นางเข้าใจอะไรง่ายๆ โดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยอะไรมากเผ่าหมาป่าหาได้แตกต่างจากมนุษย์ พวกเขาทุกคนล้วนมีรูปลักษณ์และใช้ชีวิตเช่นกันกับมนุษย์ หากไม่จำเป็นพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนร่างกลับเป็นหมาป
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวพลันมุ่นคิ้ว “ก่อนหน้านี้มีหลายคนถูกส่งมาบูชายัญ พวกนางล้วนไปที่นั่นหรือเจ้าคะ”หลางจวินชะงักก่อนหันกลับมามองนาง “บุรุษเผ่าหมาป่าของเรามีเจ้าสาวที่มีตราซึ่งถูกประทับเอาไว้ หากเจ้าหมายถึงเจ้าสาวคนก่อนๆ อาจจะใช่ พวกนางเคยถูกส่งตัวไปที่นั่น”“แต่...ทุกปีมีสตรีถูกส่งขึ้นมา”รอยยิ้มข







