Masukเมื่อพันไมล์เดินเข้าไปที่ห้องอาหารเธอพบพี่ชายของตนเอง กำลังนั่งคุยอยู่กับชีคอัมรานตามลำพังอยู่ภายในห้องนั้น เมื่ออัมรานเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาในห้อง เขาหันไปสั่งให้ลูกน้องยกอาหารเข้ามาเสิร์ฟ
“ขาข้างที่เจ็บดีขึ้นบ้างหรือยังพาย” แทนไทเอ่ยถามเมื่อเห็นน้องสาวเดินเข้ามานั่งตรงข้ามเขา
“ก็ยังเจ็บอยู่นิดหน่อยค่ะ แต่ดีที่ได้ยาของคุณจาบรินมาช่วยไว้ อาการก็เลยดีขึ้นมาก”
"เขาแวะเอายาแก้ปวดกล้ามเนื้อมาให้พี่เหมือนกัน เมื่อวานขัดอาวุธทั้งวันจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว"
"แสนดี...แถมยังหน้าตาดีอีกด้วย" พันไมล์เอ่ยชื่นชมพร้อมรอยยิ้มที่สดใส
ช่วงจังหวะนั้นเองที่สามองครักษ์หนุ่มเดินเข้ามาในห้องอาหาร พวกเขาทำความเคารพท่านชีค พร้อมกับทักทายสองพี่น้อง หลังจากทำความเคารพเจ้านายเรียบร้อยแล้ว จาบรินก็ถามขึ้นว่า
"ใครแสนดีและหน้าตาดีครับคุณพาย"
“นายนี่หูดีจริงๆ นะจาบริน" แทนไทเอ่ยแซว ก่อนจะเป็นคนไขข้อข้องใจนี้แทนน้องสาวของตัวเอง
"พายเขาชมนายว่าหล่อล่ำและแสนดี"
จาบรินก้มหน้าเขินพร้อมกับพูดปฏิเสธ “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”
ฉับพลันสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นข้อเท้าของพันไมล์ ก็เลยเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
"ข้อเท้าของคุณพายเป็นยังไงบ้างครับ ดีขึ้นบ้างหรือยัง"
"ดีขึ้นมากเลยค่ะ เพราะได้ยาที่คุณจาบรินนำมาให้ แถมยังช่วยแนะวิธีประคบยา เช้านี้จึงเดินได้ตามปกติ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
"นายเข้ามาเพื่อจะถามแค่นี้หรือจาบริน" เสียงเข้มเครียดของอัมรานดังขัดจังหวะขึ้น
จาบรินสะดุ้งเล็กน้อย หันมองเจ้านายหนุ่ม
"ผมจะเข้ามารายงานว่าได้จัดเตรียมม้าตามคำสั่งของท่านชีคเรียบร้อยแล้วครับ"
"ขอบใจ..."
"จะไปไหนกันหรือครับ" แทนไทถามขึ้น
"ไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ นายก็ไปด้วยกันสิ"
แทนไทโบกมือปฏิเสธ “ไม่ดีกว่า ขอตัวละกัน เพราะฉันตั้งใจว่าจะไปชมเหมืองแร่ทองคำที่อยู่นอกเมือง และกะว่าจะออกเดินทางวันนี้เลย ไปด้วยกันไหมพาย” ประโยคสุดท้ายเขาหันไปเอ่ยชวนน้องสาว
"ไม่ไปหรอกพี่แทน... ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน"
"ตามใจ...ก็ดีเหมือนกัน เพราะเหมืองอยู่ไกลต้องเดินทางนาน ไว้เจอกันตอนพี่กลับมาเลยละกัน แต่เราห้ามก่อเรื่องยุ่งอะไรขึ้นมาอีกนะ เข้าใจไหม"
“เข้าใจแล้วค่ะ สั่งจริง พี่แทนจะไปไหนก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงพาย รับรองไม่สร้างปัญหา”
“ขอให้จริงเถอะ ที่ผ่านมาเรารับปากพี่ทีไร เป็นก่อเรื่องยุ่งทุกที ไม่มีพลาด”
พันไมล์ทำหน้ามุ่ยเมื่อพี่ชายตัวดีรู้ทันเธอทุกเรื่อง ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะเธอตั้งใจไว้ว่าวันนี้จะไปเดินเที่ยวตลาดพื้นเมืองของบารัซ แต่เรื่องอะไรจะต้องบอกเขา เพราะถ้าขืนบอกไปเขาต้องสกัดดาวรุ่ง สั่งห้ามไม่ให้เธอไปที่นั่นแน่
“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่แทน รับรองไม่มีปัญหา”
แต่แทนไทยังไม่วางใจ เมื่อเห็นสีหน้าระรื่นของน้องสาว
"แล้ววันนี้จะไปซนที่ไหนอีกล่ะ..." เขาเอ่ยถามอย่างรู้ทัน
เจอคำถามนี้เข้าไป ทำให้หญิงสาวต้องตอบตามความจริง ทั้งที่ไม่อยากจะพูด
"พายอยากไปเดินเที่ยวตลาดพื้นเมืองของที่นี่ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จพายก็ว่าจะไปที่นั่น"
"ใครอนุญาต..." อัมรานขัดขึ้น
"ฉันไม่ใช่นักโทษนะ...จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใคร" พันไมล์ตอบเสียงห้วน
พร้อมกับแอบนินทาในใจ ‘ตัวมาร...ขัดขวาง...ความสุข’
“ไม่ต้องพูดมาก กินข้าวเสร็จเมื่อไรก็ไปเตรียมตัว”
"คุณจะพาฉันไปไหน!" พันไมล์ถามด้วยความสงสัย
“เมื่อไปถึงแล้วคุณก็จะรู้เอง ทำตามที่ผมสั่งก็พอ” อัมรานบอก
“ดีแต่ออกคำสั่ง” พันไมล์แอบบ่นอุบขยับลากขาเตรียมจะกลับไปที่ห้อง เพื่อไปจัดการตามคำสั่งของเขา
"อย่าลืมนำดอกไม้ที่คุณร้อยไว้ติดไปด้วย"
คราวนี้พันไมล์หยุดกึก หันขวับมามองชีคหนุ่ม
"พวงดอกไม้!"
"ใช่...เมื่อวานไปนั่งหลังขดหลังแข็งทำมาทั้งวัน ก็น่าจะนำไปบูชาองค์เทพีรีฮานน่าด้วย"
"ไม่!" พันไมล์ตอบหนักแน่น
อัมรานหรี่ตาคมเป็นประกายกล้า "ไม่หรือ..."
"ใช่...ไม่" หญิงสาวตอบน้ำเสียงดื้อดึง
"ฝ่าฝืนคำสั่ง..." เขาถามขึ้นลอยๆ พันไมล์เม้มปากแน่น เจ็บใจที่เขาทวงสัญญาขึ้นมาอีก
"ฉันทิ้งไปแล้ว”
"พอดีผมให้คนเก็บขึ้นมาให้แล้ว"
พันไมล์หลับตาปี๋ อายแทบแทรกแผ่นดิน ก็พวงดอกไม้เจ้ากรรมนั่นยังเรียกว่าพวงดอกไม้อีกหรือ รูปทรงบิดเบี้ยวซะขนาดนั้น อุตส่าห์โกหกว่าทิ้งไปแล้วเขาก็ยังจับได้อีก
หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ เพื่อข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายใน
"ได้ค่ะ...เปลี่ยนชุด พวงดอกไม้ มีอะไรอีกไหมคะ" แม้จะพยายามระงับอารมณ์ แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน
"ไม่มี...ผมสั่งให้คนของผมจัดเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้คุณแล้ว ไปจัดการซะให้เรียบร้อย และดอกไม้ห้ามลืมเด็ดขาด" ประโยคสุดท้ายเขาย้ำชัด
พันไมล์สะบัดหน้าเดินกลับห้องไปทันที แต่ยังทันได้ยินชีคหนุ่มพูดไล่หลังมาว่า "ผมว่ามันสวยเหมาะกับคุณ"
อ้อมแขนแกร่งของเขารัดร่างเล็กบางของพันไมล์ไว้แน่นยิ่งขึ้น จนหญิงสาวต้องร้องโวยวาย
"นี่คุณ...อย่ารัดแน่นนักสิ ฉันหายใจไม่ออก"
อัมรานก้มมองตัวยุ่งในอ้อมแขน เมื่อเห็นหญิงสาวยังนั่งตัวเกร็งหลังตรงอยู่อย่างนั้น เขาจึงควบม้าให้เร็วยิ่งขึ้น
คราวนี้พันไมล์ถึงกับหลับตาปี๋ ตบแขนสีแทนของชายหนุ่มแรงๆ
"คุณๆ...ช้าลงหน่อยก็ได้" เธอตะโกนแข่งกับสายลม
แต่ชีคหนุ่มทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเธอ เขาควบม้าเร็วยิ่งขึ้นไปอีกราวกับจะแกล้ง
ด้วยความกลัวพันไมล์จำต้องหันมายึดร่างสูงใหญ่แข็งแรงเขาไว้แทน มือเล็กเกาะเกี่ยวไว้แน่น ดวงตาคู่งามหลับปี๋ด้วยความกลัว
อัมรานยิ้มกริ่มขณะก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน แต่ครั้นหวนคิดถึงการประชุมเมื่อเช้า อารมณ์ที่เบิกบานก็ขุ่นมัวขึ้นมาอย่างมิอาจยับยั้งได้
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







