Masukหมอหนุ่มสังเกตเห็นสีหน้าของพันไมล์ค่อนข้างซีด แม้ปากจะบ่นว่าแต่แววห่วงใยในดวงตาหญิงสาวที่พยายามซ่อนไว้ ยามเผลอตัวก็แสดงออกมาอย่างไม่อาจปิดบังไว้ได้
ในช่วงนั้นเองหัวหน้าเผ่าเฮฌามาก็มาถึงยังที่เกิดเหตุ พร้อมกับหัวหน้าเผ่าอื่นๆ และภริยาของพวกเขา เพื่อมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดไฟจึงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่กำลังสอบถามเรื่องราวว่าอะไรคือต้นเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้อยู่นั้น ภริยาของหัวหน้าเผ่าท่านหนึ่งได้ร้องบอกสามีด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อน
“ท่านพี่ลูกของเราติดอยู่ด้านใน”
สิ้นสุดคำพูด ทุกคนก็เห็นชีคอัมรานอุ้มเด็กชายวัยไม่เกินห้าขวบออกมาจากกองเพลิง และส่งตัวหนูน้อยให้กับวาคิมเพื่อให้เขาตรวจดูอาการของเด็ก หน่วยดับเพลิงที่วิ่งตามเข้าไปได้ช่วยเหลือ หญิงวัยกลางคนที่ติดอยู่ภายในนั้นออกมาได้อย่างปลอดภัย อาจจะมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ไม่หนักหนาอะไรมากนัก
วาคิมรีบจัดการพาเด็กชายคนดังกล่าวไปตรวจดูอาการทันที โดยมีบิดามารดาของพ่อหนูน้อยเดินตามไปด้วยความรีบร้อน
ตอนแรกพันไมล์ก็รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นชีคหนุ่มวิ่งเข้าไปในกองเพลิง แต่เมื่อเห็นว่าเขากลับออกมาอย่างปลอดภัยก็รู้สึกโล่งใจ เธออยากจะตรงเข้าไปทุบเขาสักทีสองที ในความกล้าบ้าบิ่นเกินพิกัดของเขาด้วยซ้ำ
แต่ก็เลือกที่จะนิ่งเฉยและยืนดูพยาบาลทำแผลให้เขาโดยไม่พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าพูดไปก็เท่านั้น เพราะเขาไม่เคยฟังคำพูดของใคร และยึดถือแต่ความคิดของตนเองเป็นหลัก จะว่าไปนิสัยตรงจุดนี้ของเขาและเธอเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เช้าวันรุ่งขึ้น อัมรานเดินทางไปร่วมประชุมกับผู้นำเผ่าต่างๆ ตามคำเชิญของท่านลุงอับบาสซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าเฮฌามา ชายหนุ่มเจตนาที่จะไปถึงที่ประชุมสาย เพื่อให้โอกาสท่านลุงได้แจ้งข่าว การมาของเขาให้ที่ประชุมทราบและหวังจะดูปฏิกิริยาของพวกเขาเหล่านั้น ทุกอย่างเป็นตามความคาดหมาย
ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเข้าไปในห้อง เขาก็ได้ยินการพูดคุยถกเถียงกันถึงคุณสมบัติของผู้นำเผ่าบารัซคนใหม่ ว่ามีมากพอที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนี้หรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากท่านอาของเขา
“เราได้ข่าวมาว่าบุตรชายชีคโอมานออกเดินทางมาที่เฮฌามา” ผู้นำเผ่านามีเบียเปิดประเด็น
อับบาสยิ้ม “การข่าวของท่านไวและแม่นยำจริง”
“ท่านคิดจะสนับสนุนเขาให้เป็นผู้นำบารัซเช่นนั้นหรือ” ผู้นำเผ่าคนเดิมถามต่อ
“หรือพวกท่านคิดว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้” อับบาสซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าเฮฌามาย้อนถาม
“ใช่...ไม่ว่าจะมองมุมไหนข้าก็มีความคิดว่าเขาไม่เหมาะสม”
“แต่เขาเป็นทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งโดยชอบธรรมนะ”
“ข้อนั้นข้ารู้ดีท่านอับบาส แต่เรากำลังจะพูดว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งนี้หรือไม่ต่างหาก เขายังเด็กเกินไป และใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกซะเป็นส่วนใหญ่ จะมาเข้าใจวิถีชีวิตของชาวทะเลทรายได้อย่างไร ที่สำคัญไปกว่านั้นเขาไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านการบริหารงานในเผ่ามาก่อน หรือพวกท่านต้องการผู้นำแบบนี้”
“ถ้าท่านไม่เห็นด้วยที่จะให้ชีคอัมรานดำรงตำแหน่งนี้ แล้วท่านคิดว่าใครกันที่เหมาะสม”
“ท่านฮาร์มาลเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัยวุฒิหรือคุณวุฒิของเขาก็ดูจะเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำเผ่าบารัซ ที่สำคัญท่านฮาร์มาลเคยช่วยชีคโอมานดูแลและบริหารงานบารัซมาก่อน”
ก่อนที่ผู้นำเผ่าต่างๆ จะได้แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อัมรานก็ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปภายในห้องดังกล่าว ร่างสูงใหญ่ยืนเด่นเป็นสง่าเปล่งรัศมีแลดูน่าเกรงขาม เขาใช้สายตานิ่งแลดูเยือกเย็นกวาดมองทุกคนแล้วมาหยุดที่ผู้นำเผ่านามีเบียนิ่งนาน ก่อนจะโค้งศีรษะเป็นการทักทาย
“ขอโทษที่ขัดจังหวะ เชิญท่านพูดต่อ” เขาผายมือ ริมฝีปากเข้มผุดรอยยิ้มบางเบา
ผู้นำเผ่านามีเบียอึกอัก เมื่อเห็นว่าคนที่เขากำลังกล่าวถึงมายืนอยู่ตรงหน้า ชายชราเหลือบมองสีหน้าหยิ่งผยองเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของชีคหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเมินมองไปทางอื่นด้วยความขัดใจ โดยไม่เอ่ยอะไรอีก
ทุกคนในห้องเหมือนจะพร้อมใจกันหยุดพูด อัมรานรออยู่ครู่ใหญ่ เมื่อไม่มีใครพูดอะไรเขาจึงกล่าวขึ้นอย่างสุภาพแต่ทว่าเย็นชา
"ในเมื่อไม่มีใครโต้แย้ง ผมขอกล่าวอะไรหน่อยนะครับ"
“ในฐานะทายาทอันดับหนึ่งของบารัซ แม้จะมีคนคัดค้านแต่ผมก็ยังขึ้นเป็นผู้นำอยู่ดี เพราะมันเป็นสิทธิโดยชอบธรรม หากใครไม่เห็นด้วยผมก็จะถือว่าคนนั้นเป็นศัตรู และใครก็ตามที่คิดจะเป็นศัตรูกับผมก็อย่าหาว่าผมโหดร้าย!” เขาประกาศเสียงกร้าวกระด้าง
“มีใครข้องใจในตำแหน่งผู้นำของผมอีกไหม” เขาถามเสียงนิ่มแต่ฟังแล้วเชือดเฉือน
ผู้นำเผ่าหลบตากร้าวกระด้างของชายหนุ่มกันทุกคน แม้แต่ผู้นำนามีเบียก็เช่นกัน เขาจำได้ว่าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนนี้ เป็นชายคนเดียวกับที่ช่วยชีวิตลูกชายของเขาจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อคืนนี้
เมื่อเจอคนจริงที่มีจิตใจที่แข็งแกร่งเช่นนี้ เหล่าผู้นำที่โดนคนของฮาร์มาลซื้อตัวไว้ก็เริ่มหวั่นไหว การประกาศตัวเป็นศัตรูกับผู้นำหนุ่มที่จะขึ้นเป็นชีคคนใหม่ของบารัซ คนที่มีสมองทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ บารัซมีทั้งเงินและอำนาจทางทหารที่แข็งแกร่งพร้อมทั้งอาวุธและกำลังคน
ดังนั้นผู้นำเผ่าทั้งหลายจึงเปลี่ยนท่าที ทุกคนหันมาทักทายและชื่นชมถึงวีรกรรมและความสามารถของชีคหนุ่มแทน ผู้นำเผ่านามีเบียเองก็ได้ให้การยอมรับในตัวชีคอัมรานเช่นกัน
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







