Masukหลังจากแถลงข่าวเสร็จ พันไมล์ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังภายในห้องพัก เธอยืนมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาของตนเอง นึกไม่ถึงเลยว่าการแปลงโฉมภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว จะสามารถเปลี่ยนให้เธอดูสวยเด่นสะดุดตาราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้
ภาพของหญิงสาวที่สะท้อนออกมาจากกระจกบานนั้น สวยงามมากจนมิอาจละสายตาเหมือนมิใช่ตัวเธอ
ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม!
เธออดถามตัวเองไม่ได้...แม้จะรู้ว่าประตูแห่งโอกาสได้ถูกปิดตายแล้วก็ตาม เพราะประตูอีกบานเปิดรอรับเธออยู่ ประตูที่เธอเลือกจะก้าวเข้าไปด้วยตัวเอง
"กลับมาทำไม!" นี่คือคำถามแรกที่เธอได้รับ เมื่อย้อนกลับมาที่จัสตินพาเลซอีกครั้ง
‘นั่นซินะ! ฉันกลับมาทำไม’
พันไมล์คิดย้อนไปถึงการเจรจาก่อนหน้านั้นระหว่างเธอกับชีคอัมราน
“ฉันกลับมาทำหน้าที่ค่ะ” น้ำเสียงที่ตอบกลับไปนั้นก็กวนอารมณ์เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
“ในเวลาเช่นนี้คุณควรจะเดินทางกลับเมืองไทยไปแล้วไม่ใช่หรือ...มีสักครั้งไหมที่จะทำตามคำสั่ง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
พันไมล์หน้าเสีย ความหนักแน่นเริ่มสั่นคลอน เมื่อพบกับท่าทีที่เย็นเป็นน้ำแข็งขั้วโลกจากเขา
"ฉันควรทำแบบนั้น ถ้าฉันมีความรับผิดชอบน้อยกว่านี้" เธอพูด
คิ้วหนาขมวดยุ่ง ใบหน้ายังบึ้งตึง "ยุ่งไม่เข้าเรื่อง"
"ฉันถูกสั่งสอนมาดี...ว่าให้เป็นคนมีความรับผิดชอบ และคุณก็เคยพูดเองว่ากฎไมได้มีไว้ให้ละเมิด ในเมื่อฉันกับคุณ...เอ่อ...มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันในคืนนั้น...เราสองคนก็ควรจะต้องทำตามกฎ" พันไมล์ลอบถอนใจหลังจากพูดจบ
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวกับรูปปั้นแกะสลักกระด้างยิ่งขึ้น
"มันเป็นกฎของบารัซ ไม่เกี่ยวกับคุณ"
พันไมล์นึกอยากจะกระทืบเท้าแรงๆ เพื่อแสดงถึงความโมโห ในความรั้นและความถือดีของอีกฝ่าย
"แต่ตอนนี้มันเกี่ยวข้องกับฉันเต็มๆ เลยล่ะ" เธอพูดด้วยท่าทางยียวนกวนประสาทไม่แพ้กัน
"ในเมื่อฉันกับคุณเอ่อ...มีอะไรกันในคืนนั้นแล้ว ฉันก็ถือเป็นคนบารัซคนหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้นกฎก็ควรเป็นไปตามกฎ ไม่มีข้อยกเว้น"
อัมรานกลั้นยิ้มจนแก้มกระตุก เสเดินไปยืนมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
"ถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่า...เราควรทำอย่างไง"
เขาถามเสียงเรียบเหมือนชวนคุยเรื่องทั่วไป แทนที่จะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเรื่องการแต่งงาน
"เราก็ต้องแต่งงานกันน่ะสิ" พันไมล์ตอบน้ำเสียงโมโหในความไม่อินังขังขอบของอีกฝ่าย
"คุณคิดว่า...เราสองคนควรจะแต่งงานกัน" เขาทวนคำพูดของเธอ
ครั้งนี้ใบหน้าคมเข้มระบายยิ้ม สายตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์
พันไมล์ขมวดคิ้วยุ่ง นึกสงสัยท่าทีและการย้ำคำพูดของชีคอัมราน
‘สงสัยจะกินยาผิดเวลาจนประสาทกลับ ถึงได้ถามย้ำไปย้ำมาอยู่ได้’ เธอคิด
"ใช่...แต่งงาน" เธอตอบ และเดินไปหยุดใกล้ๆ เพื่อชะโงกไปดูสีหน้าของชีคหนุ่ม
"เพราะมันเป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องถูกปลดจากตำแหน่งผู้นำไม่ใช่หรือคะ"
ชีคหนุ่มยักไหล่ “ก็อย่างที่คุณพูดมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้”
"ถ้าเช่นนั้น...เราสองคนก็แต่งงานกัน” เขาพูด
พันไมล์พยักหน้า งงไปกับท่าทีที่เหมือนถูกใจอะไรบางอย่างของชีคอัมราน เธอพูดเรื่องการแต่งงานมาตั้งนานสองนาน แต่ดูเหมือนว่าชีคหนุ่มเพิ่งจะเข้าใจ
"ในเมื่อคุณขอ...ผมก็จะแต่งงานกับคุณ...พันไมล์” นัยน์ตาของอัมรานแพรวพราวเมื่อพูดประโยคนี้
“ และถ้าแต่งแล้วระหว่างเราจะไม่มีการหย่า หรือแยกกันอยู่เด็ดขาด"
พันไมล์ตะลึงตัวแข็งค้างไปชั่วขณะ สมองเริ่มสับสน
แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงคำพูดเขาทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มเธอก็แทบจะร้องกรี๊ดขึ้นมา...อีตาชีคเจ้าเล่ห์
เขาไล่ต้อนคำพูดของเธอ...จนกลายเป็นว่าเธอเป็นคนเอ่ยคำพูดขอแต่งงานกับเขาก่อน
เมื่อเห็นประกายพราวระยับในดวงตาสีนิลคู่นั้น พันไมล์ก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ
หญิงสาวยักไหล่ “ถ้าคิดแบบนั้นแล้วจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีก็คิดไปเถอะ เพราะถึงอย่างไรเสีย...” เธอยิ้มกริ่ม
"ฉันก็เป็นผู้มีพระคุณของคุณ"
“ผู้มีพระคุณ!"
พันไมล์ยืดอก "ใช่ นอกจากฉันแล้วจะมีใครหน้าไหน ที่จะสามารถช่วยให้คุณรอดพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้”
“ทั้งที่ผมไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากคุณ”
“อุตส่าห์ย้อนกลับมาช่วยยังไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ แถมยังทำปากดีอีก ท่าทางคุณคงอยากจะโดนปลดออกจากตำแหน่งจริงๆ”
อัมรานไหวไหล่ "ถ้าผมจะถูกปลดจริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคุณนะ" เขาย้อนถาม
“เชอะ! จวนจะโดนปลดออกจากตำแหน่งอยู่แล้ว ยังแสดงความจองหอง หยิ่ง ยโส พูดจากวนโมโหได้อีก”
“คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยว่าการที่ผมโดนปลดออกจากตำแหน่ง มันเกี่ยวข้องอะไรกับคุณ”
พันไมล์อึกอัก และครั้งนี้เธอเลือกที่จะพูดความจริง
"ฉันก็แค่เป็นทุกข์ ความรู้สึกผิดมันกระโดดเกาะจิตสำนึกของฉัน และการที่ฉันทำเช่นนี้ก็เพราะฉันไม่อยากจะรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตก็เท่านั้นเอง"
"เหตุผลเพียงแค่นี้เองหรือที่ทำให้คุณย้อนกลับมา" เขาถามเสียงกระด้าง ใบหน้าหล่อบึ้งตึง
อาคันตุกะสาวยักคิ้วพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขาก่อนที่จะพูดโต้ตอบกลับไป
“ที่จริงแล้วก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง”
“เหตุผลอะไร!?”
“ก็เอาไว้พูดทวงบุญคุณเพื่อให้ใครบางคนเจ็บใจเล่น”
คำตอบของพันไมล์เป็นคำตอบที่ไม่สบอารมณ์คนถามสักเท่าไร แต่เป็นคำตอบที่เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของสององครักษ์หนุ่ม ซึ่งยืนฟังการสนทนาอยู่ภายในห้องนั้น
ชีคหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม นัยน์ตาของเขาแพรวพราวราวกับจะยิ้มได้
“ผมนึกว่าที่คุณย้อนกลับมาเพราะคุณติดใจในรสสวาทของผมซะอีก”
หลังจากพูดจบชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งสัมผัสริมฝีปากของตนเอง ไล่จากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งอย่างช้าๆ นัยน์ตาของเขาที่จ้องมองเธอนั้นฉายแววล้อเลียน คำพูดของเขาก็ทำให้เธอนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เขาและเธอต้องมาลงเอยกันด้วยการแต่งงาน ภาพเหล่านั้นยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ
พันไมล์ส่ายหัวเพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง ดวงตากลมโตของเธอเมินหลบสายตาล้อเลียนของเขา พร้อมกับค่อนขอดชายหนุ่มอยู่ในใจ
‘คนบ้า! ยังจะกล้าเอ่ยถึงเหตุการณ์นั้นอีก’
แม้ว่าชีคอัมรานจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาและเธอ ไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันอย่างที่เธอเข้าใจ แต่การที่ได้แกล้งให้หญิงสาวรู้สึกเขินอายกับเรื่องแบบนี้ ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขา
“คุณไม่เสียใจแน่นะที่ตัดสินใจทำแบบนี้”
“หรือคุณมีวิธีอื่นที่ดีไปกว่าวิธีนี้” พันไมล์ย้อนถาม
ชีคหนุ่มยักไหล่ “ที่ถามเพราะผมเกรงว่าคุณจะมานั่งเสียใจในภายหลัง”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เพราะถ้าเสียใจก็คงไม่ย้อนกลับมาช่วยคุณ” พันไมล์ตอบด้วยความถือดี
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







