Masuk“คุณไม่ชอบเด็กหรือคะ”
อัมรานยิ้ม เดินเลี่ยงออกมา “ก็ไม่เชิง แต่พวกเขาตัวเล็กมาก”
พันไมล์ยิ้มเดินมาบีบมือเขาไว้ “คุณคงยังไม่ชินมากกว่า มาเที่ยวที่นี้บ่อยๆ สิคะ พวกแกน่ารักมากเลย”
ชีคหนุ่มไม่อยากจะขัดใจชายาเขาจึงพยักหน้า และเดินมายังห้องเล่านิทานของเด็ก ตัวเขาเองเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว
เมื่อคิดว่าต่อไปจะมีเด็กตัวเล็กๆ มาเรียกเขาว่าพ่อจึงมีความรู้สึกแปลกๆ ในใจ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังอยากที่จะมีลูกกับผู้หญิงที่ตนเองรัก
“เด็กน้อย วัยอ่อนใส ไร้เดียงสา ดูไปก็น่ารักดีนะคะ” พันไมล์เอ่ย
“นั่นสิ แล้วเมื่อไรเราจะมีลูกที่น่ารักแบบนี้บ้าง”
พันไมล์หันกลับไปมองหน้าสามี เพื่อค้นหาว่าเขาจริงจังแค่ไหนกับคำพูดนี้ เมื่อไม่เห็นความผิดปกติทำให้ต้องเอ่ยถาม เพราะเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับเธอมาก่อน
“คุณอยากมีลูกหรือคะ”
อัมรานอมยิ้มเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขาเดินเข้าไปสวมกอดเธอไว้จากทางด้านหลัง จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของอีกฝ่ายตามใจปรารถนา พร้อมกับกระซิบที่ข้างหูของเธออย่างอ่อนโยน
“ใช่...ผมอยากมีลูกกับคุณ”
“อย่าทำรุ่มร่ามสิคะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี คุณไม่อายคนอื่นบ้างหรือไงคะที่แสดงความรักพร่ำเพรื่อแบบนี้”
คนในอ้อมกอดร้องห้าม พลางปัดป้องมือปลาหมึกของสามี เนื้อตัวของเธอร้อนผ่าวราวกับคนมีไข้
“ทำไมต้องอาย เห็นสิดี พวกเขาจะได้รู้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน”
ชีคหนุ่มพูดโดยไม่แคร์ ถ้าใครจะมาเห็นเขาแสดงความรักต่อภรรยา มือก็ซุกซนไปทั่วยุ่มย่ามราวกับหนวดปลาหมึก จนหญิงสาวต้องยึดมือซุกซนนั้นไว้ ใบหน้าก็ต้องเบือนหลบจมูกโด่งคมสันของเขา พร้อมกับพูดตัดพ้อ
“พอก่อนเถอะค่ะ...ซนจริง”
ชายหนุ่มหัวเราะ พร้อมกับจรดจมูกคมสันกับแก้มนวลของหญิงสาวอีกครั้ง ก่อนจะยอมปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ
“คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยนะว่าเมื่อไรคุณจะมีทายาทให้ผม”
“ของแบบนี้สั่งกันได้ซะที่ไหนละคะ อีกอย่างมันก็ขึ้นอยู่ที่ความสามารถของคุณ”
“ผมมั่นใจว่าผมมีความสามารถเต็มเปี่ยม แต่คุณก็ต้องให้ความร่วมมือด้วย”
“ฉันก็ให้ความร่วมมือกับคุณทุกครั้งนั่นแหละ”
“เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า เมื่อคืนคุณเพิ่งจะปฏิเสธความต้องการของผม”
“ยังไม่หายโกรธเรื่องนี้อีกหรือคะ มีเหตุผลหน่อยสิคะ ก็มันก็ไม่ได้จริงๆ”
“เฮ้อ! คุณน่ะสารพัดจะมีเหตุผลมาอ้าง เดี๋ยวติดไฟแดง วันนี้ฉันเหนื่อย ฉันปวดหัวค่ะ ไว้ครั้งหน้านะคะแล้วฉันจะตามใจคุณ เป็นแบบนี้ทุกทีไป”
พันไมล์ขำคำพูดและท่าทางของสามี เขาคงสุดทนจริงๆ ถึงกับจดจำทุกคำพูดของเธอได้ขึ้นใจ แถมยังนำมาล้อเลียน
“เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้คุณยังขำได้อีก คราวหน้าถ้าคุณยังกล้าปฏิเสธความต้องการของผมอีกละก็ ผมปล้ำ”“สองวัน! ฉันขอเวลาอีกแค่สองวันแล้วฉันจะตามใจคุณ”
อัมรานจ้องหน้าพันไมล์ราวกับจะประเมินว่า จะเชื่อคำพูดของเธอได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาเธอดูจะหาเรื่องเฉไฉได้อยู่เรื่อย
“ฉันสัญญาขออีกเพียงสองวัน แล้วฉันจะตามใจคุณทุกอย่างเลย”
“แน่ใจนะว่าจะไม่ผิดคำพูด”
“แน่สิคะ”
“ไม่ใช่พอถึงวันนั้นก็มาอ้างโน่นอ้างนี่”
“รับรองค่ะว่าจะไม่ขัดใจ ไม่ว่าคุณต้องการอะไรฉันจะยอมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และจะให้คุณได้ใช้ความสามารถที่คุณอวดอ้างว่ามีอย่างเต็มที่ ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคุณจะมีแรงสักแค่ไหน”
“ได้สนุกกันยันเช้าแน่ บอกซะก่อนนะว่าถ้าคุณเบี้ยว ผมปล้ำ”
พันไมล์พยักหน้าพร้อมกับเมินมองไปทางอื่น เพราะไม่อาจทนสบสายตาร้อนแรง ที่แฝงไปด้วยความปรารถนาในตัวเธออย่างไม่ปิดบังของเขาได้
สายตาของเขาเหมือนจะเปิดเปลือยความรู้สึกที่เขามีต่อตัวเธอ
เด็กๆ พร้อมใจกันร้องไห้เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมของจาบริน องครักษ์หนุ่มทำอะไรไม่ถูกจะปลอบก็ปลอบไม่เป็นได้แต่ยืนนิ่งมองเด็กเหล่านั้น อย่างจนปัญญาที่จะแก้ไขให้พวกเขาหยุดร้อง ร้อนถึงซันเดต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้
“ทำไมเด็กๆ ถึงร้องไห้กันระงมแบบนี้ล่ะคะท่านจาบริน”
องครักษ์หนุ่มยักไหล่พร้อมส่ายหน้าแทนคำตอบ ซันเดอ่อนใจได้แต่เข้าไปปลอบโยนให้เด็กๆ หยุดร้อง แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งเฉยก็เลยบอกให้เขามาช่วยปลอบเด็กน้อยให้หยุดร้องไห้
จาบรินไม่รู้ว่าตนเองควรทำเช่นไรกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ให้เขาไปออกรบยังง่ายซะกว่าให้มารับมือกับเด็กน้อยกลุ่มนี้ เขาตัดสินใจนั่งลงข้างตัวเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้จ้าอยู่ พร้อมกับจ้องมองไปที่เด็กเหล่านั้นก่อนจะยักคิ้วให้ เด็กๆ จ้องหน้าเขานิ่งและหยุดร้องโดยอัตโนมัติ
มีเด็กคนหนึ่งกล้ายื่นมือเข้ามาจับตัวเขา เมื่อเขายังคงนิ่งเฉยเด็กๆ เหล่านั้นก็กล้าที่จะเข้ามาเล่นกับเขา บ้างก็ขี่คอ บ้างก็เข้ามานั่งตัก บ้างก็ดึงผม แต่จาบรินก็ยอมให้เด็กเหล่านั้นทำได้ตามใจชอบ
ซันเดเห็นเช่นนั้นก็แอบยิ้ม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็ยังคงปลอบใจใครไม่เป็นเหมือนเช่นเดิม ทำได้เพียงนั่งเป็นเพื่อนโดยมิได้เอ่ยคำพูดปลอบโยนใดใด น่าแปลกที่เพียงแค่นั้นก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจได้เช่นกัน เหตุการณ์ในอดีตได้ย้อนกลับมาในความคิดคำนึงของซันเดอีกครั้ง
จากนั้นหญิงสาวได้เอ่ยชักชวนให้จาบรินนำเด็กๆ ไปเล่นเครื่องเล่นที่สนาม ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ขัด ภาพความสนิทสนมของสองหนุ่มสาวอยู่ในสายตาของอัมรานและพันไมล์
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







