Masuk“สองคนนี้ไปสนิทสนมกันตอนไหน” อัมรานเอ่ย
“นั่นสิคะ เดี๋ยวคงต้องถามซันเดสักหน่อยละ แต่จะว่าไปเขาสองคนก็เหมาะสมกันดีนะคะ”
“คุณคิดแบบนั้นจริงหรือ”
“จริงสิคะ นี่คุณยังไม่เลิกหึงฉันกับเขาอีกหรือคะ”
อัมรานไม่ตอบ เดินนำพันไมล์ออกมาจากศูนย์ แต่หญิงสาวยังไม่หายคาใจ เธอดึงแขนเขาไว้พร้อมกับพูดยืนยันหนักแน่นอีกครั้ง
“ฉันกับจาบรินไม่มีอะไรกันนะคะ”
“ผมก็ไม่เคยบอกว่ามี”
“แต่คุณมักจะหาเรื่องเขาอยู่เรื่อย” เธอแก้
อัมรานตาขุ่น แต่สีหน้ายังเรียบเฉย “ฟังแล้วเหมือนคุณกำลังปกป้องเขานะ”
พันไมล์ลอบถอนใจกับความรั้นและความขี้หึงของสามี จนเผลอพูดออกมาว่า
“นี่ถ้าคุณอยู่บนเตียงนะ”
เมื่ออัมรานได้ยินประโยคนี้ใบหน้าที่หน้าบึ้งตึงกลับแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง
“อยู่บนเตียงแล้วทำไม คุณจะทำอะไรผม” เขาถาม
“ฉันก็จะสั่งให้คุณวิดพื้นสักห้าสิบที...เผื่อว่านิสัยจะดีขึ้น” เธอพูดอย่างวางอำนาจเพราะรู้ว่าเตียงนอนคือพื้นที่เดียวที่เขายอมให้เธอออกคำสั่ง
คราวนี้ชีคหนุ่มถึงกับหัวเราะ “ถ้าทำอย่างนั้น ผมคงหมดแรงก่อนแล้วคุณจะเสียใจนะ”
พันไมล์หัวเราะเขิน แก้มนวลแดงปลั่ง “คุณนี่!...คิดเป็นอยู่เรื่องเดียว”
แต่ก่อนที่สองหนุ่มสาวจะเปิดศึกปะทะคารมกัน เสียงเด็กร้องไห้จ้าก็ดังแทรกขึ้น เมื่อคนหนึ่งร้องอีกคนก็เริ่มร้องตามและเมื่ออีกคนร้อง
ไม่นานเด็กเล็กทั้งหลายก็พร้อมใจกันร้องลั่นศูนย์แห่งนี้ เล่นเอาชีคอัมรานผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ใครทำอะไรแทบไม่ถูก พันไมล์เห็นกิริยาหันรีหันขวางของเขาก็นึกขำ
“ไหนว่าจะไปหาแม่เฒ่าไงคะ”
อัมรานยิ้มอย่างจนปัญญา “เอ่อ...” เขาลังเล
“ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ เดี๋ยวฉันจะดูแลเอง” พันไมล์พูดจบก็ตรงไปช่วยปลอบเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังร้องไห้ กิริยาอ่อนโยนที่หญิงสาวแสดงต่อเด็กนั้น ทำให้อัมรานซึ่งยืนดูอยู่รู้สึกได้ว่าถ้าเขามีลูกสักคนพันไมล์คงเป็นแม่ที่ดี
อัมรานเดินตรงไปจุมพิตแก้มนวลของภรรยาก่อนจะเดินจากไป พันไมล์มองจนเขาเดินลับสายตา จากนั้นก็หาจังหวะพูดคุยกับซันเดตามลำพัง เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจ
“ซันเดเธอรู้สึกยังไงกับจาบริน”
“ทำไมท่านชายาถึงถามคำถามแบบนี้ล่ะคะ”
“ฉันก็แค่อยากรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขาถึงได้ถาม”
“เอ่อ...คือ...ว่า...”
ซันเดพูดจาติดๆ ขัดๆ และหลบสายตาของเจ้านายสาว ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร
พันไมล์ยิ้มและเอ่ยแซวคนสนิทของตนเอง “ตอบไม่ถูกเลยหรือซันเด ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างซันเดที่ดูจะพูดจาคล่องแคล่วไปซะทุกเรื่อง จะมาตกม้าตายเพราะเรื่องนี้”
“ซันเดไม่ทราบว่าจะตอบท่านชายาอย่างไร”
“ก็ตอบตามความรู้สึกที่แท้จริงที่เธอมีต่อจาบริน”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉย ทำให้พันไมล์ต้องเอ่ยถามคำถามที่ตรงประเด็นที่สุด
“เธอชอบจาบรินใช่ไหมซันเด”
สาวใช้คนสนิทเงยหน้ามองพันไมล์ด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ เมื่อเจ้านายสาวจับความรู้สึกของตนเองได้
“เธอรักจาบรินจริงๆ ด้วย”
“ซันเดรักท่านจาบรินฝ่ายเดียวค่ะท่านชายา ท่านองครักษ์ไม่ได้รู้สึกอะไรกับซันเดหรอกค่ะ”
“รู้ได้ยังไง เคยถามจาบรินดูแล้วหรือว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ”
“ใครจะกล้าถามคำถามแบบนั้นกับเขาล่ะคะท่านชายา”
“นั่นสินะ แล้วเธอชอบเขาตรงไหน ไปชื่นชอบกันตั้งแต่เมื่อไร”
ซันเดเล่าให้พันไมล์ฟังถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งทำให้เธอประทับใจในตัวองครักษ์หนุ่มมาจนถึงทุกวันนี้
“ตอนที่ซันเดอายุสิบสี่ ท่านจาบรินเคยช่วยซันเดจากการถูกพวกเจ้าหนี้ทำร้าย ทำให้ซันเดรอดจากการถูกพวกมันรุมโทรมข่มขืนมาได้อย่างหวุดหวิด จำได้ว่าตอนนั้นกลัวมาก กลัวจนสั่นไปหมด ร้องไห้ไม่หยุด”
“จาบรินก็เลยช่วยปลอบใจเธอ!” พันไมล์คาดเดา
“เปล่าเลยค่ะท่านชายา ท่านจาบรินปลอบใจใครไม่เป็นหรอกค่ะ เขาแค่นั่งลงเคียงข้างและอยู่เป็นเพื่อนจนท่านแม่กลับมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ซันเดรู้สึกอบอุ่นใจ มากเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้”
“เธอก็เลยประทับใจในตัวเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”
“ใช่แล้วค่ะท่านชายา จะเรียกว่ารักแรกพบก็คงไม่ผิดนัก ตอนนั้นซันเดยังไม่รู้ชื่อของเขาด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเขาเป็นทหารที่คอยติดตามท่านชีค”
“ในเมื่อเธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเขา แล้วแน่ใจได้ยังไงว่าจาบรินคือผู้ชายที่เคยช่วยเหลือเธอเอาไว้ในครั้งนั้น”
“เผอิญซันเดเหลือบไปเห็นป้ายสัญลักษณ์ของทหารองครักษ์ที่ท่านจาบรินบังเอิญทำตกไว้ ก็เลยรู้ว่าเขาเป็นหนึ่งในหน่วยทหารองครักษ์ค่ะ”
“แล้วจากนั้นเกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นหรอกค่ะท่านชายา แต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ซันเดตั้งใจที่จะหาความรู้ใส่ตัว และเรียนสูงๆ เพื่อที่จะเข้ามาทำงานในจัสตินพาเลซ ด้วยหวังว่าจะได้พบกับเขาอีกสักครั้ง”
“เรื่องเป็นแบบนี้เอง แต่ทำไมจาบรินถึงจำเธอไม่ได้”
“ไม่แปลกหรอกค่ะที่ท่านจาบรินจดจำเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันผ่านมาเกือบสิบปีแล้วนี่คะ”
“ในเมื่อเขาจำเธอไม่ได้ แล้วทำไมเธอถึงไม่ทบทวนความทรงจำของเขาล่ะซันเด หรืออย่างน้อยก็น่าจะบอกให้จาบรินรับรู้ถึงความรู้สึกที่เธอมีต่อเขา ฉันว่าการที่เธอกับเขาได้กลับมาพบกันอีกครั้ง น่าจะเป็นเรื่องของโชคชะตา”
“ซันเดไม่อยากให้ท่านจาบรินรู้สึกอึดอัดค่ะ และก็ไม่ได้คาดหวังอะไร เพียงแค่ได้ทำงานร่วมกับเขา และได้พบเขาทุกวันเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้วล่ะค่ะ”
“รักโดยไม่หวังผลตอบแทนสินะ”
พันไมล์เอ่ย พร้อมกับคิดว่าเธอคงต้องทำหน้าที่กามเทพสื่อรักให้กับหนุ่มสาวคู่นี้ซะแล้ว จะว่าไปเขาสองคนก็ดูเหมาะสมกันดี ถ้าคู่นี้ลงเอยกันได้ก็จะสามารถขจัดปัญหา ความหึงหวงที่ชีคอัมรานมีต่อตัวเธอลงได้เช่นกัน ยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกถึงสองตัว ก็น่าลองทำหน้าที่กามเทพสื่อรักดูสักครั้ง
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







