LOGIN"ผมลงทุนไปตั้งเยอะ ถึงเวลาที่ผมจะเก็บผลผลิตเสียที" วิลาสินี สาวน้อยวัย 20 ปี เป็นเพราะครอบครัวได้สูญเสียพ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัวไปตั้งแต่เธอกำลังจะขึ้นมัธยมปีที่ห้า ครอบครัวจึงอยู่ในภาวะระส่ำระสาย ด้วยที่เธอเป็นเด็กเรียนดี อาจารย์จึงจัดหาทุนมาให้ และคนที่ให้ทุนส่งเสียเธอนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเพื่อนของพี่เขยเธอนั่นเอง เควิน อายุ 33 ปี ชายหนุ่มเชื้อสายยุโรปเอเชียที่มักจะชอบทำบุญด้วยการให้ทุนนักเรียนเรียนดีแต่ฐานะยากจน จนมาวันหนึ่งมีอาจารย์มาติดต่อขอทุนให้นักเรียนเรียนดีคนหนึ่งและเขาก็ยินดีให้ มารู้ทีหลังว่าเด็กที่เขาให้ทุนนั้นเป็นเด็กสาวที่เขาเคยสะดุดตาในงานแต่งของเพื่อนและเธอนั้นยังเป็นน้องเมียของเพื่อนอีก ในเมื่อเป็นคนใกล้ตัวขนาดนี้จะไม่ให้เขาเดินหน้าสานต่อความต้องการยังไงไหว ใครจะไปรู้ว่าเพื่อนของพี่เขยคนนั้นจะเป็นผู้ให้ทุนเรียนเธอมาตลอดตั้งแต่สมัยมัธยม และตอนนี้เขากำลังเรียกร้องสิ่งที่เขาลงทุนไป ไม่ใช่เงินตราแต่ทว่าเป็นร่างกายของเธอ
View Moreณ บ้านแสนสุขหลังเล็กในชุมชมหนึ่งในเมืองหลวง
"แม่จ๋า ให้หนูช่วยอะไรไหม?" เสียงเล็กของเด็กสาววัยรุ่นวัย 16 ปี เอ่ยถามมารดาหลังจากที่ตนได้กวาดถูบ้านเสร็จแล้ว ร่างเล็กเดินเข้าไปหาหญิงวัยกลางคนในครัวที่ท่านกำลังจะทำอาหารมื้อเย็นอยู่ "ถูบ้านเสร็จแล้วเหรอ งั้นหั่นผักให้แม่หน่อยจะได้เสร็จเร็ว ๆ พ่อกลับมาจะได้ได้กินเลย" วารีหันมาบอกลูกสาวคนเล็กนามว่า วิลาสินี ก่อนจะหันไปกลับปลาในกระทะต่อ "ปลาทอดหอมจัง" วิลาสินีเดินไปหยุดข้าง ๆ ผู้เป็นแม่ ใบหน้าเล็กชะโงกไปมองปลานิลที่ออกเป็นสีเหลืองน่ารับประทาน สูดลมหายใจเข้าเอากลิ่นหอมเข้าปอดไปด้วย "ของชอบเราล่ะสิ ไป ๆ ไปหั่นผักก่อน" วารียกฝ่ามือดันหน้าผากลูกสาวจอมแก่นไล่ให้เด็กสาวออกห่างจากกระทะที่น้ำมันกำลังเดือดเปะปะ ห่วงว่าน้ำมันจะกระเด็นโดนผิวสวย ๆ ของเธอ "ค่า วันนี้หนูต้องกินข้าวสองจานแน่เลย" วิลาสินีพูดเสียงสดใส ถอยไปประจำยังเขียงไม้แล้วทำการหั่นหัวกะหล่ำปลีที่แม่ได้วางไว้ ขณะที่แม่ลูกกำลังหัวเราะกันอย่างมีความสุข เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของวารีก็ดังขัดจังหวะขึ้น ขณะนั้นเป็นจังหวะที่ปลาทอดได้เหลืองกรอบพอดีเธอจึงได้ทำการปิดแก๊สก่อน "เอาปลาขึ้นพักน้ำมันให้แม่ด้วย" วารีหันไปสั่งลูกสาวแล้วเดินไปยังโต๊ะอาหารซึ่งโทรศัพท์มือถือได้วางอยู่ตรงนั้น เอื้อมไปหยิบมาดูรายชื่อผู้เรียกเข้า ขมวดคิ้วเข้าหากันเข้ากันเมื่อเห็นแต่ตัวเลขสิบตัวแสดงให้เห็นว่าผู้โทรมาไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่บันทึกไว้ "สวัสดีค่ะ" เมื่อผู้โทรมาเป็นคนที่ไม่สนิท วารีจึงรับด้วยคำพูดเป็นทางการ 'สวัสดีครับ นี่เบอร์ภรรยาคุณวีระใช่ไหมครับ' เสียงทุ้มไม่คุ้นหูปนความกังวลทำให้วารีรู้สึกใจคอไม่ดี "ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?" วารีตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกังวลไม่แพ้คนทางปลายสาย เกิดลางสังหรณ์ว่าอาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้เป็นสามี 'ทำใจดี ๆ นะครับ คุณวีระประสบอุบัติเหตุรถชน เสียชีวิตแล้วครับ' สิ้นเสียงบอกกล่าวของชายปลายสาย วารีเกิดอาการหูดับวิ้งไปชั่วขณะ แขนขาเกิดการอ่อนแรงทรงตัวไม่อยู่ทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้น โทรศัพท์หลุดร่วงออกจากมือก่อนจะเริ่มสะอื้นไห้เมื่อจับใจความประโยคดังกล่าวได้ทั้งหมด "ไม่! ไม่จริง!" วารีร้องตะเบ็ง สองมือกุมกันยกขึ้นมาทาบอกร่ำร้องปานใจจะขาดเสียให้ได้ที่ผู้เป็นที่รักได้จากไปกะทันหัน "แม่! แม่เป็นอะไร!" วิลาสินีวิ่งเข้ามาหามารดาตนทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้อง สองแขนเรียวโอบกอดร่างอวบของแม่เพื่อปลอบประโลม เสียงร้องคร่ำครวญของแม่ทำเธอจะขาดใจไปด้วย "พ่อ..พ่อหนู ตายแล้ว.." วารีพยายามหยุดการสะอื้นไห้หันไปหาลูกสาวคนเล็ก มือข้างหนึ่งโอบตัวเล็กมากอดแนบอกเพื่อปลอบใจกันและกัน ผ่านไปเกือบนาทีกว่าวารีจะตั้งสติได้ นึกขึ้นได้ว่าต้องไต่ถามเรื่องศพสามีจึงได้เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่คว่ำหน้าอยู่กับพื้น ดีที่ทางปลายสายทางโน้นเข้าใจสภาพจิตใจผู้สูญเสียจึงได้รอสายอยู่ "ขอ..โทษนะคะ ตอนนี้ศพอยู่ไหนคะ?" วารียกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง สูดหายใจลึก ๆ สะกดกลั้นความอ่อนแอเอาไว้ภายใน เธอต้องเป็นที่พึ่งของลูก ๆ ได้เมื่อตอนนี้ได้ขาดเสาหลักไปแล้ว ถ้าเธออ่อนแออีกคนลูก ๆ ของเธอจะอยู่ได้อย่างไร 'อยู่โรงพยาบาล K ครับ ตอนนี้มืดแล้ว มารับศพได้พรุ่งนี้เช้านะครับ' เสียงทุ้มตอบกลับอย่างใจดีก่อนจะขอตัววางสายไป "พ่อ..พ่อจ๋า" วิลาสินีสะอื้นไห้ตัวโยนอยู่ในอ้อมอกผู้เป็นแม่ น้ำตาไหลเปรอะเปื้อนสองแก้มเนียนจนหมดสิ้นความสวย ขณะนั้นวารีก็ได้รีบต่อสายหาวิรัศยาลูกสาวคนโตที่ไปทำงานอยู่เกาะใดเกาะหนึ่งของประเทศ แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นที่ใดเพราะลูกสาวคนโตไม่ได้บอกไว้ แต่ติดต่ออย่างไรก็โทรไม่ติดจนเธอถอดใจหันมากอดปลอบประโลมลูกสาวคนเล็กต่อ วิลาสินีได้ยินเสียงผู้เป็นแม่บ่นว่าติดต่อพี่สาวไม่ได้แต่เธอก็ไม่ได้สนใจรับรู้ตรงนั้น เพราะตอนนี้ใจเธอรู้แต่เพียงว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่มีพ่อผู้แสนจะใจดีอีกแล้ว พ่อจากเธอไปตลอดกาลเสียแล้วหนึ่งทุ่มในวันเดียวกัน กว่าครอบครัวของพี่สาวจะกลับไปเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงตอนบ่าย เพราะทั้งสองครอบครัวได้มีการจัดปาร์ตี้ย่อม ๆ กันตามประสาพี่ ๆ น้อง ๆ ส่วนฝั่งเขยก็ไม่ต้องเดาให้ยากว่าพวกเขาทำอะไรกัน เพราะแต่ไหนแต่ไรถ้าเจอหน้ากันพวกเขาก็มักจะพากันดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว "ลูกหลับแล้วเหรอ?" พอเควินเข้ามาได้ก็ถามไถ่เมียรัก เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จหลังจากไปออกกำลังเรียกเหงื่อมา "เพิ่งกินนมหลับไปค่ะ" วิลาสินีที่นอนตะแคงกกทารกน้อยตอบสามี หันไปมองก็เห็นว่าเขาใส่กางเกงนอนขาสั้นตัวเดียว ด้านบนนั้นไร้อาภรณ์คลุมกายกอวดซิกแพ็คให้เธอได้หัวใจแกว่งเล่น "มองจัง อยากเหรอ?" จู่ ๆ เควินก็ดึงเข้าเรื่องบนเตียงหน้าตาเฉย เห็นแก้มนวลแดง ๆ ของเมียรักก็อดที่จะกระเซ้าเธอไม่ได้ แต่พอได้พูดถึงเรื่องลามกก็เกิดมีอารมณ์ขึ้นมาเสียเอง จนลำเนื้อที่คอพับอยู่กลางหว่างขาเริ่มเงยหัวขึ้นมาดันกางเกง "หยะ..อยากอะไรคะ?" วิลาสินีถามกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แค่ลำพังเห็นกายแน่นหนั่นกึ่งเปลือยเธอก็ใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว ยังมาโดนจับได้ว่าแอบมองร่างกายสมบูรณ์แบบได้ ใครบ้างจะทำตัวให้เป็นปกติได้ "ก็เห็นมอง เฮียไม่ติดนะ ถึงจ
ณ ห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลในห้าชั่วโมงต่อมา คุณแม่ป้ายแดงที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยความอ่อนเพลือนอนพักอยู่บนเตียงพักฟื้นในห้องวีไอพี เธอนอนตะแคงหันหน้าไปหาลูกสาวตัวน้อยที่นอนอยู่บนเตียงทารก รอคอยให้เด็กหญิงวรัญญา หรือ เคร่า ตื่นมาร้องขอกินนม แววตาที่มองไปยังลูกสาวเต็มไปด้วยความรักเต็มเปี่ยม เข้าใจคำว่ารักสุดหัวใจก็ตอนนี้นี่เอง "หนูหิวไหม?" เควินเดินมาหยุดข้างเตียงแล้วถามเมียรักด้วยความเป็นห่วง เพราะตั้งแต่ที่เธอเจ็บท้องตอนมื้อกลางวันทำให้พลาดอาหารมื้อนั้นไป จนตอนนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลาเย็นแล้วเธอก็ยังไม่รับประทานอะไรเลย มีแต่เพียงน้ำร้อนที่หมอบอกให้ดื่มเพื่อน้ำนมจะได้มาเร็ว "ไม่หิวเลยค่ะ แค่กินน้ำร้อนหนูอิ่มแล้ว" วิลาสินีตอบสามีพลางยิ้มเนือย ๆ ไปให้อย่างขอบคุณในความเป็นห่วงของเขา การที่เจ็บแผลคลอดและเสียเลือดไปเป็นจำนวนมากขณะที่คลอดทำเอาเธอไร้สิ้นความสดใส แต่กระนั้นความอิ่มเอมก็มีเต็มหัวใจเมื่อหันไปมองใบหน้ากลมแก้มป่องสีชมพู ที่กำลังหลับตาพริ้มในเปลนอนทารก ทุกครั้งที่มองหน้าลูกสาวความเจ็บแทบจะหายไปทั้งหมด "ไม่หิวก็ต้องกินหน่อย อีกเดี๋ยวเขาก็น่าจะเอาข้าวมาให้ เดี๋ยวหนูไม่แรงอุ้มลูกตอนให้น
"มา ๆ เฮียช่วยกินก็ได้" รู้ตัวว่าทำพลาดเควินจึงได้ง้อทันที ร่างกำยำขยับเข้าไปหาร่างอวบพลางยื่นมือไปจับมือน้อยที่มีช้อนเล็กตักไอศกรีมขึ้นมาเต็มช้อนแล้วก้มลงไปรับอ้าปากรับ ทำให้เหมือนกับว่าเธอป้อนเขาเหมือนที่เธอตั้งใจจะทำเมื่อครู่ แม้ว่าจะขนลุกเกลียวกับของหวานเย็นในปากเพียงใดก็นิ่งเข้าไว้ ไม่อยากจะสร้างงานให้ตัวเองไปมากกว่านี้ เห็นแบบนั้นคุณแม่พุงกลมก็ยิ้มออก ตักไอศกรีมเข้าปากบ้าง คำต่อไปก็หันไปป้อนสามี สลับกันไปแบบนี้จนใกล้จะหมดกล่องอยู่แล้ว แต่เธอก็ต้องเป็นอันต้องชะงักมือเมื่อรู้สึกเจ็บจี้ดที่ท้อง เธอเคยเจ็บแบบนี้มา 3-4 ได้แล้ว เห็นหมอบอกว่าเป็นการเจ็บเตือน แต่ครั้งนี้ให้ความรู้สึกเจ็บมากกว่าการเจ็บเตือนมากนัก "อูย.." วิลาสินีครางเสียงเบา ยกมือมาลูบหน้าท้องหวังจะให้การสัมผัสนี้ทุเลาความเจ็บลงบ้าง "หนูเป็นอะไร?" เควินถามเสียงตกใจ จากเดิมที่เขานั่งพิงพนักโซฟารีบดีดตัวขึ้นนั่งหลังตรงทันที ทำให้แขนแกร่งที่ให้เธอพิงอยู่พ้นออกมาจากท้ายทอยเล็ก ปล่อยให้เมียสาวเอนพิงไปยังพนักเต็มที่ "หนูเจ็บท้องจัง.." วิลาสินีตอบสามี เป็นเพราะเป็นช่วงที่มดลูกคลายตัวเลยทำให้เธอตอบออกไปได้ ไม่เช่นนั้นเธอก็ค
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้วิลาสินีอุ้มท้องลูกน้อยของเธอและสามีได้จนถึงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้ว อาการอาเจียนเนื่องจากแพ้ท้องของเธอหายไปในตอนที่อายุครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว แต่หากอาการน้อยใจสามีกลับไม่หายไปด้วย เธอพยายามจะหักห้ามใจแล้วที่จะไม่ทำตัวไร้เหตุผล แต่ก็ไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้เลย จนฝ่ายรับบทหนักอย่างสามีตัวโตต้องคอยเอาใจซึ่งไม่เรื่องที่ยากลำบากกับผู้บริหารหนุ่มมากนัก เพราะที่ผ่านมาเขาก็ชอบตามใจเธออยู่แล้ว ช่วงที่ภรรยาท้องแก่ใกล้คลอดนี้ เควินได้ย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่บ้านชั่วคราวเพื่อที่จะอยู่เป็นเพื่อนเมียรักและดูแลเธอไปด้วย แม้จะมีแม่บ้านอยู่เป็นเพื่อนแล้วแต่เขาก็เป็นห่วงสุดที่รักของเขาอยู่ดี หลังอาหารมื้อเช้า วิลาสินีพาร่างกายอุ้ยอ้ายของตนเดินไปหาสามีที่นั่งดูข่าวในห้องนั่งเล่น ในมือของเธอมีไอศกรีมรสช็อกโกแลตชิพขนาดกล่องสามร้อยกรัมจากร้านไอศครีมชื่อดังติดมือไปด้วย ถึงตอนนี้จะยังเป็นช่วงเช้าแต่เธอก็สามารถรับประทานของเย็นได้โดยไร้ความหนาวเย็น คุณแม่ร่างอวบค่อย ๆ หย่อนกายนั่งข้าง ๆ สามีโดยมีหนาคอยประคองเอวระวังไม่ให้เธอทิ้งตัวลงนั่งแรงเกินไปเดี๋ยวลูกสาวที่อยู่ในท้อ





