Share

ทำคุณบูชาโทษ

last update publish date: 2026-08-27 22:51:35

           “อึ๋ยยย… บริษัทก็ออกจะใหญ่โต ติดไฟตามทางเดินหรือสปอตไลต์เพิ่มให้มันสว่างกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง”

           ปุณยวีร์อดบ่นออกมาไม่ได้ขณะเดินออกมาจากตัวอาคารหลังเอาแฟ้มงานไปเก็บไว้ที่แผนกแล้วพบว่าทางเดินค่อนข้างมืด

           กว่าล่ามสาวจะเดินทางกลับมาถึงบริษัท HANO หลังจากต้องติดตามนายญี่ปุ่นออกไปพบคู่ค้าตลอดทั้งวันเวลาก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่มแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและเลิกงานค่อนข้างดึกติดต่อกันหลายวันทำให้วันนี้เธอไม่อาจอดทนรอกลับพร้อมรถรับส่งได้ เพราะรถจะมารับส่งตามกำหนดเวลา คือช่วงเวลาสี่โมงครึ่งสำหรับพนักงานที่ทำงานในเวลาปกติ และสองทุ่มครึ่งสำหรับพนักงานที่ทำงานล่วงเวลา ซึ่งถ้าปุณยวีร์คิดจะกลับพร้อมรถรับส่งก็ต้องรอไปอีกเกือบชั่วโมงกว่ารถจะมา แล้วยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกประมาณสี่สิบห้านาทีกว่าจะถึงอะพาร์ตเมนต์ ค่ำวันนี้เธอจึงตัดสินใจว่าจะเรียกรถรับจ้างกลับที่พักเองแทนที่จะยอมเสียเวลารอเหมือนวันก่อนๆ

           ครั้นพอออกมานอกตัวอาคารแล้วหญิงสาวก็ชักไม่แน่ใจว่าตัดสินใจถูกรึเปล่า เธอไม่ค่อยถูกโรคกับความมืดสลัวและเงียบวังเวงอย่างนี้เลย ให้ตายเถอะ! ถ้ารู้อย่างนี้งีบหลับอยู่ที่ห้องทำงานรอเวลาคนอื่นเลิกงานแล้วค่อยออกมาเสียก็ดี แต่ไหนๆ ก็ออกมาแล้วจะเดินกลับเข้าไปคืนก็กระไรอยู่ เอาน่า แข็งใจเดินไปหน่อยอีกเดี๋ยวเดียวก็ถึงหน้าบริษัทแล้วจะได้กลับไปพักผ่อนเร็วๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ด้วย คิดได้ดังนั้นเธอก็ดึงสายสะพายกระเป๋าให้กระชับกับไหล่ก่อนจะรีบก้าวฉับๆ เพื่อจะได้ไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด

           ‘บรู๊ววว…’ เสียงหมาหอนที่ดังขึ้นได้จังหวะพอดิบพอดีทำเอาปุณยวีร์สะดุ้งโหยงขนอ่อนแข่งกันลุกเกรียว แล้วสารพัดเรื่องเล่าที่ได้ยินได้ฟังมาจากพนักงานสาวๆ ในไลน์ผลิต ไม่ว่าจะเป็นผีสาวตายทั้งกลมจากแผนกจัดซื้อ ผีป้าแม่บ้าน ผีลุงคนขับรถตู้ ฯลฯ ก็สลับกันดังขึ้นในหัว

            ‘ปุ่นมาดีนะ ไม่ได้คิดร้ายหรือเบียดเบียนใครเลย เพราะงั้นก็อย่ามาหลอกมาหลอนปุ่นเลยนะ’

            ล่ามสาวภาวนาในใจขณะสับฝีเท้าก้าวให้เร็วขึ้น แล้วก็มาถึงจุดวัดใจ! ต้นไทรย้อยต้นใหญ่ก่อนจะถึงลานจอดรถสำหรับพนักงาน ที่มีเรื่องเล่าขานว่า… วิญญาณของพนักงานสาวจากแผนกจัดซื้อซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถชนตายขณะตั้งครรภ์มักจะมาปรากฏตัวโดยห้อยหัวลงมาจากกิ่งไม้ให้พนักงานที่เลิกงานกะดึกและเดินผ่านจุดนี้ขวัญผวาอยู่เนืองๆ ปุณยวีร์หลับตาปี๋พลางเร่ง สปีดเต็มฝีเท้าพยายามจะวิ่งผ่านเงามืดครึ้มของต้นไม้ในเรื่องเล่าไปให้เร็วที่สุด เธอหวังสุดใจว่าจะผ่านมันไปได้โดยไม่เห็นหรือได้ยินสิ่งผิดปกติใดๆ

           “กรี๊ดดด….” ครั้นแล้วล่ามสาวก็ต้องกรีดร้องขึ้นมาสุดเสียงทั้งยังสะบัดแขนเร่าๆ หากไม่ใช่เพราะได้เห็นวิญญาณสาวห้อยหัวลงมาหลอกหลอน หรือได้ยินเสียงโหยหวนชวนขวัญผวา แต่เป็นเพราะว่าสัมผัสเย็นชืดที่แขน!

           “อ๊ายยย… ไอ้ผีบ้า บอกแล้วไงว่าฉันมาดี ทำไมต้องมาหลอกมาหลอนกันด้วย  ฮืออออ… พ่อจ๋า แม่จ๋า พี่เป้ ยัยพิมพ์ ช่วยปุ่นด้วย นี่แน่ะๆ ปล่อยนะ ฉันบอกให้ปล่อยไงเล่า! ไอ้ผีบ้า!” หลับหูหลับตากรีดร้องโวยวายไม่พอยังใช้กระเป๋าสะพายฟาดเปะปะไปยังสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็น ‘ไอ้ผีบ้า’ ไม่ยั้งมืออีกด้วย

           “โอ๊ย! เจ็บชะมัด ยัยบ้าฟาดเข้ามาได้”

           เสียงแหบห้าวสบถดังขึ้นมา “นี่คุณ! คุณปุณยวีร์ กรุณาหยุดร้องโวยวายแล้วลืมตาขึ้นมาดูซะจะได้เห็นว่าไอ้ผีบ้าของคุณมันอยู่ตรงไหน ไม่ใช่หลับหูหลับตาตีเปะปะไปทั่วแบบนี้ ผมเป็นคนนะไม่ใช่ผี!” ยังเป็นเสียงเดิมที่บ่นหัวเสีย เสียงแหบห้าวที่ฟังไปแล้วก็เหมือนจะเคยคุ้นว่าเป็นเสียงของ…

           “คุณ!” พอสงบสติอารมณ์ได้หยุดร้องโวยวายแล้วปุณยวีร์ก็เปิดเปลือกตาคู่กลมโตขึ้น และก็เห็นว่า ‘ไอ้ผีบ้า’ ที่ถูกเธอฟาดไปตั้งหลายที ที่แท้แล้วก็เป็น ‘ไอ้เด็กเวร! วิศวกรมาดนิ่ง’ นั่นเอง

           ชินพัตต์ลูบมือไปตามเนื้อตัว ดวงตาคู่คมที่มองกลับมาฉายแสงจัดจ้าด้วยแรงโทสะที่คงจะพุ่งสูงปรี๊ดติดเพดาน มันก็แน่อยู่แล้วล่ะ เธอฟาดไม่ยั้งมือเลยนี่ ขนาดหลับตาฟาดยังตรงเป้าเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย แล้วอีกอย่างอาวุธที่ใช้ฟาดก็ไม่ใช่แค่กระเป๋าสะพายหนังธรรมดาๆ แต่เป็นกระเป๋าสะพายหนังที่บรรจุแลปท็อปอยู่ภายในอีกต่างหาก คงจะเจ็บไม่ใช่น้อยๆ เลย และถึงจะคิดได้ หากก็ใช่ว่าคนทำจะยอมรับผิดง่ายๆ ยิ่งกับคนที่มีคดีกันมาตั้งแต่แรกพบด้วยแล้ว

           “ก็… คุณทำฉันตกใจนี่ อยู่ดีๆ ก็เอาอะไรไม่รู้เย็นๆ ชืดๆ มาถูกตัวคนอื่น” ปุณยวีร์พูดพลางยักไหล่

           ฟังคำแก้ตัวของอีกฝ่ายแล้ววิศวกรหนุ่มก็ถึงกับยกมือกุมหน้าผาก รู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที

           “กระป๋องน้ำแช่อยู่ในตู้เย็นมันก็ต้องเย็นอยู่แล้ว คุณก็หัดคิดบ้างสิ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็หลับหูหลับตากรี๊ดๆ ท่าเดียว”  

           หลังกลับจากออดิทโพรเซสของเวนเดอร์วันนี้ชินพัตต์ก็เอาแฟ้มงานไปเก็บไว้ที่แผนกตามปกติ แล้วพอผ่านโรงอาหารก็กดน้ำอัดลมจากตู้กดอัตโนมัติมากระป๋องหนึ่งเพราะรู้สึกกระหายกะว่าจะดื่มระหว่างทาง แต่ขณะที่กำลังจะดึงห่วงเพื่อเปิดกระป๋องอยู่นั่นเอง

           สายตาเจ้ากรรมของเขาก็ดันเหลือบไปเห็น ‘ยัยล่ามทิงเจอร์มหาประลัย’ มืดค่ำป่านนี้แล้วแต่ยังอยู่ที่บริษัท สงสัยเพิ่งกลับมาจากพบลูกค้ากับนายญี่ปุ่นเหมือนเคย และเขาก็คงจะหมดความสนใจในตัวอีกฝ่ายเพียงแค่นั้น ถ้าไม่ติดว่าเห็นร่างเล็กมีท่าทีแปลกๆ จู่ๆ ก็วิ่งพุ่งเข้าใส่สิ่งกีดขวางที่ตั้งอยู่ข้างหน้าซะงั้น... นี่เจ้าหล่อนคิดจะทำอะไร ตาโตๆ เอาเรื่องคู่นั้นบอดใช้การไม่ได้ในที่มืดหรือยังไง

           เขาคิดอย่างหงุดหงิดอยู่ในใจขณะสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหาแล้วรีบยึดข้อมือเล็กเอาไว้ และในระหว่างนั้นกระป๋องน้ำอัดลมซึ่งเย็นจัดที่อยู่ในมือของเขาก็คงจะไปโดนตัวเจ้าหล่อนเข้า… แล้วก็อย่างที่เห็น เจ้าหล่อนร้องกรี๊ดๆๆ จนแก้วหูเขาแทบแตกไม่พอยังจะเอากระเป๋าสะพายแข็งๆ ฟาดมาไม่ยั้งมืออีก เฮ้อ… ทำคุณบูชาโทษชัดๆ ถ้ารู้อย่างนี้ปล่อยให้เจ็บตัวเสียก็ดี ไม่น่าเข้าไปยุ่งเลยจริงๆ พับผ่า!

           ...TBC...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เทหน้าตักรักนางมารร้าย   แกรนด์โอเพนนิ่ง

    “กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ

  • เทหน้าตักรักนางมารร้าย   นางฟ้าปีกหัก

    ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”

  • เทหน้าตักรักนางมารร้าย   นางฟ้า VS จอมมาร

    “คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ

  • เทหน้าตักรักนางมารร้าย   เรื่องเอ็กซ์คลูซีฟ

    “จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น

  • เทหน้าตักรักนางมารร้าย   แอ๊บแล้วยังดูออก

    “อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่

  • เทหน้าตักรักนางมารร้าย   เจ้าถิ่นทัก

    “ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status