LOGIN“อ้าว นั่นไง พูดถึงก็โผล่หน้ามาพอดี” ประโยคนี้ของภควัตเรียกให้คนที่กำลังเซ็งจำต้องหันมองตาม และจากที่เซ็ง อยู่แล้วก็กลายเป็นเซ็งจับจิต เพราะวิศวกรที่ว่านั้นไม่ใช่ไอ้พี่ดำปืน แต่เป็นไอ้เด็กเวรหน้านิ่ง!
“ไปอยู่ไหนมาล่ะชิน พี่เห็นนายออกจากแผนกตั้งนานแล้ว ทำไมถึงเพิ่งโผล่หน้ามาให้เห็น” ภควัตถามคนมาใหม่
“ผมก็เดินเรื่อยเปื่อยอยู่แถวๆ นี้แหละครับ” ชินพัตต์ตอบเสียงเรียบ
“ถ้างั้นพี่ขอตัวก่อนนะ ทีมของทาคาดะซังมาพร้อมหมดทุกคนแล้ว” ภควัตเอ่ยขอตัวเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานจากแผนกอื่นๆ ที่ต้องไปออดิทโพรเซสด้วยกันทยอยขึ้นไปนั่งบนรถตู้
“ค่ะ” ปุณยวีร์ตอบรับแล้วมองตามตาละห้อย
เมื่อซาโต้ซังและคณะเดินทางไปถึงบริษัท M&R SPRING แต่ละคนก็เริ่มต้นปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตัวเองทันที ซึ่งทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยจนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยงผู้จัดการโรงงานของ M&R SPRING ก็ได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันแก่ซาโต้ซังและคณะที่ร้านอาหารมีชื่อแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายหาดติดกับชายทะเล สายลมพัดโชยเย็นๆ บวกกับอาหารเลิศรสเพราะถูกปรุงแต่งขึ้นจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมทั้งยังสดใหม่ช่วยลดความเคร่งเครียดอันเกิดจากการทำงานได้เป็นอย่างดี
“อย่าเพิ่งอิ่มกันนะครับ เมนูแนะนำอีกอย่างมาเสิร์ฟแล้ว” เจ้าภาพบอกพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปรับอาหารจานล่าสุดจากพนักงานเสิร์ฟมาวางลงบนโต๊ะ
“หอยนางรมสดๆ ครับ ของที่นี่เขาขึ้นชื่อมากถ้าใครแวะมาทานอาหารที่นี่แล้วไม่ได้ทานล่ะก็แปลว่ายังมาไม่ถึง เชิญครับเชิญ เดี๋ยวจะหาว่าผมพูดเกินจริง” คนเสนอตัวเป็นเจ้าภาพพูดเชื้อเชิญ ท่าทางอัธยาศัยดีของเขาช่วยทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างเป็นกันเอง
“คุณปุณยวีร์ครับช่วยบอกกับซาโต้ซังเหมือนกับที่ผมบอกด้วยนะครับ ผมไม่อยากให้แกพลาดเมนูนี้เลยจริงๆ” เขาไม่ลืมย้ำกับล่ามสาวให้สื่อสารกับนายญี่ปุ่นเพื่อให้เข้าใจตรงกันด้วย ซึ่งเธอก็หันไปส่งสารกับชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ทุกคำโดยไม่มี ตกหล่น
“Dozo Dozo ซาโต้ซัง” ผู้จัดการโรงงาน M&R SPRING กล่าวเชื้อเชิญอีกฝ่ายเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบง่ายๆ ที่เขาถามเอาจากปุณยวีร์พลางเลื่อนจานที่บรรจุหอยนางรมไปให้ใกล้ๆ
“อร่อยภาษาญี่ปุ่นพูดว่า ‘Oishii’ ใช่หรือเปล่าครับ” เขาส่งคำถามภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำมาอีกครั้ง
ปุณยวีร์พยักหน้ารับ “ค่ะ จะพูดว่า Oishii ก็ได้”
“Oishii มากๆ คอนเฟิร์ม” ผู้จัดการโรงงาน M&R SPRING พูดไทยคำญี่ปุ่นคำแถมห้อยท้ายอังกฤษด้วยอีกคำเรียกเสียงหัวเราะจากสมาชิกรายรอบโต๊ะ แล้วเขาก็ไม่ผิดหวังเมื่อได้เห็นว่าซาโต้ซังตักอาหารที่เขาสู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงเชียร์เต็มที่ส่งเข้าปาก
หลังจากกลืนอาหารลงคอเรียบร้อยแล้วซาโต้ซังก็พยักหน้าแรงๆ ก่อนจะบอกเสียงค่อนข้างดังว่า “Umai!”
คนเป็นเจ้ามือหันหน้าเหลอหลามาหาปุณยวีร์ “หมายความว่ายังไงครับ ซาโต้ซังบอกว่าไม่อร่อยเหรอครับ”
ล่ามสาวยิ้มพลางส่ายศีรษะ “อร่อยมากค่ะ ซาโต้ซังบอกว่าอร่อยมากๆ”
ผู้จัดการโรงงาน M&R SPRING มีสีหน้ากังขา “ถ้าอร่อยก็ต้องบอกว่า Oishii ไม่ใช่เหรอครับ แต่เมื่อกี้ซาโต้ซังแกไม่ได้พูดอย่างนี้นี่” ถามน้ำเสียงยังไม่คลายความสงสัย
ปุณยวีร์หัวเราะก่อนจะขยายความว่า “Oishii และ Umai แปลว่าอร่อยทั้งคู่ค่ะ เพียงแต่ใช้ต่างกันหน่อยเดียวOishii ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงจะใช้เพราะถือว่าเป็นทางการและสุภาพ ส่วน Umai จะออกแนวดิบๆ เถื่อนๆ แมนๆ หน่อย เป็นคำที่ผู้ชายนิยมใช้ เพราะพูดแล้วให้ความรู้สึกอร่อยถึงใจกว่า แปลเป็นไทยก็แบบ แซ่บว่ะ แซ่บเว่อร์ คืออร่อยจนลืมสุภาพอะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซาโต้ซังไม่สุภาพกับคุณไพโรจน์และทุกคนนะคะ ท่านใช้คำนี้เพื่อแสดงออกถึงความเป็นกันเองด้วย”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ผู้จัดการโรงงาน M&R SPRING พยักหน้ารับรู้
จบจากการอธิบายทำความเข้าใจกับคนชาติเดียวกันแล้วล่ามสาวก็ต้องทำหน้าที่แปลสารให้เจ้านายชาวญี่ปุ่นซึ่งหันหน้าเหลอหลาไม่แพ้ผู้จัดการโรงงานชาวไทยมาหาเธอให้เขาได้รับรู้ด้วย ซาโต้ซังหัวเราะเมื่อเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก่อนจะหันสบตากับสมาชิกรายรอบโต๊ะแล้วเริ่มต้นอธิบายความแตกต่างกันของภาษาญี่ปุ่นทั้งสองคำในแบบของเขา
“ปุณจัง” เขาผายมือไปที่ปุณยวีร์ก่อนจะผายมือไปที่สมาชิกซึ่งเป็นเพศหญิงทุกคนรอบโต๊ะแล้วจีบปากจีบคอพูดเสียงแหลมเล็กพยายามให้เหมือนผู้หญิงว่า “Oishii” จากนั้นก็กลับมาชี้ที่ตัวเขาเอง ผู้จัดการโรงงาน M&R SPRING และสมาชิกเพศชายคนอื่นๆ ก่อนจะยกแขนทำท่าเบ่งกล้ามแล้วพูดเสียงห้าวเข้มว่า “Umai!” เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงดังไปทั้งห้องรับรองพิเศษของร้านอาหาร
“ปุณจัง” ซาโต้ซังเรียกปุญยวีร์ด้วยชื่อที่เขาตั้งขึ้นเองเพราะชื่อจริงของเธอยาวไปและเรียกยาก ส่วนชื่อเล่นเขาก็เรียกไม่ถนัดเพราะเสียงวรรณยุกต์และไม่ได้มีแค่เพียง ปุณยวีร์เท่านั้น มณฑกานต์ ทอไหม ก็มีชื่อที่เจ้านายญี่ปุ่นเป็นคนตั้งให้ด้วยเหมือนกัน
ล่ามสาวหันหน้าไปหาคนเป็นเจ้านายและตั้งท่ารอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดหรือถามอะไร
“Umai” ซาโต้ซังพูดพลางพยักพเยิดไปที่จานหอยนางรม
ปุณยวีร์พยักหน้าบอกว่าเห็นด้วยแล้วก็ยิ้มกว้าง ท่าทางเจ้านายของเธอจะถูกใจอาหารจานนี้มาก ครั้นแล้วล่ามสาวก็ต้องยิ้มค้างเพราะซาโต้ซังเอื้อมมือไปเลื่อนจานอาหารที่ว่าเข้ามาใกล้ตัวแล้วจัดแจงตักหอยนางรม เครื่องเคียง และน้ำจิ้มใส่ลงในจานของเธอ
“Dozo Dozo” เขาเชื้อเชิญให้เธอลองชิมอาหารที่เขาถูกใจเป็นพิเศษบ้าง “Umai” บอกพลางยกนิ้วโป้งการันตีว่ารสชาติมันดีจริงๆ อีกครั้ง
เห็นท่าทางเชิญชวนอย่างกระตือรือร้นของคนเป็นเจ้านายแล้วปุณยวีร์ก็รู้สึกเหมือนกลืนน้ำลายได้ยากเย็นเหลือเกิน เธอพยายามเค้นยิ้มออกมาก่อนจะตอบขอบคุณอีกฝ่าย “Arigato Gozaimasu”
...TBC...
“กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ
ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”
“คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ
“จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น
“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่
“ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห







