공유

บทที่ 3

작가: ซุ่ยซุ่ย
วันงานเลี้ยง ที่ห้องจัดเลี้ยงมีแขกเหรื่อมากหน้าหลายตามาร่วมงาน

ทุกคนพากันชะเง้อคอมอง อยากรู้ว่าคุณหนูตัวจริงที่พลัดพรากจากตระกูลมหาเศรษฐีหน้าตาเป็นยังไง

แต่ฉันออกมาในชุดเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์กับกางเกงยีน

จริงๆ แม่เตรียมชุดราตรีสั่งตัดพิเศษให้ฉัน 10 กว่าชุด

แต่พอคิดว่าต้องเหนื่อยเปลี่ยนชุด เหนื่อยแต่งหน้าทำผม ฉันก็รีบปฏิเสธทันที

มีเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากกลุ่มคน

“บ้านนอกจริงด้วย เชยเวอร์ พอเทียบกับลูกสาวบุญธรรมของตระกูลไป๋ ช่างต่างกันเหมือนกากับหงส์”

วันนี้ไป๋เฉียงเวยแต่งหน้าทำผมสวยเป็นพิเศษ เธอยืดอกอย่างภาคภูมิใจ มีความสุขกับสายตาที่มองมาทางเธอด้วยความอิจฉา

ฉันขี้เกียจโต้เถียงกับพวกเขา

ฉันรู้สึกหิวนิดหน่อย แต่พ่อแม่ยังไม่ลงมา เลยไปหาที่นั่งตรงมุมที่ไม่มีคน กะว่าจะกินอะไรสักหน่อย

อยู่ๆ มีคนมาชนฉันอย่างแรง

ฉันไม่ได้ถือสาอะไร กินขนมต่อไปเรื่อยๆ

แต่วินาทีต่อมา ผู้หญิงคนนั้นคว้าข้อมือฉันพร้อมกับถามเสียงดังลั่น

“เธอขโมยของฉันทำไม?”

สายตาคนทั้งงานจับจ้องมาที่ฉันทันที

ซุนหย่าล้วงสร้อยคอระยิบระยับออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนฉัน พูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า

“นี่คือสร้อยคอที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ฉัน เป็นสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้”

“ตอนนี้มันอยู่ในกระเป๋ากางเกงเธอ ถ้าเธอไม่ได้ขโมย แล้วจะเป็นใครได้อีก?”

เธอจับข้อมือฉันแล้วตะโกนพูดกับแขกในงาน

“ทุกคนดูไว้ คิดไม่ถึงว่าคุณหนูตระกูลมหาเศรษฐีจะมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย”

เกิดเสียงฮือฮาทั่วงาน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเป็นระลอก

ขณะนั้นไป๋เฉียงเวยเดินออกมาได้จังหวะพอดีเป๊ะ เธอช่วยพูดไกล่เกลี่ยอย่างมีวุฒิภาวะ

“หยาหย่า ฉันว่าเธอเข้าใจพี่สาวฉันผิดแน่ๆ พี่ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น”

พวกเธอสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมา 10 ปี พอเห็นว่าไป๋เฉียงเวยอยากจบเรื่องนี้ ซุนหย่าพูดเสียงตัดพ้อ

“ทำไมเธอไม่ให้ฉันพูด หัวขโมยทำตัวเหนือกว่าแบบนี้ เธอยอมได้เหรอ?”

มองภายนอกเหมือนไป๋เฉียงเวยกำลังช่วยอธิบาย ทว่ามีความสะใจซ่อนอยู่ในดวงตาของเธอ

วิธีกระจอกๆ อย่างการจัดฉากใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้ บอกเลยว่าฉันเห็นจนเบื่อแล้ว ฉันกำลังจะหันหลังเดินออกไป

“เธอจะไปไหน!”

ซุนหย่ากระชากแขนฉันพร้อมกับพูดจาดูหมิ่น

“ขโมยของแล้วจะหนีเหรอ ตระกูลไป๋อบรมสั่งสอนลูกหลานแบบนี้เหรอ?”

ฉันถอนหายใจอย่างหมดแรง พยายามเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก

“ฉันไม่ได้ขโมย”

ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้เธอปรี๊ดแตก โวยวายเสียงดังลั่น

“ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครได้อีก สภาพเธอดูจนที่สุดในงานแล้ว”

ซุนหย่าผลักฉันอย่างแรง ฉันล้มตึงลงกับพื้น

ตอนแรกฉันจะอธิบายอีกหน่อย เพราะมันคือสามัญสำนึกของมนุษย์คนหนึ่ง

แต่วินาทีที่แผ่นหลังของฉันสัมผัสกับพรมบนพื้น ฉันเพิ่งรู้ว่าพรมนี้นุ่มกว่าเตียงฉันอีก

ฉันจึงตัดสินใจหลับตาและนอนราบไปกับพื้น

แม่ที่เพิ่งลงมาเห็นภาพนี้พอดี เสียงแหลมที่คุ้นหูเป็นอย่างดีดังขึ้นอีกครั้ง

“ลูกรัก ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม”

แม่รีบวิ่งเข้ามาหาฉัน จากนั้นกวาดตามองแขกในงานด้วยสายตาคมกริบพร้อมกับถามว่า

“ใครเป็นคนทำ?”

ตอนแรกพวกแขกในงานเห็นฉันแต่งตัวธรรมดาๆ เลยเข้าใจว่าฉันไม่เป็นที่รักของคนในครอบครัว

จนกระทั่งเห็นแม่เป็นห่วงฉันขนาดนี้ ถึงรู้ว่าไม่ใช่แบบที่พวกเขาคิด

ซุนหย่าอึ้งเหมือนกัน พูดแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก

“เธอขโมยของฉัน ฉันก็เลยผลักเธอ...”

“ขโมยอะไร?”

ซุนหย่ารีบเอาสร้อยเส้นนั้นออกมา

แม่แย่งมันมาจากมือเธอแล้วโยนลงบนพื้น ก่อนจะใช้เท้าขยี้จนขาด โดยที่ไม่ได้มองมันด้วยซ้ำ

“ของห่วยแตกแบบนี้ เอาไปใส่ให้หมายังดูไม่แพงเลย ลูกสาวฉันจะขโมยของแบบนี้ทำไม”

พ่อก็หน้าบึ้งเหมือนกัน พูดด้วยเสียงน่ากลัว

“ตระกูลไป๋มีกิจการใหญ่โต เธอคิดว่าเราไม่มีปัญญาซื้อสร้อยแค่เส้นเดียวเหรอ? หรือคิดว่าตอนนี้ตระกูลซุนแกร่งพอที่จะงัดกับฉันแล้ว?”

“ไม่อยากได้โครงการทางตะวันออกของเมืองแล้วใช่ไหม?”

ซุนหย่าช็อกไปแล้ว เธอร้องไห้พร้อมกับพูดอ้อนวอน

“ขอโทษค่ะคุณไป๋ ฉันไม่ควรกล่าวหาคุณหนูไป๋ มันคือเรื่องบาดหมางส่วนตัว คุณอย่าบอกพ่อฉันนะ ไม่งั้นพ่อฆ่าฉันตายแน่ๆ”

พ่อส่งเสียงหึในลำคอ ขณะที่กำลังจะพูดต่อ

จู่ๆ ไป๋เฉียงเวยก้าวมาข้างหน้า พูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“พ่อแม่ พาพี่ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลก่อนดีกว่า”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • เบื่อชีวิตวุ่นวาย ขอแกล้งตายดีกว่า   บทที่ 9

    ฉันหลบไม่ทัน ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล่นมาจากท้องไป๋เฉียงเวยที่เพิ่งออกจากคุก ไม่เหลือคราบคุณหนูผู้เย่อหยิ่งแม้แต่น้อยนิด เธอดูซูบซีดจนเหมือนผีเธอกำมีดเหมือนโดนผีเข้า ดันมีดที่ท้องฉันเข้ามาอีก“ไป๋อวิ๋นซู เธออยากตายไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวฉันจะสนองให้เธอเอง!”เธอพึมพำเหมือนคนเสียสติ“ถ้าเธอตายไป ฉันก็จะเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อกับแม่ พ่อแม่ต้องรับฉันกลับบ้านแน่นอน”ฉันเจ็บจนเหงื่อแตกพลั่ก แต่คำพูดเพ้อเจ้อของเธอดันทำให้ฉันโมโหจนกัดฟันกรอด“เธอประสาทเหรอ?”“เธอตั้งสติแล้วคิดให้ดี ฉันคือลูกสาวแท้ๆ ของพ่อกับแม่ เธอหาเรื่องใส่ตัว ทำให้จุดจบของเธอเป็นแบบนี้!”“เธออยากให้ฉันตายเหรอ ต้องขอโทษด้วยนะ ตอนนี้ฉันมีเงินแล้ว ฉันไม่อยากตายสักนิด”สามปีที่ผ่านมา พ่อแม่บังคับให้ฉันเข้าฟิตเนส ฝึกศิลปะป้องกันตัว ร่างกายไม่ได้บอบบางราวกับจะโดนลมพัดปลิวเหมือนเมื่อก่อนแล้วฉันกำด้ามมีดแล้วดึงมีดออกมา จากนั้นยกขาถีบหน้าอกไป๋เฉียงเวยเต็มแรงเธอล้มกระแทกพื้นอย่างแรง ขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้นมา ฉันถีบซ้ำไปอีกหนึ่งทีบอดี้การ์ดตระกูลไป๋วิ่งมาอย่างรวดเร็ว จับตัวไป๋เฉียงเวยกดลงบนพื้นทันทีเธอยังคงดิ้นอย่างบ้าคลั่ง

  • เบื่อชีวิตวุ่นวาย ขอแกล้งตายดีกว่า   บทที่ 8

    เนื่องจากหลักฐานมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด สุดท้ายไป๋เฉียงเวยถูกตัดสินจำคุก 3 ปีในความผิดฐานพยายามฆ่าตอนศาลพิพากษา เธอโวยวายร้องห่มร้องไห้เหมือนคนเสียสติ รบเร้าจะเจอพ่อกับแม่ให้ได้แต่ตอนนี้พ่อกับแม่กำลังเฝ้าฉันอยู่ในห้องผู้ป่วย ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเลยฉันเพิ่งลืมตาขึ้นมา แม่ก็ถือถ้วยซุปร้อนๆ เดินมาข้างเตียง ค่อยๆ เป่าพลางพูดเอาใจ“อวิ๋นซู รีบกินซุปนกพิราบสิ ครั้งนี้แม่เฝ้าตอนเคี่ยวซุปเองเลย ชิมดูแล้วด้วย ไม่เค็มแน่นอน”ส่วนพ่อยืนอยู่ข้างๆ ค่อยๆ หยิบผลไม้ที่ปอกเปลือกเรียบร้อยมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอาไม้จิ้มฟันจิ้มแล้วยื่นมาที่ปากฉัน พูดเสียงอ่อนโยนว่า“กินผลไม้เพิ่มวิตามินสักหน่อย”พี่ใหญ่เห็นฉันฟื้นก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบเหมือนกัน รีบไปเรียกหมอมาเช็กอาการฉันอีกรอบเมื่อหมอยิ้มแล้วบอกว่าค่าต่างๆ ปกติดี ร่างกายฟื้นตัวได้ดีมาก ทุกคนในบ้านถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกเห็นท่าทางเป็นห่วงเป็นใยของพวกเขา ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักจนทำตัวไม่ถูกหมอหัวเราะแล้วพูดแซว“คุณหนูไป๋เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่จริงๆ ตั้งแต่คุณเข้าโรงพยาบาล พ่อแม่คุณก็ผลัดกันมาเฝ้าทุกวัน ไม่ได้ไปบริษัทเลยด้วยซ้ำ”“ต้องขอบ

  • เบื่อชีวิตวุ่นวาย ขอแกล้งตายดีกว่า   บทที่ 7

    ตอนกลางคืนจู่ๆ ที่โรงพยาบาลไฟดับแม้ไฟสำรองทำงานทันทีที่ไฟดับ แต่ช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่กล้องวงจรปิดดับไป เพียงพอให้ไป๋เฉียงเวยแอบเข้ามาในห้องฉันเธอมองฉันที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ด่าทอฉันด้วยเสียงเบา“นังชั้นต่ำ กลับมาแย่งทุกอย่างในชีวิตฉันทำไม?”“ในเมื่อเธอเติบโตอยู่ข้างนอก เธอก็ควรตายอยู่ข้างนอกสิ”“อีกอย่างพอเธอโผล่มา ทำไมในสายตาพ่อกับแม่ถึงมีแค่เธอ?”เธอพุ่งเข้ามาทุบตีและข่วนฉันเหมือนคนบ้า ระบายความโกรธแค้นทั้งหมดใส่ฉันหลังจากนั้นไป๋เฉียงเวยเห็นว่าเหลือเวลาไม่เยอะแล้ว รีบเอาหมอนกดหน้าฉันพร้อมกับพูดอย่างเคียดแค้น“ตายซะเถอะ เธอตายไปก็ไม่มีใครแย่งความรักกับฉันแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ เห็นแก่ที่เราเป็นพี่น้องกัน วันเช็งเม้งปีหน้า ฉันจะเผาแบงก์กงเต็กไปให้เยอะๆ”ไป๋เฉียงเวยยิ่งคิดยิ่งสะใจขึ้นเรื่อยๆแต่ทันใดนั้นประตูห้องผู้ป่วยโดนถีบจนเปิดออกเธอยังไม่ทันตั้งตัวก็โดนพี่ใหญ่ถีบจนกระเด็น ตัวกระแทกลงบนพื้นอย่างแรงพี่ใหญ่ตาแดงก่ำ โมโหสุดขีด“นังสารเลว ตระกูลไป๋เลี้ยงดูเธออย่างดีมา 10 กว่าปี คิดไม่ถึงว่าเธอจะเนรคุณขนาดนี้”“ตอนแรกฉันเห็นว่าเธอก็เป็นน้องสาวฉัน เลยไม่อยากคิดเล็กคิดน้อ

  • เบื่อชีวิตวุ่นวาย ขอแกล้งตายดีกว่า   บทที่ 6

    “ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ก็เหมือนบีบให้เธอตายไม่ใช่เหรอ?”พี่ใหญ่น้ำตาคลอเบ้า พูดประโยคนี้เสียงดังลั่นแม่สั่นไปทั้งตัว จับมือพี่ชายฉันด้วยความตกใจสุดขีด“นายว่าอะไรนะ พูดอีกรอบสิ!”พี่ใหญ่สูดหายใจลึก ก่อนจะพูดย้ำอีกครั้งหลังจากนั้นพี่ใหญ่เอารายงานปึกหนาที่ได้จากนักสืบฟาดลงบนโต๊ะ ร้องไห้น้ำตานองหน้าเพราะรู้สึกผิด“ตอนนั้นเป็นเพราะความประมาทของฉัน ทำให้พลัดหลงกับอวิ๋นซู ฉันรู้สึกผิดกับเธอมาตลอด จึงแอบสืบเรื่องราวตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ฉันอยากชดเชยให้เท่าที่ทำได้”“คิดไม่ถึงว่าเธอจะเจอเรื่องหนักหนาสาหัสเยอะขนาดนี้”เขาเปิดอ่านพร้อมเสียงสะอื้น ทุกตัวอักษรบนหน้ากระดาษทำให้รู้สึกใจหาย“แม้มีคนรับน้องเป็นลูกบุญธรรม แต่ชีวิตอัปยศอดสูยิ่งกว่าหมาข้างทาง”“ตอน 3 ขวบเธอถูกขายไปอยู่ที่หมู่บ้านบนดอยห่างไกล เนื่องจากไม่ใช่เด็กผู้ชาย ทำให้ต้องแถมเงินให้คนที่รับตัวเธอไป พ่อแม่บุญธรรมเห็นเธอเป็นทาสที่ทำงานให้ฟรีๆ บังคับให้เธอทำงานหนักทุกวัน”“ตอน 7 ขวบ พ่อบุญธรรมได้ยินว่าเครื่องในคนราคาดีมาก คิดจะขายเธอให้คลินิกเถื่อนเพื่อแลกกับเงิน เธอบังเอิญได้ยินเรื่องนี้พอดี จึงข้ามภูเขาหลายลูกกว่าจะหนีออกมา

  • เบื่อชีวิตวุ่นวาย ขอแกล้งตายดีกว่า   บทที่ 5

    เสียงกรี๊ดด้วยความตกใจดังออกมาจากกลุ่มคน“มีคนกระโดดตึก!”กลุ่มคนกรูกันเข้ามามุงดู ล้อมที่เกิดเหตุจนแน่นขนัดตอนแรกพ่อกับแม่ยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งแม่เห็นกำไลหยกบนข้อมือ แม่ถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นมันคือกำไลที่แม่ใส่ให้ฉันเมื่อคืน บอกว่าเป็นมรดกตกทอดของคุณยาย แม่เองยังไม่กล้าใส่เลย“อวิ๋นซู อย่าทำให้แม่ตกใจสิ”“ใครก็ได้ ช่วยลูกสาวฉันด้วย!”แม่กอดฉันแน่น ร้องไห้จนเกือบเป็นลมพ่อก็กดโทรออกอย่างเอาเป็นเอาตาย แผดเสียงดังลั่น“เรียกหมอที่ดีที่สุดในเมืองนี้มาหาฉันทั้งหมด เดี๋ยวนี้เลย!”ฉันถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดอย่างรวดเร็ว หมอทำการช่วยชีวิตฉันทันทีพ่อยืนตาแดงก่ำอยู่ข้างนอก หมัดถูกกระแทกลงบนผนังอย่างแรง“ทำไม...ทำไมอยู่ดีๆ อวิ๋นซูถึงกระโดดตึก เมื่อกี้เราพูดแรงไปเหรอ?”ไป๋เฉียงเวยกลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว แต่ก็ยังกัดฟันพูดว่า“อาจเป็นเพราะพี่โดนแฉเรื่องแกล้งตาย เลยกระโดดตึกขู่พ่อกับแม่”“พ่อกับแม่อย่าใจอ่อนแล้วโดนหลอกอีกนะ”เธอสูดหายใจแล้วพูดใส่ไฟต่อ“ถึงพี่รอดมาได้ อะไรที่ผิดก็ควรลงโทษ ไม่งั้นต่อไปเอะอะอะไรก็เอาเรื่องตายมาขู่ เราคงบ้าตายกันพอดี”พ่อขมวดคิ้วครุ่น

  • เบื่อชีวิตวุ่นวาย ขอแกล้งตายดีกว่า   บทที่ 4

    “ใช่ รีบพาอวิ๋นซูไปโรงพยาบาลก่อน”พ่อกับแม่ไม่โอ้เอ้อีกแล้ว รีบพาฉันไปโรงพยาบาลทันที จัดแพ็กเกจตรวจร่างกายแบบ VIP ที่ตรวจแบบละเอียดยิบให้ฉันแม่จับเสื้อกาวน์ของหมอ“หมอ ลูกสาวฉันเป็นอะไรกันแน่ ตอนตรวจครั้งก่อนหมอบอกว่าเธอมีปัญหาด้านหัวใจ...”หมอเปิดดูผลตรวจสุขภาพแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ ค่าต่างๆ ปกติดี สุขภาพแข็งแรงมาก”แม่ถึงกับอึ้ง มองฉันที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงแล้วถามอีกรอบ“แล้วทำไมลูกฉันยังไม่ฟื้นล่ะ?”หมอดันแว่นบนสันจมูกแล้วยกยิ้มมุมปาก“แกล้งตายมั้งครับ เด็กสมัยนี้ชอบแกล้งป่วยเพื่อบีบให้พ่อแม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ ผมว่าลูกสาวคุณก็คงเหมือนกัน”แม่กำลังจะด่าหมอว่าพูดจามั่วซั่ว แต่ดันเห็นฉันค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง“หนูไม่เป็นไร คือหนูขี้เกียจขยับตัวจริงๆ นั่นแหละ”ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องผู้ป่วยขณะนั้นไป๋เฉียงเวยน้ำตาคลอเบ้า ทำท่าอึกๆ อักๆ เหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง“พ่อแม่ หนูไม่รู้ว่าควรบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ดีไหม”เธอเอารายงานของนักสืบเอกชนออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับสูดน้ำมูกเบาๆ“หนูเพิ่งรู้ว่าพี่ชอบแกล้งตายเพื่อโยนความผิดให้คนอื่นตั้งแต่เด็

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status