Masukบทที่ 10
จงไฉ่และพวกยอมล่าถอยกลับไป ด้วยสภาพสะบักสะบอม ก่อนจากไปก็ยังไม่วายมองเหมยกุ้ยตาขวาง ถึงจะตัดความสัมพันธ์ไปแล้วอย่างไร แม่ก็เป็นเหมือนเจ้าชีวิต ตนอยากให้เป็นเช่นไรก็ต้องเป็นเช่นนั้น คอยดูเถอะหากขาดการสนับสนุนจากตน คนอย่างเหมยกุ้ยจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้อย่างไร
ผู้ใหญ่บ้านหวังได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอา เป็นคนมาหาเรื่องแท้ ๆ แต่กลับทำราวกับว่าตนคือผู้เสียหาย ดีแล้วที่คราวนี้เหมยกุ้ยไม่เข้าข้าง ปกป้องสิทธิของตนเต็มที่ ต่อจากนี้หวังว่าคนบ้านซ่งจะพ้นเคราะห์กรรม ได้ลืมตาอ้าปากกับเขาเสียที
“เหมยกุ้ยเอ๊ย ต่อไปนี้ถ้าแม่เจ้ามาหาเรื่องอีก ก็มาบอกข้า ลุงจะช่วยเจ้าเต็มที่ถ้ายังตามรังควานไม่เลิก ข้านี่แหละจะจับไปที่ว่าการ ให้ขัดเกลานิสัยสักห้าวัน ดีขึ้นแล้วค่อยปล่อยตัวออกมา”
“วันนี้รบกวนท่านลุงแล้ว ขอบคุณที่ช่วยพวกเรานะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร มันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว พอดีเลย อวิ๋นเซียวเป็นเช่นไรบ้าง ข้าขอเข้าไปเยี่ยมเขาสักหน่อยนะ”
“กระดูกเคลื่อนท่านหมอดามขาให้แล้วเจ้าค่ะ ตามร่างกายมีบาดแผลลึก แต่ก็ไม่ถึงแก่ชีวิต หากพ้นสองคืนนี้ไปได้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ว่าภายในหนึ่งเดือนห้ามใช้ขาหนักเกินไป ฝึกเดินได้นิดหน่อยเจ้าค่ะ”
“เจ็บครั้งนี้ไม่น้อยเลย เจ้าคงเหนื่อยหน่อยนะ”
ผู้ใหญ่บ้านหวังตบไหล่หญิงสาวอย่างให้กำลังใจ จากนั้นหวังเพ่ยจึงเข้าไปเยี่ยมดูอาการคนเจ็บ ไม่นานก็ขอตัวกลับด้วยมีภารกิจต้องทำต่อ
“พี่ตู้ วันนี้ขอบคุณท่านมาก เอาไว้มีเวลาข้าจะไปตอบแทนถึงบ้านนะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ข้ายินดีช่วยอยู่แล้ว เช่นนั้นข้ากลับก่อนนะ ที่บ้านคงคอยกันแล้ว” ตู้เย่เกาหัวอย่างเก้อเขิน ไม่ชินเลยกับคำพูดหวานหูของเหมยกุ้ย
หลังจากทุกคนกลับไปแล้ว เหมยกุ้ยเหลือบมองไปที่หมูป่าตัวนั้น ก่อนจะหันกลับมาสนใจหน้าจอระบบร้านค้า ต่อหน้าผู้อื่นนางแสดงสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับกำลังมีเรื่องให้คิดไม่ตก ทว่าภายในใจกลับกำลังลิงโลดตาเป็นประกาย
หมูตัวเดียวขายได้ตั้งสองร้อยตำลึงเงิน จะมีที่ไหนขายได้เงินเยอะขนาดนี้ ราคาข้างนอกมากที่สุดก็ได้แค่แปดสิบตำลึงเงิน แต่จะให้ขายไปเลยตอนนี้ก็ไม่ได้ หากไม่จัดฉากสักหน่อย คงหาข้ออ้างยาก
“ซือฮั่น ม่านถง ไม่ต้องเตรียมชำแหละหมูแล้ว เตรียมรถลาก วันนี้พวกเราจะเอาหมูไปขายในเมืองกัน”
“ขอรับ”
“เจ้าค่ะ”
“ท่านแม่ข้าไปด้วยได้หรือไม่” เนี่ยนจินที่เริ่มติดมารดามากขึ้น เดินเข้าไปกอดขาอ้อนถาม พี่ ๆ ได้ไปกันหมด เขาก็อยากไปด้วยเหมือนกัน
“วันนี้แม่ไปทำธุระไม่ได้ไปเดินเที่ยว เจ้าอยู่ดูแลท่านพ่อที่นี่ดีกว่า ไว้วันหลังรอท่านพ่อหายดี พวกเราค่อยไปด้วยกันดีไหม”
“ขอรับ” เด็กชายมองไปที่บิดา แล้วมองไปยังรถลากตาละห้อย แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ไปกับท่านแม่ แต่ว่าท่านพ่อก็สำคัญ จึงยอมอยู่บ้านคอยดูแลท่านพ่อ
ในขณะที่เหมยกุ้ยเกลี้ยกล่อมบุตรชายคนเล็กรออยู่บ้าน ซือฮั่นก็ถูกเรียกหา เด็กหนุ่มวิ่งเหยาะ ๆ เข้าบ้านหาบิดา ทำเอาเหมยกุ้ยมองคนทั้งสองผ่านช่องประตู พลางคิดว่าซ่งอวิ๋นเซียวที่เพิ่งฟื้น ได้ยินว่าตนจะเอาหมูไปขาย คงไม่ไว้ใจแล้วให้ซือฮั่นคอยเป็นหูเป็นตาล่ะสิ
คิดได้ดังนั้นเหมยกุ้ยจึงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แล้วอย่างไร จำเป็นต้องรู้สึกอะไรด้วยหรือ ในเมื่อนางไม่ได้คิดจะทำแบบนั้น หญิงสาวหันหลังทำสิ่งที่ตนควรทำ มากกว่าจะเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องมาใส่ใจ เอาสมองไปคิดดีกว่าว่า เข้าเมืองครั้งนี้ควรซื้ออะไรกลับมาบ้าง
ขณะเดียวกันซ่งอวิ๋นเซียวที่นอนไร้เรี่ยวแรง ก็กำลังสั่งกำชับบุตรชายคนโต เตรียมการเผื่อไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่างไรเด็ก ๆ คงต้องเห็นเรื่องผิดปกติไม่วันใดก็วันหนึ่ง ด้วยดูแล้วว่าเหมยกุ้ยนั้นไม่ค่อยระวังตนเองสักเท่าไร
“ท่านพ่อมีอะไรจะสั่งหรือขอรับ”
“ซือฮั่น เจ้าเป็นพี่ชายคนโต หน้าที่ของเจ้าก็คือดูแลน้อง ๆ ให้ดี กำชับพวกเขาให้เชื่อฟังท่านแม่เล่า ไม่ว่านางให้ทำอะไรก็เล่นตามน้ำไป อย่าได้ถาม อย่าได้สงสัย และอย่าได้เอาไปพูดกับใครทั้งนั้น ให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่นางทำล้วนเพื่อพวกเรา หากเจอปัญหาที่ตอบไม่ได้ ก็ให้อ้างถึงสหายพ่อที่อยู่กองทัพก็พอ”
“แต่ว่า...” เด็กหนุ่มอึกอักไม่กล้าพูดออกมาตามตรง ท่านแม่ดูเหมือนจะดีขึ้นมากก็จริง แต่จะไว้ใจได้แน่หรือ ใช่ว่าคนเราจะเปลี่ยนนิสัยกันได้ชั่วข้ามวันได้เสียเมื่อไรกัน
“พ่อรู้ว่าเจ้าไม่ไว้ใจนาง แต่ถ้าหากไม่ใช่สิ่งที่มากเกินไป เจ้าก็จงทำตามที่พ่อบอก” ครั้งนี้เขาจะลองเดิมพันดูสักตั้ง ตอนที่เห็นถ้วยแตกหายไป มั่นใจว่าตนมีสติครบถ้วน อย่างไรก็ไม่ใช่คิดไปเองแน่
“ขอรับ”
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็มีท่าทีอ่อนลงและยอมรับปาก เมื่อออกมาก็พบว่ามารดากับน้องสาวรออยู่หน้าบ้านแล้ว เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปทำหน้าที่เข็นรถลาก
เมื่อออกมากันครบแล้ว ทั้งสามจึงออกเดินทางกันทันทีจะล่าช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว รถลากที่ต้องรับน้ำหนักถึงสองร้อยจิน กว่าจะเข็นไปถึงในเมือง ก็ใช้เวลาไปแล้วถึงหนึ่งชั่วยาม รวมทั้งไปทั้งกลับก็คงค่ำพอดี
เหมยกุ้ยเห็นเด็กทั้งสองที่ไม่ยอมให้ช่วย แต่กลับไล่ให้ตนนั่งรถเข็นเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินให้เหนื่อย ทั้งที่แค่หมูตัวนั้นก็หนักเสียจนเข็นรถลำบากแล้ว ช่างเป็นเด็กดีกันจริง ๆ เช่นนั้นนางควรตกรางวัลให้พวกเขาสักหน่อยแล้ว
หลังจากเข้าเมืองมาได้สักพัก หญิงสาวมองหาสถานที่ลับตาคนสักหน่อย แล้วค่อยหาข้ออ้างให้เด็กสองคนนั้นออกไป ระหว่างนั้นค่อยเอาหมูตัวนี้ขายให้ระบบไปเสีย
“พวกเจ้าจอดรถลากไว้ข้างกำแพงนั่นก่อน ซือฮั่นเจ้าลองไปเดินสำรวจดูก่อน แถวนี้มีร้านรับซื้อใกล้ที่สุดกี่ร้าน ส่วนเจ้าม่านถง ไปซื้ออะไรมาให้กินหน่อยสิ เป็นซาลาเปาไส้เนื้อนะ ซื้อมาสักสี่ลูก เมื่อเช้ากินไม่ค่อยอิ่ม ตอนนี้ไม่มีแรงเดินแล้ว หิวมาก” เหมยกุ้ยแสร้งลูบท้องตนเอง ทำทีเป็นว่าหิวเหลือเกิน หิวเสียจนเดินไม่ไหวแล้ว
“ขอรับ”
“เจ้าค่ะ”
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







