Masukบทที่ 9
“จงไฉ่พอได้แล้ว ยิ่งแก่แล้วยิ่งเลอะเลือน หากไม่ยอมหยุดข้าจะให้คนมาลากตัวเจ้าไปเดี๋ยวนี้” ผู้ใหญ่บ้านหวังปราดเข้ายืนตรงกลางทั้งสองฝ่าย เหลือทนกับความเห็นแก่ตัวของยายแก่คนนี้เต็มทน
“ข้าไม่หยุด ใครจะทำไม นี่มันลูกข้า ข้าจะสั่งสอนอย่างไรก็เรื่องของข้า ผู้ใหญ่บ้านมาก็ดีแล้ว บอกให้นังเด็กนี่แบ่งเนื้อมาให้ข้าครึ่งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นข้าจะอาละวาดมันอยู่ตรงนี้แหละ”
“แรงก็ไม่ได้ออก ยังจะมารีดไถของคนอื่นอีก ถ้าเจ้ายังก่อความวุ่นวายไม่หยุด อย่าหาว่าข้าไม่ช่วยเจ้าอีกนะ รู้หรือไม่ว่าคนทั้งหมู่บ้านเอือมระอากับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของเจ้าแค่ไหน ระวังเถิด สักวันจะไม่มีใครเห็นหัว”
“ข้าไม่สน ลูกที่ไม่ทำตามคำสั่งก็เท่ากับอกตัญญู ข้าจะสั่งสอนมันให้หลาบจำ เอ้อเหนียง เจ้าใหญ่ไปเอาหมูมา ข้าจะดูซิว่าใครกล้า”
“ขอรับท่านแม่”
“เจ้าค่ะ”
จงซานและเอ้อเหนียงต่างพากันยิ้มเยาะ พร้อมกับก้าวฉับ ๆ เข้าหาหมูตัวนั้นทันที ส่วนนางจงนั้นรู้ว่าผู้ใหญ่บ้านหวังไม่มีทางลงมือกับคนแก่ จึงยืนขวางทำท่าทางท้าทาย
“ข้าไม่หลบเสียอย่าง ดูซิใครจะกล้า”
“ยายแก่จง มันจะเกินไปแล้วนะ” ผู้ใหญ่บ้านเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยอมใจในความหน้าด้านของอีกฝ่ายจริง ๆ
บัดนี้ได้แบ่งออกเป็นสามฝ่าย ฝั่งหนึ่งมีซือฮั่นและตู้เย่คอยกันลุงใหญ่ไม่ให้คนมาแย่งหมูไปได้ อีกฝั่งคือเอ้อเหนียงที่พยายามขัดขวางผลักเหมยกุ้ยออกห่าง ไม่ให้เข้ามายุ่ง และฝั่งสุดท้ายคือนางจงและหลานที่ตนไม่เคยยอมรับ ยื้อยุดฉุดกระชากกันอลหม่านไปหมด
“หยุดเดี๋ยวนี้นะนางเฒ่าจง ในเมื่อเขียนหนังสือตัดความสัมพันธ์ไปแล้ว คนที่ไม่มีสิทธิ์ก็คือพวกเจ้า ถ้ายังก่อเรื่องกันอีกอย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ” ผู้ใหญ่บ้านหวังที่อยู่ตรงกลางได้แต่หันรีหันขวาง ไม่รู้จะห้ามทางไหนก่อนดี พูดอะไรไปก็ไม่มีใครฟัง ได้แต่คิดว่ามีใครเห็นตนเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้างหรือไม่
ม่านถงกันท่านยายสุดความสามารถ แต่แรงนางไม่อาจสู้ได้เลย ได้แต่คิดว่าท่านยายแก่ปานนี้แล้วไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงขนาดตนกับน้องชายสองคนยังสู้แรงไม่ได้ ส่วนเนี่ยนจินที่เป็นเพียงแค่เด็กห้าขวบ ถูกยายแก่จงเหวี่ยงครั้งเดียว เจ้าเด็กน้อยก็ล้มก้นจ้ำเบ้าแล้ว
ด้านฝั่งตู้เย่เมื่อมีคนช่วย เขาก็พลิกสถานการณ์กลับมาได้ เป็นฝ่ายได้เปรียบ ถีบจงซานเสียหลักล้มอีกทาง เอ้อเหนียงหลังจากหลุดมาได้หมายจะเข้าไปช่วยสามี คลุกวงในยังไม่ถึงสามชั่วอึดใจ ก็ถูกหลานนอกไส้ผลักลงไปกองทับตัวสามีเสียแล้ว
ด้วยความโมโหจึงคิดจะเอาคืน ตบไอ้เด็กหนุ่มเหลือขอนี่สักฉาดให้หายแค้น แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไว้ เมื่อมีดพร้าจ่ออยู่ที่หน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ด้วยฝีมือของเหมยกุ้ย เจ้าตัวถึงกับตาลีตาเหลือกไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
ผู้ใหญ่บ้านอาศัยช่วงชุลมุนไม่มีใครสนใจ ยื่นเท้าไปขัดขานางเฒ่าจงไฉ่ ในเมื่อตำแหน่งมันค้ำคอ ตบตีสตรีแก่ต่อหน้าผู้คนอื่นไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกมองไม่เป็นผู้ใหญ่ เช่นนั้นก็ทำลับหลังมันเลยแล้วกัน
“เฮ้! เหมยกุ้ย เอามีดจ่อหน้าคนอื่นเช่นนั้นไม่ดีนะ” หลังจากทำสำเร็จ ผู้ใหญ่บ้านทำทีมองไปทางอื่น ว่ากล่าวเหมยกุ้ยพอเป็นพิธีเพื่อกลบเกลื่อนความผิด
นางเฒ่าจงที่ถูกขัดขาสะดุดล้มกลิ้งหลุน ๆ หงายท้อง กว่าจะลุกได้ก็เล่นเอาเสียมึนหัวไปหมด หลังก็เคล็ด เอวก็ยอก ทั้งยังไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนทำ จึงเดาว่าไม่พ้นเป็นฝีมือของหลานชาย
“โอย...หลังข้า ผู้ใหญ่บ้านท่านต้องจัดการให้ข้านะ เห็นชัดว่าเป็นฝีมือไอ้เด็กเหลือขอนั่น มันจะฆ่าข้าแล้ว จ่ายค่าทำขวัญมาเลยสิบตำลึง ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอมแน่” นางเฒ่าไม่ยินยอม ใช้ข้ออ้างนี้เพื่อจะได้ยึดทั้งหมูและเรียกเงินค่าทำขวัญในคราวเดียว
“อ้าวยายเฒ่าจง นั่นเจ้าไปนั่งเล่นอะไรตรงนั้นเล่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ข้ามัวแต่ห้ามทางนั้นไม่ทันมอง เจ้าว่าใครทำอะไรนะ บ้าจริง! หูก็ดันมาติด ๆ ดับ ๆ ใครพูดอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน”
“ผู้ใหญ่บ้านหวัง ท่านจงใจเข้าข้างมันหรือ” มือเหี่ยวย่นสั่นเทา ทั้งโกรธทั้งแค้น
“เจ้าอย่ามากล่าวหาข้าโดยไม่มีมูลนะ ไม่เช่นนั้นไปที่ว่าการกับข้าไหมเล่า จะได้ตัดสินเรื่องหมูป่าไปด้วยเลย ใครผิดก็ว่าไปตามผิด จับเข้าคุกเท่านั้นไม่มีผ่อนปรน”
“เฮอะ! ขะ...ข้าเห็นแก่หน้าท่านหรอกนะ วันนี้จะไม่เอาเรื่อง เจ้าใหญ่ เอ้อเหนียงกลับ”
นางเฒ่าจงเชิดหน้า ทำทีเป็นว่าตนยอมลงให้ แต่ในใจก็ยังมีความโลภและเคียดแค้น กระนั้นก็ไม่อยากให้บุตรชายมีคดีความติดตัว เกรงว่าจะกระทบต่ออนาคตการสอบและเข้ารับราชการในอนาคต
วันนี้คราวซวยแท้ ๆ หมูก็ไม่ได้ ทั้งยังต้องเจ็บตัวอีก จงไฉ่บ่นอุบไปตลอดทาง วันนี้ไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง แต่อย่าคิดนะว่าตนจะพอแค่นี้
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







