Masukบทที่ 9
ซ่งอวิ๋นเซียวนอนตัวเกร็งใจเต้นตึกตัก บอกไม่ถูกเลยว่าตอนนี้รู้สึกเช่นไร ดีใจที่นางไม่ได้รังเกียจที่เขาเป็นภาระ แปลกใจกับคำพูดหลายประโยค แต่ที่แน่ ๆ ในตอนท้ายที่นางทะเลาะกับสิ่งที่เรียกว่าระบบ มันค่อนข้างทำให้เขารู้สึกว่า นางอาจได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง
เดิมทีเขาคิดแค่ว่าเหมยกุ้ยคงพูดจาเพ้อเจ้อเท่านั้น ทว่าถ้วยแตกที่อยู่ ๆ ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา และยังมีของที่ไม่เคยเห็นปรากฏขึ้นมา เช่นนั้นที่นางพูดมาทั้งหมดก็คงจะเป็นจริงน่ะสิ
หากตนไม่ได้แกล้งหลับ ก็คงไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้ ทว่าสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่ากับคำพูดที่ว่า เหมยกุ้ยมาจากอนาคต ย้อนเวลากลับมาหาเขา มาเพื่ออยู่ด้วยกันหรือ เช่นนั้นต่อไปนี้ นางจะไม่ทิ้งเขาไปแล้วใช่หรือไม่
กระนั้นความสามารถพิเศษเมื่อครู่ ไม่ควรให้ผู้ใดล่วงรู้ความลับ เขาจะเป็นคนคอยช่วยนางปกปิดความลับให้เอง ซ่งอวิ๋นเซียวแอบหรี่ตามองภรรยากำลังต่อล้อต่อเถียงกับสิ่งที่เรียกว่าระบบ ตัวเขาก็ได้แต่แอบยิ้มตาม คิดว่าครั้งนี้โชคดีนักที่มีชีวิตรอดกลับมา ไม่ตายในป่าเสียก่อน
ทว่าความสงบสุขที่เพิ่งได้มากลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อข่าวที่ว่าซ่งอวิ๋นเซียวและพวกล่าหมูป่ามาได้ตั้งสองตัว โดยที่ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นของครอบครัวซ่ง ทำให้คนบ้านจงเริ่มนั่งไม่ติด คิดฮุบหมูป่าตัวนั้นไว้เอง
“ท่านแม่เร็วเข้า ข้าเห็นพวกตู้เย่แบกหมูป่าตัวใหญ่ไปที่บ้านเหมยกุ้ยเจ้าค่ะ” เอ้อเหนียงรีบวิ่งกลับบ้านฟ้องแม่สามี ครั้งนี้โชคใหญ่หล่นทับแล้ว ได้หมูป่าหนึ่งตัวเชียวนะ
“หา! เจ้าพูดจริงหรือ หมูตั้งหนึ่งตัวเชียวนะ ถ้าเอาไปขายคงได้มากกว่าห้าสิบตำลึงแน่ ๆ” นางจงไฉ่ถึงกับหูผึ่งตาโต หากเอามาได้ก็มีกินทั้งเนื้อ ทั้งเงินใช้ คราวนี้แหละจงซานจะได้มีค่าเดินทางไปสอบซิ่วไฉ่
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าได้ยินว่าพวกนั้นคุยกัน ล่ามาได้สองตัว บ้านซ่งได้หนึ่งตัวไปคนเดียว พวกเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ อย่าให้ใครมาเอาของเราไปได้เด็ดขาด”
“ใช่ ๆ เราไปเอาหมูของเรากันเถอะ เรียกเจ้าใหญ่มาด้วย จะได้มีคนช่วยแบก”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
นางจงพาลูกสะใภ้พร้อมบุตรชาย ตรงไปยังบ้านซ่งอย่างหน้าชื่นตาบาน หมายจะได้หมูทั้งตัวมาไว้เอง โดยลืมไปว่าบุตรสาวที่ตนข่มเหงเอารัดเอาเปรียบมานาน นางมิใช่คนเดิมอีกแล้ว บทเรียนการถูกรื้อหลังคาในครั้งนั้น ก็ถูกความโลภบดบังจนลืมไปสิ้นแล้ว
เมื่อพากันยกโขยงมาถึงบ้านลูกเขย จงไฉ่เห็นตู้เย่กับซือฮั่นกำลังช่วยกันจะยกหมูป่าตัวใหญ่เข้าบ้าน นางเฒ่ารีบชี้นิ้วสั่งให้หยุดมือ แล้วรีบถกกระโปรงเดินจ้ำอ้าวเข้าหาทันที
“นั่นมันหมูของข้านะ พวกเจ้าจะยกไปไหน เอากลับมาเดี๋ยวนี้”
“ป้าจง หมูตัวนี้เป็นของท่านตั้งแต่เมื่อไร” ตู้เย่เถียงทันควัน ช่างหน้าไม่อายนัก ต่อให้เหมยกุ้ยมาเอง แต่ครั้งนี้เขาไม่ยอมลงให้แน่
“ของลูกเขยข้าก็เหมือนของข้านั่นแหละ เจ้าใหญ่ เอ้อเหนียง ไม่ต้องไปฟังใครทั้งนั้น ไปเอาหมูตัวนั้นมา” นางจงไฉ่เท้าสะเอวตีหน้ายักษ์ วางท่าบอกให้บุตรชายและลูกสะใภ้จัดการตามที่ตนสั่ง
ตู้เย่มีหรือจะยอม เขากับซือฮั่นรีบเอาหมูไปไว้ในห้องครัว แล้วยืนขวางหน้าประตูไว้ไม่ให้เข้า ก่อนบอกให้หลานชายรีบไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้มาที่นี่ ป้องกันไว้ดีกว่า ไม่เช่นนั้นคนพวกนี้ก็จะใช้ความเป็นครอบครัวฝ่ายภรรยา เอาเปรียบสหายเขาอีก
หลังจากซือฮั่นถอนตัวออกไป จึงเหลือเพียงตู้เย่ที่ต้องคอยพิทักษ์หมูป่าตัวนั้น สถานการณ์ตอนนี้จึงกลายเป็นว่าเขากำลังจะโดนรุม จึงรีบตั้งท่าป้องกันรอไว้ก่อน ได้แต่นึกเสียดาย ไม่น่าให้สหายอีกคนกลับก่อนเลย หากรู้เช่นนี้ให้อยู่ต่อสักหน่อยก็คงดี จะได้ไม่ต้องเจอสถานการณ์เสียเปรียบเช่นนี้
นางจงไฉ่ยิ้มเยาะ ส่งสัญญาณให้พวกของตนลงมือพร้อมกัน ทั้งหมดปรี่เข้าหาหมายจะแย่งหมูป่าตัวนั้น หมายใจจะต้องเอามันกลับบ้านให้ได้ นี่มันลาภก้อนโตเชียวนะ แค่แย่งมาได้ที่บ้านก็จะสบายไปอีกนาน
“เฮ้ย... ถอยออกไปเดี๋ยวนี้นะ เข้ามาอีกก้าวอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” ตู้เย่ชี้นิ้วตวาดลั่น ตัวเขาเองก็ถอยจนชิดธรณีประตูแล้ว
“เจ้านั่นแหละไปให้พ้น ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อย่ามาสอดเรื่องคนอื่น” นางเฒ่าจงพับแขนเสื้อขึ้น เพื่อจะได้ถนัดในการลงมือ ก่อนจะเข้าไปผสมโรง ช่วยบุตรชายและลูกสะใภ้
คนทั้งสี่ต่างผลัดกันผลัก ผลัดกันล้ม เห็นทีคนที่เสียเปรียบที่สุดก็คือตู้เย่ แม้จะมีร่างกายกำยำล่ำสัน แต่มีหรือจะสู้สามรุมหนึ่งได้ โดยเฉพาะยามนางเฒ่าจงหวดมือไปทางไหนก็เข้าเป้าทุกครั้ง ทั้งมือ เข่า ศอก เกรงว่ากว่าจะจบการแย่งชิงครั้งนี้ไปได้ ตู้เย่คงช้ำไปทั้งตัว
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







