Masukบทที่ 9
ม่านถงที่เพิ่งเข้ามาเห็นเหตุการณ์ คิดจะเข้าไปช่วยท่านอาตู้ แต่ด้วยตนเป็นแค่สตรีตัวแห้งแรงน้อย แค่ป้าสะใภ้ผลักนางก็ล้มลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว ด้วยสถานการณ์คับขัน ไม่อยากจะขัดเวลาหวานชื่น แต่มันช่วยไม่ได้จริง ๆ นางจึงร้องขอความช่วยเหลือ
“ท่านแม่ ท่านยายจะเอาหมูไปแล้วเจ้าค่ะ”
ผ่านไปชั่วอึดใจ ประตูบ้านถูกเปิดออก ความวุ่นวายไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ก็ต้องหยุดลงด้วยน้ำกะละมังเดียว
ซ่า
สถานการณ์อีนุงตุงนังเมื่อครู่พลันหยุดชะงัก เอ้อเหนียงได้สติก่อนใครเพื่อน รีบมองหาต้นทางของน้ำทันที ได้แต่คิดว่าจะเป็นใครก็ช่างหัวมัน นางจะด่าให้กระเจิงเลยเชียว อยู่ตั้งหลายคน แต่โดนหนักอยู่คนเดียว
“แก...สาดมาได้ไม่เห็นหรืออย่างไรตรงนี้มีคนน่ะ”
“คนที่ไหน ข้าเห็นแต่ฝูงแร้ง นึกว่ามันจะโฉบมาเก็บเศษเนื้อเน่าทำให้ลานบ้านข้าสกปรก ก็เลยสาดน้ำไล่ ต้องขออภัยจริง ๆ ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้า”
“เจ้า ๆ” เอ้อเหนียงพูดไม่ออกสักคำ มือที่ชี้หน้าอีกฝ่ายสั่นระริกด้วยความโกรธ นอกจากถูกสาดน้ำคราวนี้แล้ว ยังมีข้อสงสัยอีกอย่าง คราวที่แล้วต้องเป็นฝีมือเหมยกุ้ยแน่ ๆ ที่ดักตีตน น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานเลยเอาผิดไม่ได้
“เหมยกุ้ย แม่เจ้าจะมาแย่งหมู ถ้าคิดจะยกให้พวกเขา ข้าไม่เห็นด้วยเด็ดขาด อวิ๋นเซียวเป็นคนเสี่ยงตายหามาได้ ก็ควรจะเป็นเขาที่ตัดสินใจจะให้หรือไม่ให้” ตู้เย่โพล่งขึ้นทันที เขาจะปกป้องสิ่งที่เป็นของสหายด้วยชีวิต ใครก็ห้ามแตะหมูตัวนี้เด็ดขาด
“ไอ้เจ้าบ้านี่ ไสหัวไปให้พ้น เป็นแค่คนนอกอย่ามาสะเออะยุ่งเรื่องชาวบ้าน” จงไฉ่เท้าสะเอวต่อว่าอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ ถ้าไม่เพราะอีกฝ่ายเข้าขัดขวาง ป่านนี้คงเอาหมูไปได้นานแล้ว ไม่ต้องเหนื่อยเปลืองแรงเสียเปล่า
“ข้าไม่ไป”
“แกมันก็คนนอก ส่วนพวกเราไม่ใช่ คนในครอบครัวจะมามัวแต่หวงของได้อย่างไร น้องสาวข้ามาแล้ว ไปให้พ้นซะ”
จงซานเดินกร่างเข้าไปผลักตู้เย่ให้พ้นทาง ถือวิสาสะเดินเข้าห้องครัว กวาดสายตามองหาหมูป่าด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“โอ้โฮ! ท่านแม่ตัวใหญ่มากขอรับ รีบมาดูสิ คืนนี้เราทำเนื้อตุ๋นกินกันเถอะ ส่วนที่เหลือก็เอาไปขายคงได้หลายตำลึงเงินแน่”
“ดี ๆ เช่นนั้นคืนนี้กินกันให้อิ่มไปเลย เร็วเข้าช่วยกันหามกลับบ้านเรา”
นางเฒ่าจงตาโตเมื่อเห็นหมูตัวนั้นก็พลันยิ้มกว้าง ในหัวก็เอาแต่คำนวณเงินและผลประโยชน์ที่ตนจะได้ ทว่าในตอนที่กำลังจะก้าวขา กลับถูกเหมยกุ้ยดึงคอเสื้อเอาไว้ แล้วเหวี่ยงนางเฒ่าออกให้พ้นทาง ไม่แยแสแม้แต่น้อยว่าอีกฝ่ายคือแม่บังเกิดเกล้า
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะยกให้” เหมยกุ้ยทนเห็นความหน้าด้านหน้าทนของคนบ้านเดิมไม่ไหวแล้ว พูดดีไปก็ไม่รู้เรื่องหรอก คิดแต่จะเอาอยู่ฝ่ายเดียว
“เหมยกุ้ยเจ้าพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก เราก็คนกันเองทั้งนั้น จะมาเห็นแก่ตัวเช่นนี้ได้อย่างไร นี่แม่เจ้านะ อย่าทำตัวเป็นลูกอกตัญญูนักเลย”
“จงซาน ข้าเคยเตือนแล้วว่าทางใครทางมัน อย่าได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก ครั้งนี้อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
“เหมยกุ้ยแกมันอกตัญญูไม่รู้จักบุญคุณ ข้าจะให้โอกาสอีกครั้งคิดให้ดี ๆ ถ้ายอมยกหมูตัวนี้ให้ข้า ข้าอาจจะพิจารณาให้กลับเข้าบ้านเหมือนเดิมก็ได้” นางเฒ่าจงยังคงคิดว่าตนเองเป็นต่อ ยกเอาเรื่องที่บุตรสาวอยากได้มากที่สุดมาหลอกล่อ
“ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน ท่านแม่เป็นคนเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ให้ข้าเองกับมือ ความจริงแล้วข้าไม่จำเป็นต้องเรียกแม่ด้วยซ้ำ ฉะนั้นอยากได้หมูก็ไปหาเอาเอง ไม่ก็จ่ายเงินมาร้อยตำลึง ถ้าไม่มีก็ไสหัวออกไปให้พ้นจากบ้านข้า”
เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดรู้ นางในอดีตกลัวว่าหากคนอื่นรู้ว่าถูกบ้านเดิมตัดขาด สะใภ้ที่ขาดบ้านเดิมหนุนหลังก็ไม่ต่างอะไรกับตัวคนเดียว นางจึงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใคร แล้วเก็บหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์นี้ไว้ก้นหีบสินเดิมเจ้าสาว จากนั้นก็ไม่เคยแตะต้องหีบใบนั้นอีกเลย
จงไฉ่กระทืบเท้าอย่างขัดใจ เหตุใดคราวนี้ถึงไม่ได้ผล นังเด็กนี่ไปกินอะไรมา ทำไมถึงได้ฉลาดขึ้น แต่จะให้ถอย ตนไม่มีทางยอมแน่ ใบหน้าเหี่ยวย่นมองซ้ายมองขวา ตากลอกไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะยื่นข้อเสนออย่างหน้าไม่อาย
“เหอะ! เพราะข้าใจดีหรอกนะ เห็นว่าที่บ้านแกมีคนป่วย เช่นนั้นข้าเอาครึ่ง เจ้าเอาครึ่งพอใจหรือยัง”
“อย่าว่าแต่ครึ่งตัวเลย แค่ขนหมูสักเส้นข้าก็ไม่ให้”
“อกตัญญู อกตัญญูเกินไปแล้ว ข้าเป็นแม่ของแกนะ เพราะผัวแกมันเป่าหูใช่หรือไม่ มันล้างสมองให้เกลียดแม่คนนี้ไปแล้วแน่ ๆ ถึงได้กล้ามายืนเถียงข้าฉอด ๆ แบบนี้”
ในตอนที่นางเฒ่าเต้นเร่า ๆ งัดเอาศีลธรรมครอบครัวมาบีบบังคับ ผู้ใหญ่บ้านหวังก็มาถึงพอดี จึงทันได้ยินเรื่องหนังสือตัดความสัมพันธ์ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนี้อีกแล้ว
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







