Masukบรรยากาศภายในรถเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดแม้แต่ลูกน้องมือซ้ายและมือขวาจอมกวนประสาทของพายุ ทั้งสองได้แต่ลอบมองพายุและยี่หวาผ่านกระจกมองหลังเท่านั้น ทั้งเธอและเขาต่างหันหน้าไปกันคนละทางเหม่อมองออกไปยังหน้าต่าง คนที่ดูสีหน้าไม่ค่อยดีนักคงไม่พ้นพายุเจ้านายของพวกเขา
“เอ่อ...จะไปที่ไหนครับนาย” เมษที่ขับรถให้เขาเอ่ยถามขึ้น พายุหันไปมองลูกน้องของตนก่อนจะเหลือบไปเห็นป้ายด้านหน้าว่าโฮเต็ลจึงคิดแผนบางอย่างออก
“เลี้ยวเข้าโรงแรมด้านหน้า”
“ครับ?” เมษถามย้ำอีกครั้งก่อนที่พายุจะขมวดคิ้วแน่นจ้องมองลูกน้องของตน เขาจึงพยักหน้าแล้วเลี้ยวเข้าโรงแรมม่านยรูดอย่างที่เจ้านายต้องการ ยี่หวาเห็นรอบข้างแปลกไปก็รีบหันกลับไปมองด้านหน้าแล้วหันค่อยไปมองพายุด้วยสีหน้าตกใจ
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม?”
“ทำความรู้จักกันไงครับคุณหนูวาวา”
“มะ...หมายความว่าไง นี่มันโรงแรมม่านรูดไม่ใช่เหรอ?!”
“รู้จักสถานที่แบบนี้ด้วย? ไม่ได้ใสซื่ออย่างที่คิดแฮะ” พายุพูดพร้อมกับจ้องมองเธอด้วยรอยยิ้มร้าย มือหนาลูบริมฝีปากไปมามองจ้องเธออย่างไม่วางตา แม้ในใจจะรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเพราะคิดว่าเธอคงเคยมาที่แบบนี้กับผู้ชายคนไหนสักคน
ยี่หวามองสายตานั้นของเขาก่อนจะรีบเบือนหน้าหนี มันดูน่ากลัวสำหรับเธออยู่มาก ด้วยความที่เธอไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนแบบนี้ พายุที่เธอรู้จักในตอนนั้นกับตอนนี้มันช่างต่างกันจนใจเจ็บ ราวกับว่าเธอไม่ได้รู้จักเขาดีเลยสักนิดตลอดเวลาที่ผ่านมาสามเดือนระหว่างที่คุยกัน พายุผู้อ่อนโยนในวันนั้นที่เธอปลาบปลื้มได้หายไปแล้ว
ลูกน้องของพายุเดินลงจากรถหลังจากม่านปิด ก่อนจะพากันออกไปยังด้านนอกม่านเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายและรอด้านนอกอย่างรู้งาน พายุลงจากรถเตรียมจะเข้าไปเปิดห้องแต่ยี่หวากลับนั่งอยู่ในรถไม่ยอมลงไปด้วยความกลัว ใจเต้นไม่เป็นร่ำเป็นสัน...เธอไม่ชอบแบบนี้เลย เมื่อพายุเห็นอย่างนั้นจึงเดินไปเปิดประตูฝั่งที่เธอนั่งอยู่
“ลงมา” เสียงเข้มพูดขึ้นพร้อมกับหลุบสายตามองไปยังยี่หวา แต่เธอกลับมองหน้าเขาแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยอม พายุเงยหน้าขึ้นถอนหายใจก่อนจะคว้ามือของเธอและดึงให้เธอลงจากรถ
“ปล่อย!! คุณพายุ!!” เมื่อลงมาได้เธอก็ยื้อตัวสุดแรงไม่ยอมเดินตามที่เขาลากดึงเธอไป พายุหันไปมองหน้าเธอด้วยสีหน้าดุดันพร้อมกระชากร่างบางเข้าไปใกล้ๆ
“อย่าสะดีดสะดิ้งไปหน่อยเลย ยิ่งได้ฉันเร็วเท่าไหร่มันน่าจะเป็นผลดีกับบริษัทพ่อเธอไม่ใช่หรือไง”
“อึก...ไม่ใช่นะคะ..”
“ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมลดตัวปลอมเป็นสาวร้านกาแฟไปอ่อยฉันถึงหน้าบริษัทตลอดสามเดือนหรอก” พายุพูดแค่นั้นก่อนจะลากดึงเธอสุดแรงให้เดินตามเขาเข้าไปในห้อง ยี่หวาพยายามจะแกะมือหนาที่เกาะกำข้อมือเธอไว้อย่างดิ้นรน แต่ก็ไม่ได้ผล
เธอถูกลากเข้ามาในห้องพ้นประตูก็เป็นเตียงนอน รอบห้องมีกระจกแทบจะทุกทิศแม้แต่บนเพดาน สีไฟห้องเป็นสีแดงสลัวๆ มีทีวีจอใหญ่และห้องน้ำแบบกระจก ยี่หวายิ่งเห็นสภาพแวดล้อมอย่างนั้นใจก็หล่นวูบ เธอจะหันกลับไปยังหน้าประตูเพื่อออกจากห้องที่น่าหวั่นใจนี้แต่พายุกลับไวกว่ารีบพุ่งตัวไปยังประตูแล้วล็อกมันให้เรียบร้อย
“จะไปไหนล่ะ? ไม่ทำตามความต้องการของพ่อเธอเหรอ?” ไม่พูดเปล่า เขาค่อยๆย่างก้าวเข้าไปหาเธออย่างช้าๆ สายตาจับจ้องมองใบหน้าที่ดูหวาดกลัวของยี่หวาไม่วางตา เขาอุตส่าห์ให้เกียรติไม่ได้ล่วงเกินเพราะคิดจะจริงจังด้วย จะว่าดีที่คู่หมั้นเป็นเธอมันก็ดี...แต่เขารับไม่ได้ที่เธอโกหกเขาตลอดแม้กระทั่งชื่อ เขาไม่ชอบคนโกหกและไม่ชอบความไม่รู้อะไรเลยทำเหมือนเขาเป็นคนโง่อย่างไรอย่างนั้น
“พี่พายุ...ไม่เป็นแบบนี้นะคะ...ยี่หวากลัว” ยี่หวาเอ่ยขึ้นเสียงสั่นเรียกเขาอย่างที่เธอเคยเรียก และเรียกแทนตัวเองอย่างลืมตัว พายุได้ยินอย่างนั้นก็ยกยิ้ม
“หึ...ยี่หวางั้นเหรอ? โกหกจนลืมว่าตัวเองเป็นใครหรือยังไง?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ...พี่พายุฟังยี่หวาก่อน...ฮึก...เราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะนะคะ” เธอพูดทั้งน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเอ่อคลอ เขาตอนนี้ช่างกลัวจนเธอตัวสั่น
พายุยังคงก้าวเท้าเข้าไปใกล้ต้อนเธอจนไปติดกับเตียงแต่ก็ยังคงก้าวต่อจนยี่หวาล้มลงไปนั่งอยู่บนเตียงกว้างสีขาว มือหนาเชยคางเรียวสวยของเธอขึ้นให้เชิดมองเขา สายตาอ้อนวอนขอร้องด้วยน้ำตาให้เขาเห็นใจแต่พายุกลับจ้องมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า
“ให้ฉันฟังในสิ่งเธอจะโกหกน่ะเหรอ? เธอเห็นฉันเป็นคนโง่ขนาดนั้นเลย?”
“ยี่หวาไม่เคยคิดว่าพี่พายุโง่เลย...”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว การกระทำกับคำพูดมันสวนทางกัน!”
“พี่พายุใจเย็นๆก่อนนะคะ ยี่หวาอธิบายได้...แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ยี่หวากลัว..” เธอพูดเสียงสั่นน้ำตาไหลลงอาบสองแก้มแต่ก็ยังพยายามขอร้องให้เขาพาออกไปจากที่นี่ มือเล็กที่สั่นเทาของเธอจับที่มือหนาของเขา พายุนิ่งไปชั่วขณะมองเธอเงียบๆ
“ที่ยี่หวาทำทั้งหมดตลอดสามเดือน...เพราะว่ายี่หวา...”
“เลิกเรียกตัวเองด้วยชื่อปลอมๆนั่นสักทีวาวา!”
“กรี๊ดดดดดด!!”
พายุกพูดจบก็ผลักเธอลงไปนอนราบกับเตียงก่อนที่เขาจะตามไม่คร่อมทับร่างนั้นไว้ มือหนาสองข้างล็อกมือเล็กของเธอไว้ ยี่หวาตกใจจนกรีดร้องออกมาทั้งน้ำตา ร่างบางนอนตัวสั่นอยู่ใต้ร่างของเขา
“หึ...จะกลัวไปทำไม ยังไงก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดีนี่”
“ไม่นะ!! พี่พายุ!! ปล่อย!! ฮึกๆ...ฮือ..”
พายุไม่รอช้าก้มลงซุกไซร้ซอกคอขาวของเธอ ยี่หวาหันหน้าหนีพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา เธอพลิกตัวยันตัวหนีแต่ก็ถูกเขาจับดึงมาอยู่ใต้ร่างดังเดิมพร้อมกับปลดร่นแขนเสื้อของเธอให้พ้นไหล่ บรรจงจูบสร้างรอยแดงไปทั่วไหล่และเนินอก
“ฮือๆ...หยุดนะ! ขอร้อง...ฮึกๆ ฉันกลัวแล้ว ฮือ” แม้น้ำตาไหลอาบลงสองแก้มแต่พายุกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการกระทำอันป่าเถื่อนลงเลย ยี่หวาร้องไห้หนักพร้อมกับหยุดการดิ้นรนอย่างผิดหวังเพราะถึงยังไงเธอก็หยุดเขาไม่ได้อยู่แล้ว ถึงเธอจะแอบชอบเขาแต่มันต้องไม่ใช่การกระทำที่อุกอาจแบบนี้
พายุยังคงซุกไซร้ไปทั่วเรือนร่างเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอแม้ว่าเธอจะหยุดนิ่งแล้วเอาแต่ร้องไห้ก็ตาม ตอนแรกเขาตั้งใจจะแกล้งให้เธอกลัวเพื่อสั่งสอนให้เธอรู้จักตัวตนของเขาเสียหน่อย แต่ตอนนี้ยิ่งได้ดอมดมกลิ่นกายสาวก็เหมือนกับถูกยาปลุกอารมณ์ยากที่จะยับยั้งใจ
“อื้ม” ริมฝีปากหยักได้รูปของเขาเข้าครอบครองริมฝีปากบางของเธอ ดูดดึงริมฝีปากบางนั้นพร้อมกับชอนไชลิ้นร้อนให้เธอเผยอปากอ้าออก เริ่มควานหาความหวานในโพรงปากเล็กแม้สายตาจะหลุบมองจ้องใบหน้าเธอใกล้ ยี่หวาเผลอเผยอปากรับก่อนจะร้องครางหวานในลำคอเมื่อเขาหยอกล้อเล่นกับเธอ
กึด!
“วาวา!!” พายุผละออกจากรสจูบหลังจากที่โดนหญิงสาวกัดริมฝีปากเข้าเต็มแรง กลิ่นคาวเลือดตีขึ้นจมูกพร้อมรสชาติของเลือกเริ่มคละคลุ้งไปทั่วริมฝีปาก ริมฝีปากของยี่หวาเองก็มีเลือดของเขาติดอยู่ มือเล็กรีบผลักอกแกร่งให้พ้นร่างตน ก่อนจะลุกขึ้นเอามือปิดเรือนร่างตัวเอง
เพี๊ยะ!! ฟาดฝ่ามือเล็กลงบนใบหน้าหล่อของเขาจนหน้าหันไปตามแรงตบ เธอขมวดคิ้วแน่นจ้องมองเขาด้วยความโกรธแม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยน้ำตา พายุอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะหันกลับไปมองใบหน้าของเธออย่างช้าๆ
“ฮึกๆ...ตอนแรกฉันชอบคุณเพราะคุณดูเป็นคนดี...”
“.........”
“แต่ตอนนี้ฉันเกลียดคุณที่สุด!!” คำพูดของเธอทำให้พายุรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาที่ใจ แต่นั่นคงไม่มีความหมายเพราะตอนนี้เธอไม่ใช่ยี่หวาคนที่เขารู้สึกชอบพออีกต่อไป เธอคือคุณหนูวาวาที่หลอกลวงเขาเพียงเท่านั้น ความโกรธเข้าครอบงำจิตใจพร้อมกับความไม่เข้าใจหญิงสาวตรงหน้า พายุจ้องมองเธอนิ่งทำสีหน้าไร้ความรู้สึก
“งั้นเหรอ”
“ฮึก...” คำพูดสั้นๆของพายุที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทีเรียบนิ่งทำให้เธออึ้งไม่น้อย ตอนแรกเธอคิดว่าเขาน่าจะคิดแบบเดียวกันกับเธอแต่ตอนนี้เขากลับดูว่างเปล่าแม้แต่สายตาที่มองเธอก็เช่นกัน
“ฉันอยากจะรู้จริงๆว่าเธอจะใช้ชีวิตยังไงหลังจากแต่งงานกับคนที่เธอเกลียด” เขาพูดพร้อมยกยิ้มก่อนจะลุกออกจากตัวเธอจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องไป ยี่หวามองตามแผ่นหลังนั้นจนลับตาก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแทบจะทันทีทันใดโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว เรื่องราวที่เหมือนว่ากำลังจะไปได้ดีก็พังทลายลง เธอกลายเป็นผู้หญิงเจ้าเล่ห์จอมลวงโลกในสายตาของเขาไปเสียแล้ว ยี่หวาปาดน้ำตาก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าของตนอย่างหมดแรง ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ไปแล้วเธอก็ต้องจำยอมอย่างเลี่ยงไม่ได้แม้ว่าตัวเธอเองจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม...
พายุกเดินออกมาจากห้องพร้อมกับเดินออกนอกม่านตรงไปยังลูกน้องที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ แฟนต้าและเมษมองเจ้านายตนอย่างสงสัยว่าทำไมเขาถึงได้ออกมาเร็วนัก มือซ้ายและมือขวามองหน้ากันไปมาก่อนจะหันไปขมวดคิ้วมองเจ้านายตน
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอครับนาย?” เมษเอ่ยขึ้น
“ผมว่ามันไม่ใช่วิสัยนายเลยนะครับที่....”
“เอาบุหรี่มาให้กูหน่อย” พายุพูดขัดแฟนต้าที่กำลังจะพูดต่อ มันก็ใช่ที่ไม่ใช่วิสัยเขาจะทำเรื่องอย่างว่าเสร็จแบบนี้ แต่เพราะไม่ได้ทำน่ะสิไม่อย่างนั้นคงไม่โผล่หน้ามาหาลูกน้องเร็วขนาดนี้หรอก
เมษยื่นบุหรี่ราคาแพงให้ผู้เป็นเจ้านายอย่างไม่ขัดก่อนที่แฟนต้าจะจุดไฟให้ด้วยชิปโป้ลายสวย พายุสูดเข้าไปเต็มปอดหวังจะระงับอารมณ์ของตัวเองที่มันพุ่งพล่านตอนนี้
“พวกมึงนี่ขยันสูบนะ มะเร็งจะแดกตายห่าสักวัน” พายุพูดพร้อมกับมองบุหรี่ในมือก่อนจะหันไปมองลูกน้องมือซ้ายและมือขวาทั้งสองของตน
“อ้าว นายก็รู้แล้วนายจะสูบทำไมล่ะครับ” เมษอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นอย่างกวนๆ ก็เห็นๆอยู่ว่าเจ้านายของตนพ่นมันจนควันโขมงแบบนี้
“พวกมึงนี่แม่ง ไม่เข้าใจความเป็นห่วงของกู” พายุพูดพร้อมขมวดคิ้วแต่ปากก็ยังคงคาบบุหรี่อยู่ไม่คาย ลูกน้องทั้งสองเห็นอย่างนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้และไม่ได้โต้เถียงอะไรออกไป ดูก็รู้ว่าเจ้านายของตนตอนนี้เครียดแค่ไหน ไม่อย่างนั้นคงไม่หาเรื่องพวกเขาหรอก
ทั้งสามคนยืนอยู่ได้ไม่นานนักก็เห็นคนร่างบางในชุดเดรสสีชมพูหรือผู้หญิงที่เจ้านายพาเข้าห้องไปเมื่อครู่เดินออกมาพ้นจากม่านก็มองซ้ายมองขวา พายุจึงทิ้งบุหรี่ลงที่เขี่ยแล้วเดินเข้าไปหาเธอพร้อมกับลูกน้องทั้งสองตน
“หึ...เลิกร้องไห้ขี้แยแล้วรึไง?”
“.........”
“กลับ ฉันจะไปส่ง” พายุกพูดขึ้นเสียงเรียบนิ่ง ยี่หวาลอบมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“ฉัน...เรียกแท็กซี่เองก็ได้ค่ะ”
“เกลียดฉันขนาดนั้นเลย?”
“ค่ะ”
“งั้นก็เก็บไว้ อย่าทำให้ฉันเดือดร้อน...เพราะฉันรับปากคุณมุกดาและคุณทรงชัยไว้หรอกนะ” พายุกพูดขึ้นก่อนจะโน้มหน้าเข้าใกล้ข้างใบหูเล็กทำเอายี่หวาเอียงหน้าหลบระยะเล็กน้อยอย่างหวาดหวั่น
“ไม่อย่างนั้นล่ะก็ อย่าคิดว่าฉันจะเสนอตัวไปส่งผู้หญิงอย่างเธอ” คำพูดที่แสนเย็นชานั้นทำให้ใจเธอหล่นวูบ เจ็บแปล๊บขึ้นมาจนน้ำตารื้นแต่ก็เก็บกลั้นความอ่อนไหวของตัวเองไว้สูดลมหายใจเข้าลึก
“ทิ้งฉันไว้ก็ได้ ฉันหาทางกลับเองได้และฉันจะบอกคุณแม่ให้ว่าคุณมาส่ง”
“อย่ามาตลก คิดว่าฉันต้องโกหกหลอกลวงเหมือนเธอหรือไง?” พายุพูดพร้อมขมวดคิ้วแน่นจ้องมองเธออย่างดุดัน แต่ยี่หวาเองก็ไม่ยอมหลบสายตาคมของเขาเช่นกันแม้ว่าในใจจะรู้สึกกลัวก็ตามแต่เธอไม่อยากเป็นคนอ่อนแออีกต่อไปแล้ว เรื่องดีๆของเธอและเขามันจบไปแล้ว...ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป...
“ไม่ใช่นะคะ! หวารักลูก แต่หวาก็รักพี่พายุเท่าๆ กันเลยนะคะ” ยี่หวารีบเถียงคอเป็นเอ็น ช้อนสายตามองเขาด้วยความเว้าวอน“พี่พายุอย่าโกรธหวาเลยนะคะ อย่าลงไปนอนข้างล่างเลยนะ ถ้านอนไม่มีพี่พายุกอด... หวานอนไม่หลับแน่ๆ เลยค่ะ”สรรพนามการออดอ้อนที่มักจะงัดมาใช้ยามทำผิด ทำเอาภูเขาน้ำแข็งในใจของพายุละลายฮวบ แต่ประธานหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ยังคงเล่นตัวต่ออีกนิด เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง“จริงเหรอ? รักพี่จริงเหรอ... แต่เมื่อกี้ยังบ่นว่าพี่เหม็น ไล่พี่ไปอาบน้ำอยู่เลยนี่นา”“หวาผิดไปแล้วค่ะ หวาปากพล่อยเอง พี่พายุตัวหอมที่สุดในโลกเลย!”ยี่หวารีบเอาใจ เขย่งปลายเท้าขึ้นกอดคอสามี ซุกใบหน้าออดอ้อนลงกับซอกคอแกร่งของเขา“พี่พายุเหนื่อยไหมคะ วันนี้ประชุมหนักใช่ไหม... ให้หวานวดให้นะคะ นวดเสร็จเดี๋ยวหวาจะลงไปชงนมอุ่นๆ ให้ดื่ม แล้วคืนนี้... หวาจะตามใจพี่พายุทุกอย่างเลย ดีไหมคะ?”‘ตามใจทุกอย่าง’ประโยคสวรรค์ที่พายุรอคอยมานานนับปี! ตั้งแต่ยี่หวาท้องแก่จนกระทั่งคลอดและเลี้ยงลูกอ่อน เขาต้องอดทนอดกลั้นและทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาโดยตลอด บัดนี้ ร่างกายของภรรยาสาวฟื้นฟูเต็มร้อย แถมยังอวบอิ่มเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเดิมเป็นร้
เวลาผ่านไปไวราวกับโกหก เผลอเพียงไม่นาน ‘น้องตะวัน’ หรือเด็กชายปาณัสม์ เปรมปรีย์ ก็ก้าวเข้าสู่วัยสองขวบเต็ม จากทารกตัวจิ๋วตัวแดงๆ ในวันนั้น บัดนี้กลายเป็นเด็กจ้ำม่ำ แก้มยุ้ยเป็นซาลาเปา ผิวขาวจัดอมชมพู และมีดวงตากลมโตดำขลับที่ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในบ้านอย่าง ‘คุณย่าทวดกันยา’ณ ห้องโถงกว้างของเรือนหอเปรมปรีย์ บัดนี้ถูกยึดพื้นที่ไปกว่าครึ่งด้วยคอกกั้นเด็กขนาดยักษ์ ภายในเต็มไปด้วยของเล่นเสริมพัฒนาการนำเข้าจากต่างประเทศ กองภูเขาตุ๊กตา และเบาะรองคลานลายการ์ตูนสีสันสดใส“แอ้... หม่ำๆ แม่จ๋า” เสียงอ้อแอ้ของน้องตะวันดังกังวานไปทั่วห้อง เด็กน้อยในชุดหมีน้อยสีฟ้ากำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กลางคอกกั้น ในมือป้อมๆ กำลังกัดยางกัดเล่นอย่างเมามัน“โอ๊ยยย น่ารักน่าชังจริงๆ เหลนย่า! ดูสิมาลี ดูตาแป๋วๆ ของตะวันสิ ใจฉันละลายไปหมดแล้วเนี่ย!”คุณหญิงกันยาในวัยเจ็ดสิบกว่าปี นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองคลานอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์คุณหญิงใหญ่แห่งวงการไฮโซเลยแม้แต่น้อย บนข้อมือและข้อเท้าป้อมๆ ของน้องตะวันเต็มไปด้วยกำไลทองคำแท้และสร้อยเพชรเส้นจิ๋วที่คุณย่าทวดประเคนรับขวัญให้แทบจะทุ
หลังจากพักฟื้นที่โรงพยาบาลจนร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณแม่ป้ายแดงจะต้องพาสมาชิกใหม่ตัวจิ๋วกลับไปดูแลต่อที่บ้านขบวนรถตู้หรูของตระกูลเปรมปรีย์แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าเรือนหอ ทว่ากว่าจะได้ลงจากรถก็กินเวลาไปหลายนาที เพราะ ‘ประธานพายุ’ ผู้แสนดุดันเด็ดขาด บัดนี้กลายร่างเป็น ‘คุณพ่อจอมแพนิก’ ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มอุ้มตะกร้าคาร์ซีทเด็กอ่อนเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวังราวกับกำลังอุ้มระเบิดเวลา ก้าวเท้าลงจากรถช้าๆ ทีละก้าว ชนิดที่ว่ามดเดินแซงยังเร็วกว่า“พี่พายุคะ... เดินเร็วอีกนิดก็ได้ค่ะ แดดเริ่มร้อนแล้วนะ เดี๋ยวน้องตะวันจะไม่สบายเอานะคะ” ยี่หวาที่เดินประคองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยท้วง เมื่อเห็นสามีเดินเกร็งไปหมดทั้งตัว“ไม่ได้สิยี่หวา... พื้นตรงนี้มันไม่ค่อยเรียบ ถ้าเดินเร็วไปเดี๋ยวสะเทือนถึงลูก”พายุตอบหน้าตาย สายตาจ้องเขม็งไปที่ทารกน้อยวัยหนึ่งสัปดาห์ในตะกร้า “ไอ้เมษ! มึงไปบอกช่างให้มาเทปูนหน้าบ้านใหม่พรุ่งนี้เลยนะ เอาแบบเรียบกริบ ไม่มีรอยต่อ ห้ามมีก้อนกรวดแม้แต่เม็ดเดียว!”“ฮะ?... เอ่อ... ครับนาย...”เมษที่เดินกางร่มให้อยู่ด้านหลังรับคำเสียงอ่อย ลอบมองหน้าแฟนต้าแล้วส่ายหัวอย่างอ่
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที พายุเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ หยาดน้ำตาแห่งลูกผู้ชายร่วงหล่นลงมาอาบแก้มอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไปเมื่อได้ยินเสียงร้องของสายเลือดตัวเอง ชายหนุ่มหันไปมองร่างสีแดงเรื่อที่พยาบาลกำลังอุ้มไปทำความสะอาดด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้“ยินดีด้วยนะครับท่านประธาน คุณแม่... ได้ลูกชายครับ! แข็งแรงสมบูรณ์ดีมากเลยครับ” คุณหมอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มกว้าง“ลูกชาย... พี่พายุ... เราได้ลูกชายค่ะ” ยี่หวายิ้มกว้างทั้งน้ำตา ความเหนื่อยล้าแทบจะปลิวหายไป“ครับ... เราได้ลูกชาย”พายุหันกลับมากอดศีรษะภรรยาเอาไว้แน่น ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ชายหนุ่มพรมจูบไปทั่วใบหน้าหวานที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตา“ขอบคุณนะยี่หวา... ขอบคุณที่ยอมเหนื่อย ยอมเจ็บเพื่อลูกของเรา ขอบคุณที่มอบครอบครัวที่สมบูรณ์แบบให้กับผู้ชายคนนี้... พี่รักเธอนะ รักมากที่สุดในชีวิตเลย”“หวาก็รักพี่พายุค่ะ... แต่ตอนนี้อาจจะรักลูกมากกว่า”“โธ่... ยี่หวา ขนาดตอนท้องยังหวงแม่ขนาดนั้น ถ้าหวาพูดแบบนี้พี่ก็ตกกระป๋องน่ะสิ พี่ไม่ยอมนะ”พายุพูดขึ้นพลางอแงใส่ภรรยาของตน แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม รอเ
เมื่อเคลียร์ใจกันจนความรักกลับมาหวานชื่นกว่าเดิม เวลาผ่านไปจนอายุครรภ์ของยี่หวาก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนที่แปด อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงกำหนดคลอดพายุตัดสินใจเคลียร์งานโปรเจกต์สุดท้ายที่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นโครงการรีสอร์ตมูลค่าหลายพันล้านที่เขาริเริ่มเอาไว้ ชายหนุ่มจำใจต้องบินไปดูหน้างานและเจรจาสัญญาขั้นสุดท้ายที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีกำหนดการเพียงแค่สองวันหนึ่งคืน ก่อนจะกลับมาสแตนด์บายเฝ้าภรรยา“ดูแลตัวเองดีๆ นะครับคนดี พรุ่งนี้เย็นๆ พี่ก็ถึงบ้านแล้ว... ไอ้เมษ ไอ้ต้า กูฝากดูแลเมียกูด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรหากูทันที” พายุสั่งเสียลูกน้องและหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ก่อนจะขึ้นรถไปสนามบินทว่า... คล้อยหลังพายุไปได้เพียงไม่ถึงสิบสองชั่วโมงกลางดึกคืนนั้น ขณะที่ยี่หวากำลังนอนหลับพักผ่อน จู่ๆ ความรู้สึกปวดร้าวที่บริเวณหลังและหน้าท้องก็แล่นปราดขึ้นมาอย่างรุนแรง!“โอ๊ย...”ยี่หวาสะดุ้งตื่น หน้าผากมนผุดพรายไปด้วยหยาดเหงื่อ หญิงสาวนิ่วหน้า เอามือกุมท้องตัวเองที่กำลังแข็งเกร็งและบีบรัดตัวเป็นจังหวะ“แม่คะ... แม่มาลี! ช่วยด้วย หวาปวดท้อง...” ยี่หวากัดฟันเอื้อมมือไปกดกริ่งเรียกแม่บ้านที่หัวเตียงเพียงไม่ถ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวอายุครรภ์ของยี่หวาก็ก้าวเข้าสู่เดือนที่แปดแล้วหน้าท้องที่เคยแบนราบ บัดนี้นูนป่องขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด รูปร่างที่เคยบอบบางอรชรเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นตามสรีระของคุณแม่ใกล้คลอด อาการแพ้ท้องของพายุหายเป็นปลิดทิ้งไปตั้งแต่เดือนที่สี่ แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือฮอร์โมนคนท้องของยี่หวาที่สวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงภายในห้องแต่งตัวกว้างขวาง ยี่หวาในชุดคลุมอาบน้ำยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล หญิงสาวค่อยๆ ปลดปมเชือกคลุมอาบน้ำออก เผยให้เห็นหน้าท้องกลมโตที่มีรอยแตกลายสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นบริเวณหน้าท้องและสะโพก ขาเรียวสวยที่เคยสวมรองเท้าส้นสูงได้สบายๆ ตอนนี้กลับบวมเป่งจนต้องใส่แต่รองเท้าแตะพื้นนิ่ม“ฮึก... อ้วนก็อ้วน ขาก็บวม แถมยังมีรอยแตกลายอีก... ขี้เหร่ที่สุดเลย”ยี่หวายกมือขึ้นปิดหน้า สะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาในอก ยิ่งช่วงนี้พายุต้องเร่งเคลียร์งานที่บริษัทอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวลางานยาวมาช่วยเลี้ยงลูก เขาก็ยิ่งกลับบ้านดึกและมีเวลาให้เธอน้อยลง แม้เขาจะโทรหาและสั่งลูกน้องให้ดูแลเธออย่างดี แต่คว
หลังจากที่บ่าวสาวมานั่งเคียงคู่กันอยู่บนเตียงกว้างราวแปดฟุต ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายต่างก็พากันเอ่ยคำมงคลที่ล้วนแต่มีความหมายว่าอยากให้อยู่ครองคู่กันไปนานๆ หรือความหมายว่าให้อดทนปรับเข้าหาซึ่งกันและกัน แม้ว่าทั้งสอ
ในโรงแรมหรูระดับหกดาว ในห้องจัดเลี้ยงที่จองไว้ขนาดใหญ่เพื่อรองรับแขกเหรื่อที่เข้ามาร่วมงานมงคลสมรสของทายาทบริษัทใหญ่ รูปที่ถ่ายพรีเวดดิ้งถูกประดับประดาอยู่หน้าทางเข้างานอย่างสวยงาม งานแต่งที่ดูหรูหรามีระดับบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นการที่มียี่หวาเป็นลูกสาวคนโตของบ้านเปรมป
หลังจากที่ลองชุดเสร็จสิ้นก็กลับมานั่งรอในบริษัทอยู่นาน ในมือหนากดโทรศัพท์โทรหาลูกน้องคนสนิทอยู่หลายสายแต่กลับไม่มีคนรับสายจนเขาร้อนใจไปหมด กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าเพราะจากนิสัยลูกน้องของเขามีอะไรจะรายงานตลอดจนน่ารำคาญแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยๆหรือเรื่องไร้สาระ
หลังจากคืนนั้นที่เขาต้องยอมเรียกลูกน้องมาขับรถให้ พายุก็ยังคงรับส่งเธอเพื่อลองชุดเตรียมตัวถ่ายพรีเวดดิ้งตามที่ได้นัดไว้ ในร้าน พายุนั่งเลื่อนโทรศัพท์นั่งรออยู่ตรงโซฟาแม้ว่าเจ้าสาวตรงหน้าจะกำลังหมุนตัวไปมาเพื่อให้







