เข้าสู่ระบบความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของกะรัตและสินธร ค่อยๆสร้างทางแยกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดและเมื่อเวลาผ่านไปช่องว่างระหว่างความคิดของคนทั้งคู่ก็เพิ่มความกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจทุกอย่างของประธานสาวล้วนแล้วแต่สวนทางกับคำแนะนำของอดีตประธานอย่างสิ้นเชิง
‘แม่อยากให้พิงค์ยอมลงให้น้าสินธรบ้าง? ทำไมต้องคอยค้านทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา’
‘คะ?’
‘เรื่องโพรเจกต์ใหม่ที่ลพบุรี ทำไมลูกถึงหักหน้าน้าสินธรแบบนั้น?’
‘เพราะยอดจองคอนโดไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ ถ้าฝืนสร้างไปเราอาจจะขาดทุนย่อยยับ’
‘ก็ค่อยจัดโปรโมทหนักๆเอาก็แล้วกัน ปล่อยโพรเจกต์ของน้าเขาให้ผ่านไปบ้างเถอะ...ถือว่าแม่ขอได้ไหม?’
‘..ขอโทษนะคะ แต่พิงค์ทำให้ไม่ได้’
‘เนรคุณ! ทั้งที่น้าเขาเป็นคนยกตำแหน่งให้ลูกแท้ๆ’
‘...’
บทสนทนาระหว่างเธอและนพเก้ายังตกตะกอนในห้วงความคิด กะรัตรู้ดีว่าตะกอนในใจที่ผลักดันให้ทุกการกระทำของเธอสวนทางกับสินธรอย่างมีเจตนา ล้วนแล้วแต่มีชนวนมาจากบทสนทนาในวันนั้นทั้งสิ้น และยังคงปวดหนึบในห้วงหัวใจเสมอเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามารดาเลือกยืนข้างน้องชายอย่างสินธร มากกว่าการอยู่ข้างและคอยเข้าใจคนเป็นลูกอย่างเธอ
“ห้าต่อสามเสียง”
ประธานสาวทอดมองการลงคะแนนเสียงจากบอร์ดบริหารด้วยสายตาไร้ความรู้สึก เริ่มนึกสงสัยว่าเหตุใดหัวใจของเธอจึงว่างเปล่ามากมายขนาดนี้
“ห้าต่อเจ็ดเสียง..” คะแนนเสียงเกินครึ่งของบอร์ดบริหารถูกนับไปแล้ว พร้อมทั้งแนวโน้มการถูกปลดของกะรัตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดวงตากลมใสไร้ประกายยินดียินร้ายเหลือบมองตัวเลขบนจอภาพด้วยท่าทีสงบนิ่ง ปรายตามองรอยยิ้มอย่างผู้มีชัยของสินธรคล้ายระอาแล้วถอนใจอีกหน...ดูเหมือนผู้อาวุโสคงลืมไปแล้ว? ว่าตัวเองยังมีภาพลักษณ์ของนักบุญผู้แสนดีที่ต้องรักษาไว้
“หกต่อเจ็ดเสียง!”
ราวกับคะแนนเสียงเฉียดจะตีเสมอส่งผลต่อชะตาชีวิต เมื่อสีหน้าของสินธรเริ่มแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เช่นเดียวกับรอยยิ้มที่จางหายไปอย่างรวดเร็ว
“เจ็ดต่อเจ็ดเสียง”
เมื่อคะแนนเสียงสุดท้ายที่จะชี้ขาดตำแหน่งประธานบริหารถูกหยิบขึ้นจากกล่องลงคะแนน ทั้งห้องก็เงียบสงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงพลิกกระดาษ
“...แปดต่อเจ็ดเสียง!” ผู้ทำหน้าที่นับคะแนนสรุปเสียงดังฟังชัด “ประชุมวาระพิเศษว่าด้วยเรื่องการยื่นถอดถอนประธานฝ่ายบริหารคนปัจจุบัน...มีมติไม่เห็นชอบครับ”
“เป็นไปไม่ได้!” สินธรตวาดค้านด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว ใบหน้าที่เคยราบเรียบกำลังแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับดวงตาวาวโรจน์ที่กวาดมองเหล่าบอร์ดบริหาร น้ำเสียงแค้นเคืองตั้งคำถามรอดไรฟัน
“ทั้งที่รู้เรื่องนั้น! แล้วทำไมพวกคุณถึงยังเลือกมัน?”
แต่เหมือนไม่ต้องการตอบคำถาม หลายคนในบอร์ดบริหารที่ลงคะแนนให้ประธานสาวคนปัจจุบันเลือกเงียบแทนการตอบโต้
“แก! แกโกงคะแนนฉัน!” เมื่อไม่ได้คำตอบของคำถามคนพลาดหวังจนเหมือนสติหลุด ก็หันกลับมาตวาดใส่กะรัตเสียงดังลั่น
“...ถ้าจะให้ตอบคำถามเรื่องโกงคะแนน รบกวนช่วยขยายความ ‘เรื่องนั้น’ ให้ฟังก่อนดีไหมคะ?” กะรัตตั้งคำถามกลับเสียงเย็น สังหรณ์ใจว่าคำพูดที่สินธรเพิ่งหลุดออกมาเมื่อครู่อย่างคนขาดสติต้องเกี่ยวข้องกับเธอแน่นอน
“...”
แล้วใบหน้าที่เปลี่ยนสีกลับเหมือนสับสวิตช์ของสินธร ก็ทำให้ประธานสาวยิ่งมั่นใจกว่าเก่าว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น? และเดาได้ว่า ‘เรื่องนั้น’ คงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของบอร์ดบริหารที่มีต่อเธอได้เป็นอย่างดี หลังพิจารณาอยู่นานเกือบนาทีกะรัตค่อยถอนใจพลางยกยิ้มมุมปาก
“สงสัยว่า ‘เรื่องนั้น’ คงไม่ใช่เรื่องราวดีๆสินะคะ?” เสียงหวานไล่ลำดับสูงต่ำน่าฟัง แม้ว่าในปลายเสียงติดจะเย็นชาจนน่าขนลุกก็ตามที
“ก็แค่เรื่องไร้สาระ ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจหรอกนะ” คมกริชให้ความเห็นเรียบๆ
“ค่ะ เพราะความจริงก็ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น” ประธานสาวเลือกตัดบทคล้ายหมดความสนใจ เพราะเดาได้ว่าคงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอและเพทายแน่นอน! เหลือบมองร่างสูงผอมของสินธรที่หยุดโวยวายไปง่ายๆเหมือนกดปุ่ม ค่อยละความสนใจแล้วส่งสัญญาณให้เลขาคนสนิทเดินแจกเอกสารสำคัญอีกชุดให้แก่ทุกคนในบอร์ดบริหารตามลำดับ
“มีวาระเพิ่มเติม? ไม่เห็นแจ้งไว้ในกำหนดการเลยนะครับ” เสียงของหนึ่งในบอร์ดบริหารตั้งคำถาม
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า” กะรัตตอบตามมารยาท แล้วนิ่งไปชั่วขณะแสนสั้นคล้ายต้องการเวลาเพื่อทบทวนเรื่องราวบางอย่างเป็นครั้งสุดท้าย ค่อยพูดต่อ “ฉันขอลาออกค่ะ”
“...!?”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







