LOGIN“ก็...ห่วงว่าจะติดคุกข้อหา ‘วางเพลิง’ แล้วก็ ‘บุกรุกยามวิกาล’ ไงค่ะ” น้ำเสียงเย็นเหยียบสวนกลับมาแทบจะพร้อมๆกับเสียงไซเรนของรถตำรวจที่ดังใกล้เข้ามา ทำให้คนฟังหน้าชาในทันที
“ประธาน! ไหนบอกว่าจะไม่แจ้งความ” คนเริ่มหวาดหวั่นกับความสงบนิ่งของประธานสาวที่ตนสบประมาทและดูแคลนเสมอนับตั้งแต่เธอขึ้นรับตำแหน่ง ตวาดถามเสียงสั่น
“ใช่ค่ะ เรื่องทุจริตจะไม่มีการแจ้งความ...แต่เรื่องที่ช่างเดชจุดไฟเผาออฟฟิศ มันก็เป็นคนละเรื่องกันไม่ใช่เหรอคะ?” คนใจดีเสมอแต่ไม่เคยใจอ่อนตอบกลับเสียงกระด้าง
“ฮึ! แต่มึงไม่มีหลักฐาน” คนที่เริ่มหวาดหวั่นจนไม่อาจควบคุมตัวเองไว้ได้อีกต่อไปสบถถ้อยคำหยาบคายใส่คู่สนทนาพร้อมรอยยิ้มเหยียด เพราะยังมั่นใจว่าตนเองทำลายหลักฐานทิ้งไปแล้วจนหมดสิ้น
“น่าแปลกใจนะคะ ที่ยังเชื่อแบบนั้น...ทั้งที่ภาพในกล้องวงจรปิดออกจะชัดขนาดนั้นแท้ๆ” คนเพิ่งตรวจเจอกล้องวงจรปิดอีกตัวที่ถูกติดตั้งแบบ ‘ออนไลน์’ ให้สามารถเรียกดูภาพย้อนหลังได้เพียงยี่สิบสี่ชั่วโมงตอบกลับแกมระอา
ใบหน้าซีดจางปราศจากสีเลือดของณรงค์เดชที่ไร้ข้อแก้ตัว ทำให้ประธานสาวต้องถอนใจคล้ายโล่งอก เมื่อคนที่เธอห่วงว่าจะ ‘ก่อเรื่อง’ ให้ต้องเดือดร้อนกันได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ดูสงบนิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายเท่า และเพราะการขออนุมัติออกหมายจับของทางตำรวจต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้ เธอจึงต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำให้คน ‘ไร้สามัญสำนึก’ อย่างณรงค์เดชรั้งรออยู่ที่ออฟฟิศชั่วคราวของโพรเจกต์ไปป์ให้นานที่สุด
“คุณณรงค์เดชขอเชิญไปโรงพักกับเราด้วย” เสียงนิ่งเรียบของนายตำรวจที่เดินเข้ามาหาพร้อมหมายจับในมือ ทำให้คนถูกจับเริ่มดิ้นรนอีกครั้งเมื่อรู้ตัวว่าวาระสุดท้ายแห่งอิสรภาพอาจกำลังจะหลุดลอยไป
“ไม่...ไม่! กูไม่ไป กูไม่ได้ทำอะไรผิด! ปล่อยกู ปล่อยกู!” เสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและตื่นตระหนก พร้อมความพยายามของคนเริ่มดิ้นรนหนีจากความผิดที่ตัวเองก่อไว้ด้วยความหวังแสนริบหรี่
กะรัตยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเวทนาที่ผสมปะปนไปกับความสลดใจในจุดจบของคนเลือกเดินทางผิด ก่อนจะหันหลังให้กับภาพตรงหน้าและเสียงร้องเรียกที่เต็มไปด้วยการอ้อนวอนขอโอกาสกับความผิดที่ตนได้ทำลงไป แต่เมื่อกรรมคือผลของการกระทำเสมอ เธอจึงไม่อาจใจดีปล่อยผ่านความผิดในครั้งนี้ไปได้เช่นกัน
“เฮ้ย! ระวัง” เสียงตำรวจหนุ่มที่รับตัวณรงค์เดชขึ้นรถตะโกนก้องด้วยความตกใจ เมื่อคนที่ทำท่าเหมือนจะสงบลงอาศัยจังหวะที่นายตำรวจไม่ทันระวัง กระแทกคนควบคุมตัวจนล้มกลิ้งแล้ววิ่งพุ่งมาใส่คนที่ตนร้องขอความช่วยเหลืออยู่จนถึงเมื่อครู่ด้วยแววตาอาฆาต
“ถ้ากูต้องติดคุก มึงก็อย่าคิดว่ากูจะปล่อยมึงไป!”
คนที่หมุนตัวกลับมาเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของตำรวจชะงักไปในเสี้ยววินาที ก่อนจะใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดผลักเพื่อนสนิทที่เดินอยู่ข้างกันออกไปให้พ้นรอดจากอันตราย
ในวินาทีที่เรื่องร้ายกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งแบบไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมใสกลับปิดลงในทันทีราวกับต้องการซ่อนความตื่นตระหนกไว้ในความมืดมิด ชั่วขณะของความจริงที่คิดไว้ว่าไร้ทางรอดพ้นภัยตรายกลับฉายใบหน้าหล่อคมคายของใครบางคนขึ้นมาในหัวใจ พร้อมคำบางคำที่ยังตกค้างในความทรงจำ
‘ถ้ามีอะไรก็โทร.หาได้ตลอดเวลานะ ผมจะรีบกลับมาหาคุณ’
“ไอ้พิงค์ระวัง!” คนถูกผลักจนแทบล้มกลิ้งตะโกนก้องเพื่อเตือนสติเพื่อนสนิทที่ยังคงยืนนิ่งตามสัญชาตญาณ
คุณเพทาย...ถ้าฉันโทร.หาคุณตอนนี้ มันจะยังทันอยู่ไหมนะ?
‘ผลั่ก ผัวะ!...ตุ๊บ!’
เสียงกระแทกพร้อมร่างหนาของณรงค์เดชที่ลงไปกองอยู่แทบเท้า ทำให้คนเพิ่งลืมตาขึ้นมาเพื่อเผชิญกับความจริงตรงหน้าต้องขมวดคิ้วคล้ายงุนงง ก่อนร่างสูงในชุดสูทแสนคุ้นตาของคนที่จะมักยืนอยู่เบื้องหลังเพทายเสมอ จะโค้งตัวให้เธอเล็กน้อยตามมารยาท
“ชลันธร?” กะรัตเอ่ยชื่อผู้มาเยือนคล้ายสับสน
“คุณเพทายฝากบอกว่า ‘ฝากชลันธรมาเป็นผู้ช่วยชั่วคราวของคุณ’ ครับ”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ





![[Bad Loves] บำเรอแค้นศัตรูพี่ชาย (3P)](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

