เข้าสู่ระบบจังหวัดเชียงใหม่..
จุดหมายปลายทางที่ห่างกันเกือบพันกิโลเมตร สามารถเดินทางถึงได้ภายในระยะเวลาเพียงหกชั่วโมงเศษ ด้วยพัฒนาการของระบบโทรคมนาคมที่รุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดดตามยุคสมัย แม้จะเสียเวลาไปค่อนข้างมากในช่วงสองสามชั่วโมงแรกของการเดินทาง เพราะทั้งคู่อยู่ในเขตพื้นที่ทำงานของโพรเจกต์ซันและโซล่า
ร่างบางระหงในชุดเดรสสีหวานมองจ้องเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกห้องน้ำสาธารณะของสนามบินเชียงใหม่พลางถอนใจอีกหน ก่อนจะเริ่มจัดแต่งทรงผมที่แลดูยุ่งเหยิงเพราะการเดินทางให้ดูเข้าที่เข้าทางอย่างที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับใบหน้าหวานที่จำต้องแต่งแต้มเครื่องสำอางอีกเล็กน้อย
กะรัตต้องใช้เวลาร่วมสิบห้านาทีในห้องน้ำกับการแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ คิดไปแล้วก็อดเคืองเพทายขึ้นมาอีกระลอกไม่ได้...มีอย่างที่ไหน? จะพาเธอมาพบญาติผู้ใหญ่ของเขาแต่กลับไม่บอกล่วงหน้าสักคำ!
คิดแล้วก็คาดโทษเพทายขึ้นมาอีกหน เพราะกว่าเธอจะรู้ตัวว่า ‘ใครบางคน’ ที่ชายหนุ่มต้องการให้พบคือปู่และย่าของเขา ก็เหลือเวลาก่อนขึ้นเครื่องแค่เพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น!
“สวยจัง แฟนใครเนี่ย?” เสียงทุ้มของคนถูกคาดโทษเอ่ยเย้าทันทีที่กะรัตก้าวพ้นประตูห้องน้ำ
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลยนะคะ นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องเข้าไปกราบผู้ใหญ่...พิงค์จะฟ้อนเล็บให้หน้าหล่อๆของพี่พีทเลือดซิบเชียว!” คนอารมณ์เสียแหวเสียงขุ่น แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเมื่อเพทายดึงมือไปกุมไว้หลวมๆ
“ก็บอกแล้วไงครับ ว่าคุณย่าท่านเพิ่งกลับมาจากทัวร์ยุโรปกับเพื่อนๆ แล้วก็เอาแต่เร่งว่าอยากเจอหลานสะใภ้”
คนฟังมองค้อนอีกรอบ แต่ก็จนด้วยคำโต้เถียงจึงทำได้แค่เดินตามแรงจับจูงไปยังลานจอดรถของสนามบิน ก่อนจะถอนใจอีกหน อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม “..แล้วถ้าท่านไม่ชอบพิงค์ล่ะคะ?”
“เราก็จะแต่งงานกัน”
“แล้วถ้าพวกท่านเกลียดพิงค์ล่ะคะ?” เพราะรู้ดีว่าอดีตของสองตระกูลเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ไม่อาจลบล้างได้ด้วยคำขอโทษ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป และกะรัตเองก็รู้ดีอยู่เต็มหัวใจว่าเธอและเพทายไม่ควรเดินหน้าความสัมพันธ์มาไกลขนาดนี้ “พี่พีทรู้ใช่ไหม? ว่าพวกท่านอาจจะเกลียดพิงค์ก็ได้”
“งั้นเราก็จะแต่งงานกัน”
“แต่ถ้า..”
“เราก็จะแต่งงานกัน” เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นคงสวนกลับทันควัน ค่อยหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนตั้งคำถามพลางระบายยิ้มอ่อนโยน “อย่าหวั่นไหวกับความผิดที่เราสองคนไม่ได้ก่อ แค่อยู่กับปัจจุบันที่เรามีกันและกันก็พอแล้วนะ”
“พิงค์ก็เคยคิดแบบนั้น” เสียงหวานตอบกลับตามความจริง “แต่พอเอาเข้าจริง มันก็อดหวั่นไหวไม่ได้..”
“พี่เข้าใจ” เพทายตอบกลับคล้ายเห็นพ้อง ค่อยจุมพิตมือบางข้างซ้ายตรงตำแหน่งแหวนอย่างอ่อนโยน พลางเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเก่า “ก็เจ้าบ่าวของพิงค์หล่อมากขนาดนี้ จะไม่หวั่นไหวได้ยังไงเนอะ”
คนฟังขำพรืดในทันทีที่จบประโยค รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากกับรูปประโยคเรียบง่ายที่เพทายใช้เย้าแหย่ เสียงหวานค่อยท้วงติงแกมขัน “มุกนี้คิดนานไหมคะ?”
“ก็...นิดนึง” เพทายว่ายิ้มๆ ค่อยคลายใจขึ้นเมื่อรอยยิ้มแรกในรอบหลายชั่วโมงปรากฏบนใบหน้าหวาน แล้วเลือกจุมพิตมือบางอีกครั้งพลางให้ความเห็น “เอาละ! คราวนี้พร้อมไปเจอคุณปู่คุณย่าหรือยังครับ?”
“ค่ะ”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







