LOGINบางครั้งสัญญาณบางอย่างก็เหมือนลางบอกเหตุ เหมือนคำโบราณว่าไว้ ‘ถ้าจิ้งจกทัก ห้ามออกจากบ้าน’ และเมื่อเช้าก็มีใครบางคนที่ปั่นหัวเธอจนแทบหมุนเป็นลูกข่าง นั่นอาจถือเป็นสัญญาณเตือนได้เหมือนกัน...แต่ก็แน่ละ เพทายตัวโตกว่าจิ้งจกตั้งหลายเท่า! คิดได้เท่านั้นใบหน้าหล่อคมคายกับดวงตาสีถ่านที่เต็มไปด้วยประกายยียวนชวนให้ใจรวน ก็ลอยเข้ามาในจิตใต้สำนึกอย่างง่ายดาย
“ไอ้พิงค์ แกได้ฟังที่ฉันพูดไหมเนี่ย?” เสียงแหบเจือรอยหวานจางๆของดาริการ้องถาม ก่อนจะต้องถอนใจเมื่อเห็นใบหน้ามึนงงเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของคนข้างกาย
“..ว่าอะไรนะ?” คนใจลอยไปไกลร้องถามแก้เก้อ
“ถาม? ว่าแกเห็นจำนวนแผ่นโซล่าที่แตกหรือยัง” คนเริ่มเครียดกับงานตรงหน้าเอ่ยถามอีกครั้ง
“อะไรนะ!”
ลักษณะการทำงานของการดึงพลังงานแสงอาทิตย์ออกมาใช้โดยโซล่าเซลล์นั้น ไม่ได้ยุ่งยากและสลับซับซ้อนเช่นกระบวนการแปรเปลี่ยนพลังงานธรรมชาติด้วยวิธีอื่นๆ เพราะใช้เพียงแผ่นโซล่าเซลล์ในจำนวนที่พอเหมาะ ตั้งรับแสงอาทิตย์แล้วดึงดูดพลังงานเหล่านั้นส่งผ่าน ‘เครื่องควบคุมประจุ’ มาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ก่อนจะส่งต่อไปยัง ‘เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า’ เพื่อส่งกระแสไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบ
แต่แผ่นโซล่าเซลล์แตกเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์! กะรัตกัดฟันกรอดรู้สึกปวดหัวตุบๆกับเค้าลางความยุ่งยากที่ทำท่าจะโหนตัวเข้ามาเยือนอย่างง่ายๆ พร้อมกับสายลมหนาวที่กำลังเริ่มหมุนเวียนเปลี่ยนผันตามฤดูกาลผันแปรอยู่ในเวลานี้ คิดได้เท่านั้นคนรับผิดชอบโพรเจกต์ซันก็ก้าวฉับๆกลับบ้านพักบนเนิ่นสูงที่อยู่ห่างออกไปทันที...เพราะนั่นคือจุดเดียวที่สัญญาณโทรศัพท์จะชัดพอ!
“พี่จันทร์ค่ะ พรุ่งนี้เตรียมเอกสารเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายแผงโซล่าเซลล์ทั้งหมดไว้ด้วยนะคะ” ทันทีที่ปลายสายกดรับ เสียงหวานติดจะห้วนจัดก็ร่ายยาวถึงสิ่งที่ต้องการทันที
“คุณพิงค์จะให้พี่หอบไปทางนู้นด้วยเหรอคะ?” คนที่จะเดินทางตามมาในอีกสองวันถามเสียงหลง
“ไม่ค่ะ พรุ่งนี้พิงค์จะเข้าบริษัท นัดประชุมทุกฝ่ายตอนบ่ายโมงตรงนะคะ” ประธานบริหารคนใหม่สั่งเสียงเฉียบ
“ทั้งหมดเลยเหรอคะ?”
“ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโพรเจกต์ซันค่ะ เราทุกคนมีเรื่องต้องคุยกัน”
กะรัตทิ้งตัวลงบนที่นอนขนาดสามฟุตเศษของตนเองภายในบ้านตู้อย่างหมดเรี่ยวแรง ค่อยปิดเปลือกตาลงช้าๆอย่างคนต้องการเวลาสักพักเพื่อปรับอารมณ์ที่ขาดความมั่นคง แต่เพียงครู่เดียวเสียงเครื่องมือสื่อสารที่เพิ่งมีสัญญาณก็ดังขึ้นอีกหนราวกับกำลังรอเวลาติดต่อเจ้าของเครื่องอยู่ก่อนแล้ว
“ว่าไงพี่ลม” เมื่อเห็นหมายเลขปลายทาง คนต้นทางก็ถามเสียงอ่อน
“ไม่ว่าไงทั้งนั้น แกจะกลับเข้าเมืองเมื่อไร...พี่มีเรื่องจะปรึกษา” เสียงทุ้มของรุ่นพี่คนสนิทที่เข้ามาช่วยงานในส่วนของบริษัทเพชรเอ่ยถาม
“ถ้าจะให้จัดการเรื่องพี่พลอย...ทนๆไปก่อนนะคะ พิงค์ยุ่งโคตรๆเลยตอนนี้” เพราะได้ยินเรื่องร้อนหูเกี่ยวกับพฤติกรรมแปลกๆของพี่สาว ที่ยอมเข้าไปทำงานในบริษัทเพชรทั้งที่เคยปฏิเสธคำชวนอยู่บ่อยครั้ง จึงพอคาดเดาได้ว่าความร้อนรนที่เกิดขึ้นของมารุตในตอนนี้ คงไม่พ้นเรื่องความเอาแต่ใจของพลอยชมพูที่อีกฝ่ายต้องรับมือ...โดยเฉพาะยามเธอไม่เข้าบริษัท
“นั่นก็ด้วย! แต่แกรู้หรือเปล่า? ว่ามีเพชรดิบหายไป” คำพูดของมารุต ทำให้คนที่ยังหลับตาเพราะเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องวุ่นวายเปิดเปลือกตาพลางดีดตัวขึ้นจากที่นอนด้วยความรวดเร็ว
“ฮ่ะ! ได้ยังไงกัน”
‘เพชรดิบ’ คำนิยามสั้นๆของก้อนอัญมณีที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน และเพราะคำสั้นๆนั้นเองที่ชวนให้คนเหน็ดเหนื่อยจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง อยากจะเป็นลมล้มสลบไปเพื่อหนีปัญหาไปเสียเดี๋ยวนั้น! แต่เมื่อไม่สามารถทำได้อย่างใจนึกเพราะเธอยังยืนอยู่...ก็จำต้องหาทางแก้ปัญหามากมายอย่างไร้ทางเลือก
เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้กันไป!
และแม้จะพูดเรื่องแก้ปัญหา แต่หญิงสาวก็ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องประดับของมารดานัก ที่ผ่านมาเธอก็ทำได้แค่พยายามเรียนรู้และบริหารงาน ‘พลอยชมพูจิวเอลรี’ ให้ยืนอยู่ในอุตสาหกรรมอัญมณีได้ โดยไม่ถูกลบชื่อออกไปเท่านั้นเอง
“ได้ไม่ได้ ก็หายไปแล้วละ” ปลายสายบ่นอย่างอ่อนใจ
“พรุ่งนี้พิงค์มีประชุมที่บริษัท ประชุมเสร็จจะแวะเข้าไปทางนั้นแล้วกัน” คนงานยุ่งจนหัวหมุนบอกอย่างอ่อนล้า
“เออๆ...ไม่ไหวก็บอกนะเว้ย พี่อยู่ข้างแกนะ”
คำพูดแกนๆไร้คำหวานของรุ่นพี่คนสนิทที่เธอรักเหมือนพี่ชายแท้ๆ ทำให้คนมีความเครียดทับถมคลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยสนทนากันต่ออีกครู่ใหญ่แล้วจึงวางสาย กะรัตเหลียวมองแสงสุดท้ายของดวงตะวันกับวันที่แสนวุ่นวายกำลังเลือนลับหายไปจากท้องฟ้าผ่านหน้าต่างบานเล็กของบ้านตู้ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพียงครู่เสียงลมหายใจแผ่วเบาก็ต้องถอดถอนอีกหนเมื่อนึกถึงวันพรุ่งที่กำลังจะมาเยือน
เธอไม่มีทางหลบเลี่ยงการเผชิญหน้าได้แล้วจริงๆอย่างนั้นหรือ?
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







![เจ้าสาวจัดดอก [PWP] + [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)