เข้าสู่ระบบเสียงเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่กำลังลัดเลาะเส้นทางลาดลงเขาด้วยความเร็วคงที่ไม่ได้ทำให้นักเดินทางรู้สึกสิ่งใด แม้ว่าบางช่วงบางตอนของการเดินทาง รถยนต์คันหรูจะแล่นตัดผ่านอุโมงค์ต้นไม้แสนงามน่าชมก็ตามที กะรัตถอนใจเบาๆก่อนจะมองผ่านภาพความสวยงามข้างทางอย่างไม่ใส่ใจนัก
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคุณ นี่อาจจะเป็น ‘อันซีนไทยแลนด์’ หรือ ‘แลนด์มาร์ค’ แห่งใหม่ก็ได้...ใครจะรู้” เสียงทุ้มของคนที่อยู่หลังพวงมาลัยรถบอกอย่างรื่นรมย์ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นดวงตากลมใสของ ‘ตุ๊กตาหน้ารถ’ ข้างกายมองค้อนมาอย่างขุ่นเคือง
“ค่ะ” อาจเพราะความเหน็ดเหนื่อยถาโถมเข้ามาในระยะเวลาสั้นๆจนตั้งรับไม่ทัน คนถูกอันเชิญให้กลายเป็นตุ๊กตาหน้ารถจึงตอบรับแกนๆ พลางถอดถอนใจออกมาอีกหน
เป็นเพราะเมื่อเช้านี้รถของเธอเสียตั้งแต่ขับออกไปได้ไม่ถึงห้ากิโลเมตร พร้อมกับ ‘มือถือไร้สัญญาณ’ และ ‘วิทยุสื่อสารที่ขาดแบตเตอรี่’ จึงทำให้เธอต้องติดอยู่กับรถท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรนานจนถอดใจ และในตอนที่คิดว่าโชคชะตาช่างไม่เป็นใจต่อเธอสักนิด รถยนต์คันแรกในรอบชั่วโมงก็ผ่านมาพอดิบพอดี...ยังจำได้ว่าเธอดีใจจนยิ้มแก้มแทบปริเมื่อเห็นรถคันนั้น
ก่อนทุกอย่างจะพังทลายอย่างรวดเร็ว เมื่อคนขับลดกระจกลง..
‘หนีเที่ยวเหรอคุณ? หนีไปด้วยกันไหม’
ตอนแรกก็ตั้งใจจะปฏิเสธไป แต่เมื่อนึกถึงงานมากมายที่จำต้องจัดการอย่างเร่งด่วน กะรัตเลยเก็บกระเป๋าแล้วเปิดประตูขึ้นรถแบบไม่เต็มใจนัก รู้ดีว่าหากอยู่รอรถคันถัดไปที่ไม่รู้จะผ่านมาตอนไหนและไม่รู้ว่าเป็นใคร?...นอกจากงานเร่งด่วนที่ค้างอยู่อาจไม่ได้กลับไปสะสางแล้ว ชีวิตของเธอก็อาจตกอยู่ในอันตรายที่ไม่คาดฝันได้ทุกเมื่ออีกด้วย
“พูดอะไรหน่อยสิคุณ เราอุตส่าห์ ‘หนีตามกัน’ มาตั้งไกล” เพทายหยอกเสียงหวาน เมื่อรับรู้ได้ถึงความเครียดที่แผ่ปกคลุมคนข้างกายจางๆ
“หนีบ้านคุณสิ เลิกพูดจาสองแง่สามง่ามสักทีได้ไหมคะ” คนที่เหนื่อยจนไม่อยากพูดอะไรในตอนแรก ตำหนิเสียงขุ่น
“อือหื้อ...หนีไปบ้านผมก็ดีนะ จะได้พาไปฝากคุณปู่คุณย่าด้วย ไปเลยไหม?” คนเจตนาตีความผิดๆร้องบอกอย่างใสซื่อ
“บ้าเหรอคุณ! มันใช่เรื่องเล่นเหรอคะ?” เธอแหวเสียงสูงเมื่อคนข้างกายเอ่ยถึงญาติผู้ใหญ่ รู้ดีว่าคนข้างกายแค่อยากยั่วตามประสา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยตำหนิแกมถามในทันที
เพทายหัวเราะเบาๆกับท่าทีร้อนรนราวเด็กถูกจับได้เมื่อทำความผิดของคนข้างกาย นึกชอบใจที่เห็นเธอหวั่นเกรงการนำญาติผู้ใหญ่ลงมาหยอกล้อกันเพียงเพราะความสนุกปากเช่นที่ใครหลายคนชอบทำ ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะมีอะไรหลายอย่างที่ชวนให้เขารู้สึก ‘ชอบใจ’ ได้ไม่หยุดหย่อนจริงๆ
“ปิดประเด็นสิแบบนี้! ผมกำลังจะพูดว่า จะพา ‘หลานสะใภ้’ ไปฝากสักหน่อย...เซ็งเลย” เพียงครู่เดียวคนชอบใจก็บ่นกระปอดกระแปดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ ก่อนมองค้อนคนข้างกายคล้ายขุ่นเคืองไม่น้อย
“คุณนี่มัน!” คนถูกค้อนสบถอย่างอ่อนใจ นึกอยากจะตอบโต้แต่ก็รู้ดีว่าคงเป็นการต่อความยาวตามคำยุแหย่ของคนข้างกายอย่างไร้ประโยชน์ จึงเอ่ยตัดบท “ช่างเถอะค่ะ ฉันขออยู่เงียบๆแล้วกันนะ”
บทสนทนาของคน ‘หนีตามกัน’ จบลงอย่างง่ายดาย เหลือไว้เพียงเสียงเพลงท่วงทำนองหวานที่ถูกเปิดคลอเคล้าไปกับการเดินทางเท่านั้น จวบจนถึงจุดพักรถสุดท้ายก่อนเข้าเขตเมืองหลวงแสนแออัด บทสนทนาที่เงียบไปนานค่อยเกิดขึ้นอีกหน
“กาแฟสักแก้วไหมคุณ?” ดวงหน้าหวานที่ซีดเซียวและดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนลอบมองตลอดทางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ขอเป็นชามะนาวนะคะ” เธอตอบตามจริง
“แปลก! นึกว่าจะตอบว่า ‘ไม่!’ แล้วสะบัดบ๊อบเหมือนทุกที” คนถูกปฏิเสธเสมอตั้งข้อสังเกต พร้อมทำเสียงล้อเลียนแบบกวนๆ
คนอิดโรยหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางล้อเลียนของเพทาย ก่อนจะโบกมือไปมาเป็นเชิงร้องขอให้คนตรงหน้าหยุดพฤติกรรมที่ดูไม่เข้ากัน พลางเอ่ยกลั้วหัวเราะแกมค้าน “ตลก! ท่าสะบัดบ๊อบของคุณ สาวกว่าฉันอีกนะ”
“สวยปะล่ะ?” คนถูกมองว่าสาวกว่าหมุนตัวอย่างมีจริตเล็กน้อยค่อยถามเสียงหวาน แล้วก็ต้องมองค้อนในทันทีเมื่อเห็นกะรัตหัวเราะชอบใจไม่หยุด ก่อนจะเอ่ยปัดขำๆ “ไม่เล่นแล้วๆ เดี๋ยวผีผลักจะยุ่ง...ชามะนาวนะคุณ”
หญิงสาวมองตามร่างสูงที่เดินลับสายตาไปพลางส่ายหน้าอย่างนึกระอาแกมชอบใจ เพทายดูต่างจากที่เธอเคยจินตนาการไว้จนสุดกู่ ไม่น่าเชื่อว่าประธานบริหาร ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ผู้ชายที่สามารถพลิกฟื้นธุรกิจเกือบล่มสลายให้หวนคืนมาได้ในเวลาไม่กี่ปีจะมีมุมเช่นนี้ปะปนอยู่ด้วย..
เพทายดูเป็นคนเรียบง่าย และทำให้เธอสบายใจขึ้นทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน
“ชามะนาวแทนใจใส่เสน่ห์ได้แล้วครับคนสวย” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมๆกับแก้วน้ำเย็นเฉียบแตะข้างแก้ม ทำให้คนปล่อยความคิดให้ล่องลอยสะดุ้งโหยง
“จะไม่ขอบคุณก็เพราะคำว่า ‘ใส่เสน่ห์’ นี่ละ” คนรับแก้วมามองค้อนเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยตอบ “ขอบคุณนะคะ ที่เลี้ยง”
ทั้งที่ใจยังนึกคาดเดาว่าคนตรงหน้าจะรีบยื่นค่าเครื่องดื่มให้ เพราะเธอคงไม่อยากมีอะไรติดค้างกับเขา? หญิงสาวกลับสรุปเสร็จสรรพตามแบบฉบับที่ต่างออกไป ทำให้เพทายอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก
นึกแล้วว่าเธอจะต้องตอบอะไรที่เขาไม่ได้คิดไว้..
“ไม่มีปัญหา เสี่ยรวยอยู่แล้วจ้ะหนู”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







