Se connecterบทที่ 6 การทำบุญและการพบพาน
ณ วัดเวฬุวัน ในยามเช้าวันนี้วัดกลับคึกคักไปด้วยผู้คนหลั่งไหลมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น ความมีชีวิตชีวาของผู้คน หนึ่งในนั้นคือมะยม แม่ และยายที่มาถึงด้วยรถกระบะของลุงพล ทันทีที่ลงจากรถ ยายกับแม่ก็รีบพากันเดินขึ้นสู่ศาลาวัดทันทีเพื่อจับจองพื้นที่สำหรับพิธีสงฆ์ ความกระตือรือร้นของพวกท่านนั้นชัดเจน ส่วนมะยมทำได้เพียงเดินตามหลังไปอย่างจำใจ ด้วยความไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมพิธี เขาจึงได้แต่สอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ วัดแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยความร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและบรรยากาศที่น่าพักผ่อน เสียงชาวบ้านคุยกันจอแจอย่างสนิทสนมดังสะท้อนไปทั่วศาลา เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาตามประสาคนเฒ่าคนแก่ที่ยึดมั่นในการเข้าวัดเข้าวา มะยมใช้การสังเกตสิ่งรอบตัวเพื่อหลีกหนีความรู้สึกแปลกแยกที่เข้ามาแทนที่ “ไผละยายบุญมา” (ใครละยายบุญมา)เพื่อนบ้านที่เป็นคอเดียวกันกับยายเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่มะยมอย่างพิจารณา คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาถิ่นนี้แสดงถึงความกระหายที่จะรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ของคนในหมู่บ้าน การมาถึงของมะยมจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มารวมตัวกัน “หลานชายข่อยกับลูกสาว” ยายบุญมาตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ สีหน้าและแววตาของเธอนั้นแสดงออกถึงความสุขอย่างชัดเจนที่ได้พาครอบครัวมาปรากฏตัวต่อหน้าเพื่อนบ้าน “ป๊าด! บ่ได้เจอกันนานเลย ทองดี” เพื่อนบ้านอุทานด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นคุณนายทองดีอีกครั้ง “จ้ะยาย” มะยมกับแม่ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนที่ทักทายอย่างนอบน้อม เขาพยายามเก็บความเบื่อหน่ายไว้แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เมื่อการสนทนาที่ไม่รู้จบดำเนินไป เขาจึงเอ่ยขอกับยายบุญมาอย่างสุภาพว่าจะขอลงมาเดินเล่นแถวริมน้ำข้างวัด ยายบุญมาทำท่าจะบอกให้เขาอยู่ฟังพระก่อนด้วยความหวังดี แต่คุณนายทองดีเห็นว่าลูกชายทำหน้าไม่สบอารมณ์ จึงยอมปล่อยออกมาด้วยความเข้าใจในอุปนิสัยของลูกชายที่เติบโตในเมือง มะยมจึงรีบปลีกตัวออกจากความวุ่นวายนั้นทันที มะยมเดินลงมาซื้ออาหารปลาถุงเล็ก ๆ และยืนอยู่ริมน้ำ เขามองฝูงปลาที่แหวกว่าย แย่งชิงอาหารกันอย่างตะกละตะกราม ภาพตรงหน้าช่วยให้จิตใจสงบลงได้บ้างและผ่อนคลายจากความเบื่อหน่ายที่ศาลาวัด แต่เมื่อกำลังจะหันหลังกลับเพื่อกลับขึ้นไป... เขาก็ต้องสะดุดตาเข้ากับชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบ ๆ ความสงบที่กำลังก่อตัวถูกขัดจังหวะด้วยการปรากฏตัวที่น่าฉงนนี้ ชายผู้นั้น... รูปร่างคล้ายกับคนที่เขาฝันเห็นและคนที่ช่วยเขาบนรถทัวร์ไม่มีผิดเพี้ยน ความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้มะยมไม่สามารถเมินเฉยได้ เขาตัดสินใจรีบเดินเข้าหาทันทีเพื่อไขข้อข้องใจทั้งหมด แต่ชายคนนั้นกลับเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ ราวกับจงใจให้เขาต้องเดินตามและไม่เต็มใจที่จะให้การพบกันนี้เป็นเรื่องง่าย ความสงสัยได้แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่จะตามหาคำตอบ “คุณ ๆ ๆ! เดี๋ยว! รอก่อน!” มะยมส่งเสียงเรียก แต่ชายผู้นั้นก็ยังคงเดินไปตามทางดินเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะหันหลังกลับมามองเลยแม้แต่น้อย ราวกับไม่ได้ยินเสียงที่เขาพูด พอเขาหยุดเดิน ชายผู้นั้นก็หยุดเช่นกัน “คุณ!! ผมบอกให้หยุด!” ความหงุดหงิดทำให้อะดรีนาลีนของมะยมสูบฉีด เขาออกแรงเดินตามอย่างไม่ลดละ การไล่ตามสิ้นสุดลงเมื่อเขามาถึงหน้าทางเข้าถ้ำเวฬุวัน มันคือสถานที่ที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์เหมือนกับภาพที่เขาเพิ่งเห็นในความฝันชายผู้นั้นหายตัวไปอย่างรวดเร็วเมื่อถึงจุดหมาย มะยมยืนนิ่งด้วยความสงสัย การที่สถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากวัดทำให้เขาตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ด้วยแรงดึงดูดของความลึกลับ เขาจึงตัดสินใจเดินมองรอบ ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในถ้ำอย่างเงียบ ๆ มะยมมองไปรอบ ๆ ถ้ำที่มืดสลัว ความมืดนั้นทำให้เขายิ่งต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นั่นคือรูปปั้นงูจงอางสีดำองค์ใหญ่ที่สูงเกือบสองเมตร ความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของอสรพิษยักษ์นั้นสะกดให้เขายืนนิ่ง ดวงตาสีบุษราคัมของรูปปั้นดูราวกับมีชีวิตและกำลังจ้องมองเขาอยู่ ทันใดนั้นเอง... เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่กลางหน้าอกอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งกำลังถูกดึงออกมาจากส่วนลึกของร่างกาย ความเจ็บปวดนี้เป็นสัญญาณบอกว่าเขากำลังเชื่อมโยงกับรูปปั้นนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ “โอ๊ย!!” มะยมกำลังจะทรุดลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวดที่รุนแรง แต่ก็มีมือปริศนาเข้ามารับร่างเขาไว้ได้ทันท่วงที ชายผู้นั้น... คนที่เขาตามมา ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วราวกับรอเวลาที่เหมาะสม มะยมสบเข้ากับดวงตาสีบุษราคัมที่จ้องมองตอบมาอย่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความคุ้นเคย แววตาที่คุ้นเคยนั้นทำให้ความเจ็บปวดแปลบที่หน้าอกลดลงไปชั่วขณะ เขารวบรวมสติและค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นยืนอย่างมั่นคงด้วยความช่วยเหลือของชายผู้นั้น “ขอบคุณครับ” “อืม” ชายผู้นั้นตอบรับสั้น ๆในลำคอด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยและยากจะคาดเดาความรู้สึก การตอบรับที่สั้นกระชับนี้ยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับตัวตนของเขา มะยมรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าคนที่รู้ทุกสิ่ง แต่เลือกที่จะเปิดเผยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “ทำไมผมเรียกคุณไม่หยุดเดิน” มะยมถามออกไปด้วยความไม่พอใจที่สะสมมาจากการถูกล่อหลอกให้เดินตาม น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความขุ่นเคืองอย่างชัดเจนที่ถูกปฏิบัติดังนี้ เขาต้องการคำอธิบายสำหรับการกระทำที่จงใจของชายผู้นี้ “เหตุใดข้าต้องหยุด” ชายผู้นั้นตอบกลับด้วยคำถามที่ท้าทาย น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความหยิ่งทะนง คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แยแสต่อความไม่พอใจของมะยม สำหรับเขาแล้ว การเดินทางมาที่นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มะยมจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามถึงวิธีการของเขา “คุณพูดอะไรเนี่ย? ฟังแล้วแปลก ๆ เหมือนคนโบราณ” มะยมทักท้วงด้วยความฉงน เขาไม่สนใจคำถามที่ท้าทาย แต่กลับมุ่งความสนใจไปที่ภาษาที่อีกฝ่ายใช้แทน การใช้คำว่า 'ข้า' และคำโบราณอื่น ๆ ในการสนทนาทำให้ชายผู้นี้ดูแปลกแยกจากโลกปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง มะยมพยายามหาเหตุผลทางตรรกะมาอธิบายถึงความแปลกประหลาดที่เขาพบเจอ “หึหึ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างผู้เหนือกว่า “คุณเป็นใคร” “ข้าชื่อ เวไนย” “ชื่อก็แปลก คนจริงป่ะเนี่ย” มะยมเริ่มสงสัยในตัวตนของคนตรงหน้า “เหตุใดข้าต้องตอบเจ้า” “อ้าว! คนละหมัดไหมแบบนี้!” “หึหึ” เสียงหัวเราะในลำคอของชายผู้นั้นดังขึ้นเบา ๆ มันเป็นเสียงที่แฝงด้วยความเอ็นดูและรู้ทันในอุปนิสัยของมะยม “เจ้านี่มันไม่เคยยอมใครจริง ๆ... แม่ทับทิม” เวไนยเปิดเผยชื่อของตนเองพร้อมกับเรียกมะยมด้วยชื่อที่เคยกล่าวถึงในความมืด น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแฝงความรู้สึกบางอย่างไว้อย่างลึกซึ้ง ทั้งความรัก ความผูกพัน และการยอมรับในความดื้อรั้นของคนรักในอดีต “อะไร! คุณพูดอะไร!” มะยมทำท่าจะโวยวายด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อได้ยินชื่อที่ไม่ควรมีใครรู้ คำว่า 'แม่ทับทิม' นั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความหมายที่เขาไม่เข้าใจ การถูกระบุตัวตนด้วยชื่อที่ไม่ใช่ชื่อปัจจุบัน “เจ้าควรกลับได้แล้ว แม่กับยายเจ้ากำลังตามหา” “คุณรู้ได้ไง!” มะยมถามด้วยเสียงที่ดังขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความแปลกใจและความรู้สึกถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเข้าจู่โจม “ข้าไปส่ง” “ไม่ต้อง! ผมกลับเองได้” “ดื้อ” “เรื่องของผม!” ความอดทนของมะยมสิ้นสุดลง เขาก้าวเดินฉับ ๆ ออกจากถ้ำโดยไม่รอคำอธิบายใด ๆ อีก ใบหน้าบึ้งตึง คิ้วขมวดกันเป็นปมอย่าแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เขาไม่สามารถทนอยู่กับชายผู้นั้นได้อีกต่อไป ที่พูดจาพิลึกพิลั่น และปฏิเสธที่จะตอบคำถามของเขา มะยมเลือกที่จะหนีออกจากไป มะยมเดินตามทางดินเดิมที่เข้ามาด้วยความร้อนรน เหงื่อเริ่มซึมที่กรอบหน้าขาวและแผ่นหลังจนเสื้อของเขาเปียกชื้นขึ้นเล็กน้อย ความหงุดหงิดทำให้เขารู้สึกร้อนมากกว่าปกติ เขาหันหลังกลับไปมองด้วยความไม่ไว้ใจ ก็ยังคงเห็น ร่างสูงใหญ่ของเวไนยยืนมองเขาอยู่ไกล ๆ ณ หน้าถ้ำ แววตาที่ยากจะคาดเดานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มันทำให้มะยมรู้สึกเหมือนถูกตามติดและไม่มีทางหนีพ้นจากความลึกลับที่เพิ่งเผชิญ มะยมมองแล้วสะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดที่ถูกจ้องมองและถูกหาว่า "ดื้อ" เขาไม่ต้องการเห็นภาพของเวไนยอีกต่อไป แต่พอหันกลับไปอีกรอบ ร่างสูงนั้นกลับไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ร่างสูงกลับหายไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตาที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง ความสงสัยได้เข้ามาแทนที่ความหงุดหงิด ประจวบเหมาะกับที่เขาเดินมาถึงบริเวณวัดพอดี แม่กับยายก็เดินเข้ามารับทันที “ไปไหนมาลูก! แม่กับยายเดินหาตั้งนาน” คุณนายทองดีกล่าวถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนและเต็มไปด้วยความโล่งอกที่ได้เห็นลูกชาย สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกชั่วขณะที่หาลูกชายไม่พบในบริเวณวัด “ผมเดินไปที่ถ้ำมาครับ” “บักหล่า... อย่าเที่ยวเดินไปไหนมาไหนคนเดียวยิ่งเนื้อหอมอยู่”ยายบุญมาเตือนหลานชายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “เนื้อหอมคืออะไรครับยาย?” มะยมถามด้วยสีหน้าจริงจัง คำถามนี้ดังขึ้นทันทีหลังจากการเตือนที่เต็มไปด้วยนัยยะลึกลับ “ไม่มีอะไรหรอก” ยายบุญมาตอบปฏิเสธคำถามของหลานชายด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยนัยยะ เธอไม่ต้องการอธิบายเรื่องความลี้ลับให้ลูกหลานที่เติบโตในเมืองฟัง “ไปกราบหลวงพ่อกัน” “ครับ” มะยมเลือกที่จะระงับความสงสัยไว้ชั่วคราวและยอมเดินตามยายไปอย่างว่าง่าย ทั้งสามคนพากันเดินไปยังโบสถ์อย่างเงียบ ๆ ยายบุญมาเดินนำหน้าด้วยความศรัทธาที่เต็มเปี่ยม เธอปรารถนาให้หลานชายได้เข้ากราบหลวงพ่อท่าน เพื่อรับความเป็นสิริมงคลในการกลับมาสู่บ้านเกิดครั้งนี้ การกระทำนี้เป็นไปด้วยความรักและเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของหลานชาย “นมัสการเจ้าค่ะ พระคุณเจ้า” คุณนายทองดีกล่าวทักทายอย่างนอบน้อมด้วยความเคารพ หลวงพ่อที่สงบนิ่งมองตรงมาที่มะยมซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังแม่ สายตาที่ลึกซึ้งและจริงจังของท่านทำให้มะยมรู้สึกถึงพลังอำนาจที่บริสุทธิ์ ท่านไม่ได้กล่าวอะไร แต่การจ้องมองนั้นเพียงพอที่จะทำให้มะยมรู้สึกว่าพระคุณเจ้ารับรู้ถึงการปรากฏตัวและเรื่องราวทั้งหมดของเขาแล้ว “บางสิ่งบางอย่างมันก็กลับไปแก้ไขไม่ได้ ขอให้ โยมตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม” “หลวงพ่อเห็นอะไรหรือเจ้าคะ” เสียงของแม่ถามด้วยความร้อนรนและเป็นห่วง หลวงพ่อยิ้มอย่างเมตตา “โยมไม่ต้องเป็นห่วงดอก ลูกชายโยมมีผู้มีบุญญาธิการคอยหนุนนำช่วยเหลืออยู่ ยามตกทุกข์ท่านผู้นั้นจักมาช่วยเขา เพราะบุญเก่าที่เคยสร้างกันมา” “จริงเหรอคะ พระคุณเจ้า” แม่ถามย้ำด้วยความตื่นเต้น “อาจจะเจอทุกข์หนัก... แต่ก็จะผ่านพ้นไปได้” “เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า” “ดิฉันขอกราบลาเจ้าค่ะ” เสียงของแม่กับยายพูดขึ้นพร้อมกันอย่างโล่งใจ แล้วพากันเดินลงมาจากโบสถ์มะยมเองก็ยังคงงงกับคำพูดของหลวงพ่อ “ก็อย่าให้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเราเลยนะ” “แม่เชื่อคำพูดของหลวงพ่อเหรอ?” มะยมถามอย่างไม่เข้าใจ “เชื่อสิ! แม่เป็นห่วงเรานะ” “เห้อ... เมื่อไหร่แม่กับยายจะเลิกงมงายเสียที” มะยมถอนหายใจและบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ เขายังคงไม่สามารถเข้าใจความศรัทธาที่ผู้ใหญ่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ เพี๊ยะ!! ฝ่ามือแม่ฟาดลงที่แขนของมะยมอีกครั้งทันที เพื่อดึงสติของลูกชายกลับมาสู่ความเป็นจริง และย้ำเตือนว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ ที่จะพูดจาอะไรก็ได้ตามใจ “แม่บอกว่าไง! ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่!” “ขอโทษครับ” “เซ้า ๆ อย่าเฮ็ดบักหล่า (หยุดนะ อย่าทำหลาน)” ยายบุญมารีบเข้ามาห้าม “ยายดูแม่สิ ตีแต่ผม” มะยมรีบฟ้องยายบุญมาทันที “ก็เรามันน่าตีเอง” แม่ว่าพลางหัวเราะเบา ๆ “ไป ๆ กลับเฮือน แม่มีเรื่องสิเล่าให้ฟัง” ทั้งสามคนรีบเดินกลับไปยังรถกระบะของลุงพลที่จอดรออยู่ ลุงพลนั่งอยู่หลังพวงมาลัยเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะพาพวกเขากลับไปที่บ้านทันที ขู่เก่งเหลือเกิน😂บทที่ 8 น้ำตก มะยมตัดสินใจละทิ้งความกังวลและความหงุดหงิดไว้ชั่วขณะ เขาต้องการให้สายน้ำชำระล้างความรู้สึกที่วุ่นวายออกไป เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นอย่างไม่รีบร้อน กองเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นถูกทิ้งไว้บนโคนหิน เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดเหมือนหยวกกล้วยที่ดูผุดผ่องตัดกับบรรยากาศของชนบท จนเหลือเพียงบล็อกเซอร์ตัวเดียวที่สวมใส่อยู่ เขาค่อย ๆ เดินลงน้ำไปและให้ร่างกายได้สัมผัสกับความเย็นสบายของลำธาร เป็นการปลดปล่อยร่างกายและจิตใจสู่ธรรมชาติเขาเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำที่ใสสะอาด สาดน้ำใส่ตัวเองอย่างสนุกสนาน จนไม่ได้สังเกตเลยว่า กำลังมีสัตว์เลื้อยคลานลำตัวสีดำทมึน เกล็ดสีดำมะเมื่อม กำลังเลื้อยลงน้ำตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผิวน้ำเขาที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นน้ำก็ต้องหยุดชะงัก เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาโดนขา มันลื่น ๆ และเย็นเยือก เขาจึงยืนอยู่เฉย ๆ เพื่อรอดูว่ามีอะไรอยู่ใต้น้ำ หรือคิดไปเองไม่ทันจะได้ก้าวขาออกไปขาของเขาก็เริ่มก้าวไม่ออก เพราะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งค่อย ๆ พันรัดขาไว้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขากำลังจะว่ายหนีขึ้นฝั่ง แต่กลับขยับตัวไม่ได้ จนกระทั่งสิ่งที
บทที่ 7 คำทำนายรถกระบะแล่นกลับจากวัดมาเลี้ยวเข้าสู่บริเวณบ้านไม้สองชั้นของยายบุญมา หลังจากทุกคนลงจากรถกันเสร็จเรียบร้อย ลุงพลก็ขับรถกลับไปจอดที่บ้านตัวเองโดยไม่รอช้า ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับมารวมตัวกันนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน แสงแดดยามสายลอดผ่านร่มเงาไม้ให้บรรยากาศที่อบอุ่นและสงบ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะพูดคุยถึงเรื่องราวที่ค้างคาใจตั้งแต่เมื่อคืน“แม่มีเรื่องอะไรจะเล่าจ้ะ” เธอถามผู้เป็นแม่ทันทีด้วยความเป็นห่วงและกระตือรือร้นที่จะรู้ความจริง“เอ่อ... ก่อนที่พวกเอ็งจะมา” ยายบุญมาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“พ่อหมอบุญถิ่น เขาได้รับคำทำนายเกี่ยวกับ ‘เจ้าสาว’ ที่จะต้องถวายองค์พ่อปู่นาคา” คำพูดที่เต็มไปด้วยความเชื่อท้องถิ่นนี้สร้างความตึงเครียดขึ้นบนแคร่ไม้ทันที ยายบุญมาตระหนักดีว่าการมาถึงของมะยมมีความเกี่ยวพันกับคำทำนายนี้ ความกังวลในน้ำเสียงของเธอเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องงมงายทั่วไป“เขาว่ายังไงบ้างจ้ะ” แม่ถามย้ำมะยมเลือกที่จะนั่งฟังแม่กับยายเล่าเกี่ยวกับตำนานเจ้าสาวของพ่อปู
บทที่ 6 การทำบุญและการพบพานณ วัดเวฬุวันในยามเช้าวันนี้วัดกลับคึกคักไปด้วยผู้คนหลั่งไหลมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น ความมีชีวิตชีวาของผู้คน หนึ่งในนั้นคือมะยม แม่ และยายที่มาถึงด้วยรถกระบะของลุงพลทันทีที่ลงจากรถ ยายกับแม่ก็รีบพากันเดินขึ้นสู่ศาลาวัดทันทีเพื่อจับจองพื้นที่สำหรับพิธีสงฆ์ ความกระตือรือร้นของพวกท่านนั้นชัดเจน ส่วนมะยมทำได้เพียงเดินตามหลังไปอย่างจำใจด้วยความไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมพิธี เขาจึงได้แต่สอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ วัดแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยความร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและบรรยากาศที่น่าพักผ่อน เสียงชาวบ้านคุยกันจอแจอย่างสนิทสนมดังสะท้อนไปทั่วศาลา เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาตามประสาคนเฒ่าคนแก่ที่ยึดมั่นในการเข้าวัดเข้าวา มะยมใช้การสังเกตสิ่งรอบตัวเพื่อหลีกหนีความรู้สึกแปลกแยกที่เข้ามาแทนที่“ไผละยายบุญมา” (ใครละยายบุญมา)เพื่อนบ้านที่เป็นคอเดียวกันกับยายเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่มะยมอย่างพิจารณา คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาถิ่นนี้แสดงถึงความกระหายที่จะรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ของคนในหมู่บ้าน การมาถึงของมะยมจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้สู
บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวันหลังจากทรมานร่างกายบนรถทัวร์เกือบสิบชั่วโมง การเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ในที่สุดมะยมกับแม่ก็ก้าวลงจากรถเอาเสียจนมืดค่ำ ท่ารถโดยสารประจำทางจังหวัดอุดรธานีมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ที่ดูเงียบเหงาและไม่ได้คึกคักอย่างที่คิดโชคยังเข้าข้างเมื่อญาติพี่น้องของผู้เป็นแม่ได้มาคอยรับอยู่ที่จุดนัดหมายก่อนแล้ว คุณนายทองดีรีบเดินนำหน้าไปยังบริเวณที่นัดไว้กับลูกพี่ลูกน้องทันที ทิ้งให้มะยมเดินตามด้วยความเหนื่อยล้าที่ต้องแบกรับทั้งอาการปวดเมื่อยและความตื่นตระหนกจากความฝัน“สวัสดีจ้า อ้ายพล”(สวัสดีจ้า พี่พล)คุณนายทองดีเอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคยทันทีที่เห็นญาติผู้พี่ ภาษาอีสานที่ใช้นั้นแสดงถึงรากเหง้าและความผูกพันที่แนบแน่น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจากตอนอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง “เออ เมื่อยบ่ละ”(เออ เหนื่อยไหมละ) พลทักตอบด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นและจริงใจ คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาอีสานที่เรียบง่ายนี้แสดงออกถึงความเข้าใจในความเหนื่อยล้าของการเดินทางที่ยาวนาน รอยยิ้มนั้นช่วยคลายความตึงเครียดของบรรยากาศยามค่ำคืนที่ท่ารถได้เป็นอย่างดี เป็นการต้อนรับที่แสดงถึงน้
บทที่ 4 การเดินทางของคนไม่เชื่อไม่นานหลังจากรถทัวร์เคลื่อนออกจากท่า มะยมที่เข้าสู่ห้วงนิทราก็ได้พบกับความฝันที่คุ้นเคยอย่างรวดเร็ว เขากลับไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เคยปรากฏเมื่อครั้งก่อนอีกครั้ง ท่ามกลางสายลมที่พัดโชย ร่างสูงของบุรุษผมสีบรอนซ์เทาคนเดิมยืนหันหลังให้ เส้นผมพลิ้วไหวไปตามแรงลมอย่างงดงามและน่าค้นหาร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ หันกลับมาหาเขา แต่ใบหน้ากลับยังคงพร่าเลือน มองเท่าไหร่ก็เห็นไม่ชัดสักที ความคลุมเครือนี้ยิ่งเพิ่มความสนใจและดึงดูดให้มะยมต้องเข้าไปใกล้บุรุษผู้นั้นอีกครั้ง“คุณ... คุณ...” มะยมพยายามเรียกขานด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขายังคงไม่มั่นใจในตัวตนของชายผู้นี้ที่ปรากฏตัวในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ใบหน้าจะมองไม่ชัด แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้เขาต้องเอ่ยปากเรียกหา ราวกับความทรงจำกำลังพยายามฟื้นคืน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ...” เสียงทุ้มกังวานนั้นดังขึ้นอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน คำพูดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้ง ราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน คำว่า 'กลับบ้าน' นั้นทำให้มะยมรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ แต่ก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกัน
บทที่ 3 บุรุษงามผู้จากจรไกล หมู่บ้านเวรุฬวัน จังหวัดอุดรธานี แสงแดดยามสายลอดผ่านพุ่มไม้หนาทึบลงมาทอดลงบนพื้นดินของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตผูกพันกับตำนานที่เล่าขานถึง องค์พ่อปู่นาคา ผู้ปกปักรักษาคุ้มครองดินแดนแห่งนี้มาแล้วหลายชั่วอายุคน ศรัทธาของพวกเขาหยั่งรากลึกไม่เคยจางหายถัดจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก คือที่ตั้งของ “ถ้ำเวรุฬวัน” ซึ่งมีขนาดใหญ่โตจนแทบจะกลืนกินภูเขาทั้งลูก ทางเข้าถ้ำปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้น้อยใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอย่างลึกลับและน่าเกรงขามภายในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เย็นเยียบและชวนขนลุก แสงสว่างส่องผ่านรอยแตกของเพดานถ้ำลงมากระทบกับ รูปปั้นงูจงอางสีดำองค์ใหญ่ ที่สูงกว่าสองเมตร องค์พญานาคาสีดำเมี่ยมกำลังคดตัวอยู่ที่ฐาน ชูคอแผ่แม่เบี้ยอย่างสง่าผ่าเผย ดวงตาสีเหลืองบุษราคัมนั้นดูราวกับมีชีวิตกำลังจ้องมองผู้คนที่เข้ามา รอบเสาหินภายในถ้ำทุกต้นก็มีรูปปั้นงูสีดำเลื้อยพันโดยรอบ ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่ากำลังถูกโอบล้อมด้วยพลังอำนาจที่ไม่ใช่มนุษย์ด้านหน้าของถ้ำมีศาลเล็ก ๆ ที่เป็นจุดรวมความศ







