تسجيل الدخولบทที่ 4 การเดินทางของคนไม่เชื่อ
ไม่นานหลังจากรถทัวร์เคลื่อนออกจากท่า มะยมที่เข้าสู่ห้วงนิทราก็ได้พบกับความฝันที่คุ้นเคยอย่างรวดเร็ว เขากลับไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เคยปรากฏเมื่อครั้งก่อนอีกครั้ง ท่ามกลางสายลมที่พัดโชย ร่างสูงของบุรุษผมสีบรอนซ์เทาคนเดิมยืนหันหลังให้ เส้นผมพลิ้วไหวไปตามแรงลมอย่างงดงามและน่าค้นหา ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ หันกลับมาหาเขา แต่ใบหน้ากลับยังคงพร่าเลือน มองเท่าไหร่ก็เห็นไม่ชัดสักที ความคลุมเครือนี้ยิ่งเพิ่มความสนใจและดึงดูดให้มะยมต้องเข้าไปใกล้บุรุษผู้นั้นอีกครั้ง “คุณ... คุณ...” มะยมพยายามเรียกขานด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขายังคงไม่มั่นใจในตัวตนของชายผู้นี้ที่ปรากฏตัวในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ใบหน้าจะมองไม่ชัด แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้เขาต้องเอ่ยปากเรียกหา ราวกับความทรงจำกำลังพยายามฟื้นคืน “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ...” เสียงทุ้มกังวานนั้นดังขึ้นอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน คำพูดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้ง ราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน คำว่า 'กลับบ้าน' นั้นทำให้มะยมรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ แต่ก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่ “คุณพูดเรื่องอะไร?” “แม่ทับทิมของข้า...” “บอกว่าไม่ใช่! แล้วใครคือแม่ทับทิม!” มะยมเริ่มขึ้นเสียงใส่ด้วยความหงุดหงิดที่ทนไม่ไหว ความสับสนที่ถูกเรียกขานด้วยชื่ออื่นในขณะที่อีกฝ่ายปฏิเสธที่จะเผยใบหน้าอย่างชัดเจนนั้น ทำให้เขาต้องแสดงอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง เขาต้องการคำตอบเพื่อยุติความคลุมเครือที่เกิดขึ้นในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า “คิดถึงเหลือเกิน...” ชายในฝันยังคงพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนใจคำถามที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดของมะยม เสียงทุ้มนั้นเต็มไปด้วยความอาลัยและความรู้สึกที่เก็บกดไว้มานานแสนนาน ความรู้สึกที่รุนแรงของชายผู้นี้ทำให้มะยมต้องชะงัก ราวกับความเจ็บปวดจากการรอคอยได้แผ่ซ่านมาถึงเขา “พูดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!” “แม่ทับทิม...” “เป็นบ้าหรือไงวะเนี่ย! ที่นี่ที่ไหน!” มะยมตะคอกอย่างหมดความอดทน เขาไม่สามารถทนต่อการเมินเฉยและการพูดจาที่ไม่เกี่ยวข้องได้อีกต่อไป ความรู้สึกสับสนว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไรในความฝันนี้ทำให้เขาต้องแสดงอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง เขาต้องการให้ชายผู้นั้นหลุดจากภวังค์และตอบคำถามเขาว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่? “ไว้สักวันหนึ่งเจ้าจักรู้เอง... แม่ทับทิม” “โอ๊ย! กูคุยกับคนบ้าอยู่หรือไงวะเนี่ย!”มะยมสบถออกมาด้วยความสิ้นหวังที่ไม่ได้คำตอบ แต่ทันใดนั้นเอง... เสียงตอบกลับสุดท้ายไม่ได้เป็นคำพูดของมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นเสียงขู่คำรามที่เย็นยะเยือกและน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด เสียงนั้นบ่งบอกถึงการเผยตัวตนที่แท้จริงของบุรุษงามในความฝัน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสะพรึงกลัวจนน่าขนลุก ฟ่อ... ฟ่อ... พลัน! ร่างของชายหนุ่มตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นอสรพิษยักษ์สีดำทมึนในชั่วพริบตา ภาพที่เห็นนั้นมหึมาจนราวกับจะกลืนกินฟ้าได้ทั้งผืน ลำตัวสีดำเมี่ยมที่ปรากฏกายนั้นช่างน่าพรั่นพรึง ลิ้นสีชาดสองแฉกตวัดเลียอากาศอย่างคุกคาม เผยให้เห็นเขี้ยวโค้งงามที่เต็มไปด้วยอันตราย ลำตัวสีนิลกำลังเลื้อยคืบคลานเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว ความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของลำตัวนั้นทำให้มะยมแข็งทื่ออยู่กับที่ เฮือก!!! มะยมสะดุ้งเฮือกตื่นจากห้วงนิทราด้วยแรงสั่นสะเทือนรุนแรงของรถทัวร์ ร่างกายแข็งทื่ออยู่บนเบาะที่นั่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจากภาพอสรพิษยักษ์ที่เพิ่งเห็น สัมผัสเย็นชื้นของเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า บ่งบอกถึงความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย การกลับสู่ความเป็นจริงอย่างฉับพลันนี้ไม่ได้ช่วยให้เขาสลัดภาพความฝันที่น่าสะพรึงกลัวออกไปได้เลย “เป็นอะไรลูก?” เสียงที่อ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยความกังวลของแม่ทองดีดึงสติมะยมกลับมา ทันทีที่เธอเอื้อมมือมาสัมผัสลำตัวของลูกชายที่กำลังสั่นระริก มะยมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรง เขาหายใจหอบถี่ด้วยความกลัวที่เกาะกุมจิตใจ ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ แม่ทองดีจ้องมองลูกชายอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ความรักและความห่วงใยนั้นชัดเจน เธอพยายามฉุดรั้งเขาออกจากห้วงฝันร้ายด้วยอ้อมแขนที่คุ้นเคย “ผมฝันครับแม่...” มะยมตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและยังคงสั่นเล็กน้อย ความตื่นตระหนกทำให้เขาไม่สามารถโกหกแม่ได้อีกต่อไป เขาเลือกที่จะบอกความจริงถึงเรื่องที่น่าหวาดกลัว “ฝันซ้ำ ๆ เรื่องเดิม” “ฝันว่าอะไรลูก” แม่ทองดีถามย้ำด้วยความมุ่งมั่นที่จะรับฟัง ฝ่ามือเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นค่อย ๆ ลูบไล้ไปตามกรอบหน้าเรียวเล็กของมะยมที่เย็นชื้นด้วยเหงื่อกาฬ เป็นการปลอบประโลมจิตใจให้สงบและคลายความตื่นตระหนกจากฝันร้าย เธอใช้ความอ่อนโยนเพื่อให้ลูกชายรู้สึกปลอดภัยพอที่จะแบ่งปันเรื่องราวที่น่ากลัวนั้นออกมา “ผมเห็นงูครับแม่... ตัวใหญ่มาก แล้วเขากำลังเลื้อยมาหาผม” มะยมพยายามกล่าวแม้ว่าร่างกายจะไม่สามารถควบคุมอาการสั่นได้ เขาเอื้อมมือไปคว้าแขนแม่ราวกับกำลังขอความช่วยเหลือ ปากเรียวเล็กของเขาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวจนน้ำตาคลอเบ้า เสียงที่ออกมาจึงเป็นเพียงถ้อยคำกระท่อนกระแท่นที่เต็มไปด้วยความสั่นเทาภาพอสรพิษยักษ์ที่คืบคลานเข้ามายังคงติดตรึงอยู่ในจิตใจของเขาอย่างชัดเจน “โอ๊ย ๆ ตายแล้ว สงสัยพ่อปู่คงจะมาเตือน” คำอุทานของแม่ทองดีดังขึ้นอย่างฉับพลันพร้อมกับมือที่ทาบลงบนอกด้วยความตกใจอย่างยิ่ง สำหรับเธอแล้ว งูยักษ์ในความฝันของลูกชายไม่ใช่แค่ฝันร้าย แต่เป็นการรับรู้ถึงพลังงานเหนือธรรมชาติ เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าองค์พ่อปู่ผู้ปกปักรักษาได้ส่งสัญญาณเตือนมาถึงพวกเขาแล้ว การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน “โธ่แม่! เลิกงมงายเถอะครับ มันแค่ความฝันที่สมองสร้างขึ้นมา!” มะยมโพล่งออกมาอย่างไม่ทันยั้งคิด น้ำเสียงของเขาแสดงออกถึงความรำคาญอย่างชัดเจนต่อการตีความของแม่ทองดี เขายืนยันในทิฐิของตัวเองว่าไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ อยู่เบื้องหลังความฝันนั้น มันเป็นการต่อต้านความเชื่อที่แม่พยายามจะปลูกฝังมาโดยตลอด เพี๊ยะ!!! ฝ่ามือของคุณนายทองดีฟาดลงบนแขนของลูกชายเบา ๆ แต่ความหนักแน่นนั้นเพียงพอที่จะทำให้มะยมรู้สึกเจ็บและตกใจ "มันน่าปลอบไหมเนี่ย" แม่ทองดีรำพึงเสียงเข้ม น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากความห่วงใยเป็นความไม่พอใจในทันที การกระทำนี้เป็นการลงโทษที่เตือนให้มะยมระลึกถึงขอบเขต ความเชื่อเรื่ององค์พ่อปู่ไม่ใช่สิ่งที่ลูกชายจะมาลบหลู่ดูแคลนได้ง่าย ๆ “แม่! ตีผมทำไม” มะยมถามด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมและมีความสับสนอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือขึ้นกุมแขนที่ถูกตี สีหน้าของเขาแสดงความต้องการคำอธิบายอย่างเร่งด่วน เขาไม่คาดคิดว่าการโต้เถียงด้วยเหตุผลเรื่องความเชื่อจะจบลงด้วยการถูกทำโทษจากผู้เป็นแม่ ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อกับตรรกะยิ่งรุนแรงขึ้น “ไม่ศรัทธา... อย่าลบหลู่” แม่ทองดีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและสงบลงอย่างน่าประหลาด แต่ถ้อยคำสั้น ๆ นั้นกลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้มะยมต้องเงียบกริบ นี่คือคำเตือนที่มาจากความศรัทธาอันแรงกล้าที่ฝังรากลึก สำหรับเธอแล้ว องค์พ่อปู่ไม่ใช่แค่ตำนาน แต่เป็นความจริงที่ไม่น่าจะนำมาลบหลู่ได้ “...ขอโทษครับ” มะยมกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ขอโทษแม่ เขารู้สึกผิดทันทีที่ปากไวไปนิดและพูดจาดูลบหลู่สิ่งที่แม่ยึดถือ เขาเข้าใจดีว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แม่ทองดีให้ความเคารพและยึดถือมาตลอดชีวิต หลังจากขอโทษแม่เสร็จและบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง มะยมตัดสินใจลุกจากที่นั่ง เขารู้สึกว่าต้องหาทางปรับสภาพจิตใจหลังจากความฝันร้ายและความขัดแย้งกับแม่ เขาเดินตรงไปที่ห้องน้ำด้านล่างของตัวรถทัวร์อย่างเงียบ ๆ ความตั้งใจคือล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นและลบความตื่นตระหนกออกไปให้หมด เพราะการเดินทางยังอีกยาวไกลและเขาต้องทำใจให้สงบเพื่อเผชิญหน้ากับมัน มะยมจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จสิ้น และกำลังก้าวขึ้นบันไดเพื่อกลับไปยังชั้นสองของตัวรถ ทันใดนั้น! รถทัวร์ก็เบรกกะทันหันอย่างรุนแรงจนตัวรถสั่นสะเทือน หัวใจของมะยมเต้นรัวราวกับจะทะลุออกมาจากอก เขาทรงตัวไม่อยู่และมั่นใจว่าตัวเองจะต้องหน้าทิ่มล้มลงไปกับพื้นเสียแน่นอน แต่ก่อนที่ร่างกายจะปะทะกับความเจ็บปวดและพื้นผิวแข็ง ๆ... มือหนาใหญ่ของใครคนหนึ่งก็คว้าเข้าที่เอวของเขาไว้แน่น มันพยุงร่างเล็กไว้ได้อย่างมั่นคงและฉับไวอย่างน่าอัศจรรย์ “เป็นอะไรไหม” เสียงทุ้มต่ำและนุ่มลึกดังขึ้นข้างหูของมะยมอย่างแผ่วเบา เสียงนั้นให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน มันตัดกับความโกลาหลของรถทัวร์ได้อย่างสิ้นเชิง ความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นทำให้ความตื่นตระหนกของมะยมลดลงทันที เขายังคงถูกโอบรัดด้วยมือที่แข็งแกร่งและอบอุ่น “ไม่ครับ... ขอบคุณครับ”มะยมรีบหันไปขอบคุณ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้ช่วยชีวิตเขาไว้ในสถานการณ์คับขัน ใบหน้าขาวสะอาดหมดจดราวกับถูกสลักเสลานั้นดึงดูดสายตาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ดวงตาสีเหลืองบุษราคัมคู่คมกำลังจ้องมองใบหน้าเขาอย่างไม่กะพริบตา การจ้องมองที่หนักแน่นนั้นราวกับจะสะกดให้ทุกอย่างรอบตัวหยุดเคลื่อนไหว เส้นผมสีบรอนซ์เทาพลิ้วไสวตามแรงลมที่เข้ามาในช่องประตูทางเดิน มะยมรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายจากสัมผัสที่เอวนั้น ทำให้เขาต้องเอ่ยเตือนด้วยความกระดากอาย “ปล่อยก่อนครับ” “เอ่อ... ข้าขอโทษ” ชายคนนั้นกล่าวคำขอโทษด้วยถ้อยคำที่แปลกประหลาดและโบราณอย่างน่าฉงน น้ำเสียงของเขาดูสับสนเล็กน้อยราวกับเพิ่งหลุดจากภวังค์ เขารีบปล่อยมือที่เอวของมะยมทันทีราวกับถูกไฟฟ้าช็อต การกระทำที่ฉับไวและคำพูดที่ไม่คุ้นหูนี้ทำให้มะยมยิ่งรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เป็นคนธรรมดา “ครับ ขอบคุณที่ช่วย ขอตัวก่อนนะครับ” มะยมเอ่ยขอบคุณอีกครั้งด้วยความรีบร้อน ก่อนจะรีบเดินหันหลังขึ้นบันไดกลับไปหาแม่ที่นั่งอยู่ด้านบน ความอึดอัดที่เกิดขึ้นทำให้เขาไม่อยากอยู่ใกล้ชายผู้นั้นอีกต่อไป แต่พอมะยมหันกลับไปมองที่บันไดอีกครั้ง เขากลับไม่เห็นชายคนนั้นอีกแล้ว ไม่มีแม้แต่เงา ราวกับไม่เคยมีใครอยู่ตรงนั้น ‘หายไปไหน? ไวจัง!’ เขาอุทานในใจด้วยความฉงน แต่ก็สลัดความคิดออกไปอย่างรวดเร็ว ‘ช่างเถอะ คงลงรถไปแล้วมั้ง…’ มะยมเดินกลับมานั่งที่เดิมข้างแม่ทองดี เขานั่งลงอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามสลัดความคิดเรื่องชายแปลกหน้าออกไปจากหัว “แม่ครับ เรามีแววจะถึงอุดรธานีหรือยัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่กระวนกระวายเล็กน้อย ความรู้สึกอ่อนล้าจากการเดินทางและเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน เขาต้องการให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยเร็วที่สุด “ยังเลยลูก นอนต่อได้อีกนะ” “ไม่ดีกว่า เดี๋ยวผมดูสูตรอาหารก่อน” “จ้ะ เดี๋ยวถึงแล้วแม่บอก” “ครับ” มะยมหยิบไอแพดขึ้นมาโดยไม่สนใจคำถามเรื่องเวลาที่ยังไม่ได้คำตอบ เขาเปิดหน้าจอเพื่ออ่านทบทวนสูตรขนมและอาหารที่ตนเองรัก ความตั้งใจคือศึกษาและจดจำรายละเอียดทั้งหมดอย่างแม่นยำ เพราะเดี๋ยวก็ต้องไปฝึกงานแล้ว เขาต้องท่องจำให้แม่นยำเพื่อไม่ให้พลาดเวลาทำจริง การใช้เวลาบนรถทัวร์ให้เป็นประโยชน์นี้ เขาวางไอแพดลงและหันหน้าไปมองวิวข้างทาง ต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายอยู่ริมถนนไม่ขาดสาย สีเขียวสดที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วคือความพยายามที่จะดึงตัวเองออกจากความวุ่นวาย ทว่า ความฝันประหลาดที่เห็นอสรพิษยักษ์ และความงามลึกลับของดวงตาสีบุษราคัมที่เพิ่งจ้องมองเขา... กลับฝังลึกและตามมาหลอนอยู่ในความคิดของเขาอย่างไม่จางหาย ขณะที่มะยมกำลังนั่งเหม่อมองทิวทัศน์ริมทางที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามสลัดความวุ่นวายในใจ แต่ทว่า... เขากลับไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเขาอยู่จากระยะไกล เป็นสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความคิดถึง และโหยหาอันยาวนาน ความรู้สึกที่ถูกเก็บกักไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์ ดวงตาสีบุษราคัมคู่นั้นมองตามร่างเล็กที่ไม่รู้ตัวผ่านม่านมิติที่คนธรรมดามองไม่เห็น ทุกการเคลื่อนไหว ทุกรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าหวานถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของผู้เฝ้ามองอย่างละเอียดลออและลึกซึ้ง ‘การเฝ้ารอคอยนับศตวรรษ ได้สิ้นสุดลงแล้ว’ความคิดที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจนั้นสั่นสะเทือน การกลับมาของสิ่งที่ปรารถนาที่สุดในชีวิตได้เกิดขึ้นจริง ทว่า การได้เห็นเขาใกล้ชิดเพียงแค่เอื้อมมือคว้าเมื่อครู่ กลับเป็นความทรมานที่แสนจะเจ็บปวดเข้าไปถึงทรวงอก ความโหยหาที่ถูกเก็บกักไว้เป็นระยะเวลานานนั้นทำให้การได้สัมผัสเพียงชั่วครู่ยิ่งสร้างความเจ็บปวด มันเป็นการตอกย้ำถึงมิติที่แบ่งแยกพวกเขาออกจากกัน “ในที่สุด... แม่ทับทิมของข้าก็หวนคืน” เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ดังขึ้นในอากาศ มันเป็นเสียงที่แฝงพลังอำนาจและอิ่มเอมใจ คำเรียกชื่อที่เต็มไปด้วยความรักและความผูกพันนั้นยืนยันถึงความรู้สึกที่ถูกเก็บกดมานาน การมาของมะยมในฐานะ 'แม่ทับทิม' ได้เติมเต็มช่องว่างที่ว่างเปล่าในหัวใจของผู้เฝ้ามอง “ถึงแม้จะจำข้าไม่ได้เลยก็ตาม... แต่ข้าจักไม่ยอมให้เจ้าจากข้าไปอีกเป็นครั้งที่สอง” เสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นนั้นหนักแน่นราวกับคำสาบาน ความไม่ยินดียินร้ายของมะยมต่ออดีตนั้นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของผู้เฝ้ามองลดลง ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องยึดมั่นและปกป้อง เขาจะไม่ยอมให้โชคชะตาเล่นตลกพรากเอาคนรักของเขาไปอีกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน ผู้ที่ถูกเฝ้ารอคอยยังคงมองวิวภายนอกอย่างไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม มะยมจมอยู่ในความคิดของตัวเองโดยไม่รู้ว่าโชคชะตาได้เข้ามาใกล้เพียงใด ในขณะที่ผู้เฝ้ามองก็ยังคงติดตามร่างเล็กนั้นไปอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับความรู้สึกที่รุ่มร้อนในอก มันคืออารมณ์ที่ปะปนกันระหว่างความรักที่ลึกซึ้ง ความแค้นที่ฝังใจ และความผูกพันอันมิอาจตัดขาดได้ การเดินทางนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ถูกกำหนดไว้จากอดีต 😢คำนึงร่ำไห้ด้วยความคิดถึง ส่วนอีกคนกลับไม่เข้าใจบทที่ 25 ความสุขตลอดกาล (จบ)การเดินทางกลับบ้านในวันนี้แตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา มะยมเดินไปที่ป้ายรถเมล์โดยมีร่างสูงของเวไนยเดินขนาบข้าง เขาเลือกที่จะไม่ซ่อนตัว มือใหญ่กอบกุมมือของมะยมไว้แน่นอย่างมั่นคง แสดงออกอย่างเปิดเผยเป็นการยืนยันสถานะความสัมพันธ์ของพวกเขามะยมรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยที่กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์“คุณ...” มะยมเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าบรรยากาศสงบลงแล้ว“เจ้ามีสิ่งใด” เวไนยตอบพลางลูบหลังมือมะยมเบา ๆ“ผมว่าถ้าเรียนจบ ผมจะไปอยู่อุดรสักพัก ค่อยกลับมาหางานทำที่กรุงเทพฯ” มะยมเปิดเผยถึงแผนการในอนาคต“เจ้าไม่ต้องทำงานก็ได้นะ พี่เลี้ยงเจ้าได้” เวไนยเสนออย่างไม่ลังเล“มีเงินหรือไงทำมาพูด” มะยมหัวเราะ“เจ้าต้องการเท่าใดเล่า แม่มะยม” เวไนยถามด้วยรอยยิ้ม“เอากองเท่าภูเขาเลย”“พี่จักหามาให้”“เพ้อเจ้อ” มะยมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ในใจก็เต็มไปด้วยความสุขพวกเขาเดินมาถึงหน้าบ้านของมะยม บรรยากาศเริ่มเงียบลง เวไนยหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามะยมและจับไหล่คนตัวเล็กไว้“ฮ่าฮ่า...” เสียงหัวเราะที่ทำลายความตึงเครียดดังขึ้นอย่างกะทันหัน “ไปถึงบ้านเจ้าแล้ว คืนนี้พี่ไม่ได้นอนกับเจ้า” คำพูดที่คาดไม่ถึงนี้ทำให้
บทที่ 24 ให้มันจบแต่เพียงเท่านี้ท่ามกลางความหวาดกลัวของมะยมและเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทันใดนั้น... ร่างงูยักษ์สีดำทมึนก็ปรากฏขึ้นเต็มห้อง การมาถึงที่น่าสะพรึงกลัวนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แสงสลัวในคอนโดถูกกลืนกินด้วยความดำมืดของเกล็ดนาคาที่เงาวามวับ อานุภาพที่กดดันทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เสี้ยววินาทีเดียวที่อาจารย์รังสิมันต์ยังไม่ทันได้ประมวลหางงูยักษ์ก็พุ่งเข้าพันรอบร่างของเขาอย่างฉับพลันและรัดแน่นจนกระดูกลั่น ความพยายามที่จะรุกรานมะยมถูกหยุดยั้งด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่า ใบหน้าของอาจารย์เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเจ็บปวดจากการที่ปอดถูกบดขยี้ เขาทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้เพราะขาดอากาศหายใจ“คุณ! พอแล้ว!” มะยมร้องห้ามด้วยเสียงที่ทรงอำนาจที่สุดที่เขามีเวไนยลดการรัดลงเล็กน้อย ดวงตาสีบุษลคัมฉายแววดุดัน “เหตุใดเจ้าต้องปกป้องมัน! มันสมควรตาย!”“ผมไม่ได้ปกป้อง... ผมไม่อยากให้คุณมีเวรมีกรรมต่อกันอีก” มะยมกล่าวอย่างหนักแน่น“แต่มันจะทำร้ายเจ้า! พี่ยอมไม่ได้!”“ปล่อยให้เขาได้รับกรรมของเขาไปเถอะนะ” มะยมอ้อนวอนพรึ่บ!ร่างงูยักษ์คลายพันธนาการอย่างกะทันหันโ
บทที่ 23 คิดถึงทันทีที่ถึงบ้านและเข้าห้อง มะยมโทรหามินนี่และลิลลี่ทันที เพื่อระบายความอึดอัดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งบนเตียง มือสั่นเทาเล็กน้อยขณะรอการตอบรับจากปลายสาย“ฮัลโหลมินนี่! กูมีเรื่องจะปรึกษา!” มะยมพูดเสียงเครียด“ใจเย็นก่อนค่ะลูกสาว! เสียงอย่างกับโดนผีอำ! เกิดอะไรขึ้น!” มินนี่ถามด้วยความเป็นห่วง“ฟังนะ!”“เล่ามาค่ะ”“อาจารย์รังสิมันต์เรียกไปคุยที่คอนโด” มะยมเล่าเรื่องที่อาจารย์ตามมาที่โรงแรม การชักชวนให้พักที่คอนโด และการออกคำสั่งให้นัดไปพบส่วนตัวเพื่อปรึกษาธีสิสและเกรดฝึกงาน“อี๋! อี๋มากค่ะ!” มินนี่โวยวายทันทีที่ฟังจบ“นี่มันไม่ใช่ให้คำปรึกษาแล้วนะ! นี่มันการบีบบังคับชัด ๆ!”“ใช่! เขาใช้เรื่องเกรดกับธีสิสมาบีบกู! กูไม่รู้จะทำยังไงดี” มะยมถามอย่างร้อนใจลิลลี่ที่ฟังอยู่เงียบ ๆ ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด“มะยม... อย่าไป! เธอก็ไม่ควรไปคนเดียวในที่ส่วนตัวแบบนั้น”“แต่เกรดฝึกงานกับธีสิสล่ะ?” มะยมกังวล“เกรดน่ะ... ค่อยว่ากัน! อาจารย์คนอื่นก็รับปรึกษาได้! แต่การที่เขามาทำแบบนี้มันเกินเลยมาก” มินนี่เสริม“ถ้าเธอไม่อยากให้มันยุ่งยากนะ... เธอต้องหา ‘ตัวช่วย’ ไ
บทที่ 22 วอแวมะยมถือโอกาสช่วงเวลาพักเดินออกมาจากห้องครัวเพื่อพักผ่อน แต่เพียงก้าวเดียวที่เขาเดินออกมา เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์รังสิมันต์ที่กำลังเดินเข้ามาอย่างจงใจ การปรากฏตัวที่กะทันหันในสถานที่ทำงานแห่งใหม่นี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามของอาจารย์ที่จะเข้าใกล้เขา“เป็นไงบ้างมณเฑียร ทำได้ไหม” “เอ่อ.. ได้ครับ อาจารย์มาได้ไงครับ” มะยมถามด้วยความประหลาดใจ“พอดีเชฟกับอาจารย์เป็นเพื่อนกันน่ะ”“อ๋อ... งั้นอาจารย์มาหาเชฟ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” มะยมพยายามเลี่ยง“ไม่ใช่... อาจารย์มาชวนเราไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน”“เอ่อ... ไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจ”“เกรงใจทำไมคนกันเอง ไปเหอะ อาจารย์เลี้ยงเอง” อาจารย์รังสิมันต์ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ มะยมจึงจำต้องรับคำ“ก็ได้ครับ”มะยมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามอาจารย์รังสิมันต์ไปอย่างจำยอม แต่ในขณะที่พวกเขาเดินจากไปนั่นเอง กลุ่มหญิงสาวที่ทำงานในครัวซึ่งเพิ่งเดินออกมา ก็เริ่มต้นพูดคุยกันอย่างออกรสน้ำเสียงกระซิบกระซาบนั้นทำให้มะยมรับรู้ได้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดูเกินเลยระหว่างเขากับอาจารย์กำลังกลายเป็นเรื่องนินทาในหมู่เพื่อนร่วมงานแล้ว“แหม! น้องมะยม นี่มาวันแรกก็ม
บทที่ 21 ปะทะคารมเมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามา เวไนยจึงคลายมนตราที่ร่ายไว้ลง เพื่อให้ทั้งสถานที่เป็นปกติอีกครั้ง มะยมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึก ปวดเมื่อยไปทั่วสรรพางค์กาย ไออุ่นร้อนผ่าวของเวไนยยังคงโอบล้อมเขาไว้ ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง ๆ ในเต็นท์ที่เงียบสงบ ร่องรอยของการ ‘ลงโทษ’ ยามวิกาล ยังคงชัดเจนอยู่ตามผิวเนื้อเวไนยที่ตื่นอยู่ก่อนแล้ว ก้มลงจูบที่หน้าผากของมะยมอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกระซิบเสียงนุ่ม “ตื่นเถิดดวงใจของพี่... ถึงยามเช้าที่จักต้องออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆแล้วหนา”“อืมม์...” มะยมครางตอบอย่างอิดออด แต่ก็รีบลุกขึ้นมาแต่งตัว โดยมีเวไนยคอยช่วยปิดบังรอยแดงจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตามซอกคอ“พี่จักเฝ้าดูเจ้า... ห้ามไม่ยอมให้ไอ้รังสิมันต์แตะต้องตัวเจ้าแม้แต่นิดเดียว” เวไนยออกคำสั่งก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นงูตัวเล็กและเลื้อยเข้าสู่กระเป๋าสะพายของมะยมมะยมเดินออกจากเต็นท์ไปสมทบกับเพื่อน ๆ ที่กำลังเตรียมทำอาหารเช้า ใบหน้าของเขายังคงแดงระเรื่อและท่าทางดูอ่อนเพลียจนผิดสังเกต“ว้าย! ลูกสาว! เป็นอะไรคะเนี่ย! ทำไมวันนี้ดูโทรมเป็นผีดิบขนาดนี้!” มินนี่ทักทันที“มึงอย่าพูดเสียงดังสิ! กูเหนื่อย
บทที่ 20 พี่รักเจ้าดวงใจของพี่ 18+มะยมพาตัวเองเดินเลี่ยงมาตามทางจนถึงบริเวณน้ำตกในที่สุด ที่นี่เงียบสงบและมืดมิดอย่างที่คาดไว้ แต่ก็สวยงามเหมือนตามที่มีคนรีวิวไว้จริง ๆ สายน้ำตกที่ไหลลงมากระทบแอ่งน้ำเบื้องล่าง ดูขาวนวลตาและส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมามะยมจัดการรีบลงไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว โดยปล่อยให้เวไนยในร่างงูจงอางรออยู่ด้านบนโขดหิน เขาไม่ยอมให้ลงมาด้วยเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนคราวนั้น แม้จะเป็นการอาบน้ำที่เร่งรีบและมีเพียงแสงจันทร์เป็นพยาน แต่มะยมก็รู้สึกสดชื่นอย่างที่สุด ความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมตลอดทั้งวันถูกชำระล้างออกไปด้วยความเย็นของน้ำตก สองสายตาที่ซ่อนเร้น ของเวไนยและใครอีกคน? ยังคงจับจ้องเขาอยู่หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขารีบแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นาน งูจงอางตัวเล็กก็เลื้อยลงมาจากโขดหินทันที มาพันอยู่รอบต้นแขนของเขาด้วยความหวงแหนและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย“หายหนาวแล้วหรือไม่” เสียงเวไนยดังขึ้นในความคิดของมะยม“หายแล้วครับ... ไปกันเถอะ”ในขณะที่มะยมกำลังจะเดินออกจากบริเวณน้ำตก เขาก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมองอยู่ แต่เมื่อหันไปมองรอบ ๆ ก็ไม่พบใค
บทที่ 15 ตั้งใจเรียนนะ 18+ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ เวไนยก็เข้ามา นอนกกกอดกับเขาเกือบทุกค่ำคืน บางครั้งก็มาใน ร่างงูยักษ์ ขนาดมหึมาที่โอบรัดเขาไว้ใต้ผ้าห่ม บางครั้งก็เป็น ร่างมนุษย์ ที่หล่อเหลาและเต็มไปด้วยไฟปรารถนา ทว่าเมื่อตื่นเช้ามา เจ้าตัวก็มักจะหายออกไปแล้ว ราวกับไม่เคยมีใครอยู่ร่วมเตี
บทที่ 3 บุรุษงามผู้จากจรไกล หมู่บ้านเวรุฬวัน จังหวัดอุดรธานี แสงแดดยามสายลอดผ่านพุ่มไม้หนาทึบลงมาทอดลงบนพื้นดินของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตผูกพันกับตำนานที่เล่าขานถึง องค์พ่อปู่นาคา ผู้ปกปักรักษาคุ้มครองดินแดนแห่งนี้มาแล
บทที่ 2 เรื่องสำคัญ หลังจากที่ทุกคนทานอาหารมื้อค่ำร่วมกันอย่างอบอุ่นเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ย้ายมานั่งรวมกันในห้องโถงกลางบ้าน พ่อของมะยมนั่งอยู่ด้านขวา แม่นั่งอยู่ด้านซ้าย ส่วนมะยมนั่งอยู่ตรงกลาง โคมไฟสีนวลทอแสงลงมาสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายคุณนายทองดี เอื้อมมือมาจับมือลูกชายไว้เบา ๆ แล้วเอ่ย
บทที่ 1 ขนมดาราทอง ณ กลางใจเมืองหลวงของประเทศไทยของยามบ่ายวันศุกร์สุดสัปดาห์ของนักศึกษาแสงอาทิตย์แผดจ้าจนอากาศดูร้อนอบอ้าวแทบจะแผดเผาผิวให้ไหม้เกรียมได้ แต่นักศึกษาคหกรรมศาสตร์กลุ่มนี้กลับกำลังเผชิญกับความร้อนระอุจากกระทะทองเหลือง!ในห้องทำขนมที่เต็มไปด้วยไอน้ำและกลิ่นหอมหวานของน้ำตาลเคี่ยว มะ







