Masukบทที่ 3 บุรุษงามผู้จากจรไกล
หมู่บ้านเวรุฬวัน จังหวัดอุดรธานี แสงแดดยามสายลอดผ่านพุ่มไม้หนาทึบลงมาทอดลงบนพื้นดินของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตผูกพันกับตำนานที่เล่าขานถึง องค์พ่อปู่นาคา ผู้ปกปักรักษาคุ้มครองดินแดนแห่งนี้มาแล้วหลายชั่วอายุคน ศรัทธาของพวกเขาหยั่งรากลึกไม่เคยจางหาย ถัดจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก คือที่ตั้งของ “ถ้ำเวรุฬวัน” ซึ่งมีขนาดใหญ่โตจนแทบจะกลืนกินภูเขาทั้งลูก ทางเข้าถ้ำปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้น้อยใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอย่างลึกลับและน่าเกรงขาม ภายในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เย็นเยียบและชวนขนลุก แสงสว่างส่องผ่านรอยแตกของเพดานถ้ำลงมากระทบกับ รูปปั้นงูจงอางสีดำองค์ใหญ่ ที่สูงกว่าสองเมตร องค์พญานาคาสีดำเมี่ยมกำลังคดตัวอยู่ที่ฐาน ชูคอแผ่แม่เบี้ยอย่างสง่าผ่าเผย ดวงตาสีเหลืองบุษราคัมนั้นดูราวกับมีชีวิตกำลังจ้องมองผู้คนที่เข้ามา รอบเสาหินภายในถ้ำทุกต้นก็มีรูปปั้นงูสีดำเลื้อยพันโดยรอบ ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่ากำลังถูกโอบล้อมด้วยพลังอำนาจที่ไม่ใช่มนุษย์ ด้านหน้าของถ้ำมีศาลเล็ก ๆ ที่เป็นจุดรวมความศรัทธาของผู้คน พวกเขาเชื่อว่าการอยู่รอดพ้นภัยพิบัติเกิดจากพลังคุ้มกันขององค์พ่อปู่นาคา และทุกปีจะต้องจัดพิธี บูชายัญ นำหญิงสาวพรหมจารีมาถวายเพื่อเป็น "เจ้าสาว" หรือเครื่องเซ่นไหว้แก่พ่อปู่ ความเชื่ออันเข้มข้นนี้แฝงไว้ด้วยความน่ากลัวที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน พ่อหมอบุญถิ่น ร่างทรงที่ชาวบ้านให้ความนับถือในฐานะหมอผีสายขาวของหมู่บ้าน กำลังนั่งอยู่หน้าศาลในพิธีทำนายประจำปี ชายชราผิวคล้ำ ผมหงอกขาวโพลนนั้นดูขรึมขลังและเปี่ยมด้วยพลัง จู่ ๆ ร่างของเขาก็เริ่มสั่นเทา ดวงตาที่ปิดแน่นภายใต้ผ้าคาดศีรษะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อรับญาณทิพย์จากองค์พ่อปู่นาคา เป็นสัญญาณว่าการทำนายครั้งสำคัญกำลังเริ่มต้นขึ้น โดยธรรมเนียม องค์พ่อปู่จะส่งสัญญาณถึง 'เจ้าสาว' ที่เป็นสตรีเท่านั้น แต่ในปีนี้... สิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงญาณทิพย์กลับแปลกประหลาดอย่างยิ่ง เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนแทนที่จะเป็นสตรี สัญญาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ทำให้พ่อหมอบุญถิ่นรับรู้ได้ทันทีว่า ชะตาของหมู่บ้านกำลังจะเปลี่ยนไป และการบูชายัญปีนี้จะแตกต่างจากที่เคยเป็นมา “บุญถิ่น... ปีนี้ ข้าเจอคนที่ต้องตา... ต้องใจคนที่ข้าตามหากลับมาแล้ว” เสียงทุ้มต่ำและกังวานนั้นสั่นสะเทือนอยู่ในหูของพ่อหมอบุญถิ่น เป็นเสียงของบุรุษที่หนักแน่น ไม่ใช่เสียงของอสรพิษ ความเหนื่อยล้าจากการรอคอยอันยาวนานถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน การสื่อสารด้วยเสียงมนุษย์นี้เป็นสัญญาณว่า การพบกันครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้น และการรอคอยขององค์พ่อปู่ได้สิ้นสุดลงแล้ว “เป็นผู้ใดหรือครับท่าน?” พ่อหมอบุญถิ่นถามด้วยเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แม้จะอยู่ในภวังค์แห่งญาณทิพย์ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดแปลกไปจากเดิมอย่างชัดเจน น้ำเสียงที่แสดงความเคารพนั้นแฝงไว้ด้วยความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เขาต้องการทราบถึงตัวตนของบุรุษผู้นั้นที่มาแทนที่ 'เจ้าสาว' ตามธรรมเนียม “บุรุษงามผู้จากจรไกล...” เสียงทุ้มกังวานขององค์พ่อปู่เอ่ยออกมา ราวกับกำลังร่ายบทกวีที่อธิบายถึงความงามที่ดึงดูดใจ ความสุขที่ถ่ายทอดออกมาทำให้พ่อหมอบุญถิ่นรู้สึกประหลาดใจ มันเป็นความงามที่ทำให้แม้แต่พญานาคาผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องติดตามหา บุรุษผู้นี้ต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น “ดวงเนตรสุกใสราวรังสีอรุโณทัย ผิวพรรณนั้นงามนวลผ่องใส ปานจันทร์เพ็ญในคืนฟ้าโปร่ง รูปสมบัติสมบูรณ์ไร้ตำหนิ…” องค์พ่อปู่กล่าวเน้นย้ำถึงความงามที่สูงส่ง ก่อนจะเผยถึงคุณสมบัติภายใน “มีอัชฌาสัยเด็ดเดี่ยว ถือมานะ มิยินยอมอ่อนข้อแก่ใครเลย” บุรุษผู้นี้มีความงามสง่าที่คู่ควร แต่ก็เต็มไปด้วยความเด็ดขาดและความทิฐิที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร เป็นบุรุษที่มีความสำคัญยิ่งต่อองค์พ่อปู่อย่างไม่ต้องสงสัย ความอาลัยและเสน่หาที่ซ่อนอยู่ในทุกถ้อยคำขององค์พ่อปู่ เผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่ซับซ้อนและยาวนาน แต่ข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธและทำให้พ่อหมอบุญถิ่นต้องตระหนัก คือ ผู้ที่ถูกเลือกนั้นไม่ใช่สตรีอย่างที่เคยเป็นมาตลอด การยอมรับความจริงใหม่นี้ทำให้รู้ว่า ธรรมเนียมการบูชายัญกำลังจะเปลี่ยนไป และความเชื่อในตำนานกำลังจะไม่เหมือนดังที่เคยเป็นมา “แล้วเขาคือผู้ใด ได้โปรดท่านบอกข้ามา!” พ่อหมอบุญถิ่นเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงที่กระตือรือร้นและสั่นเครือ “ข้าจะนำมาถวายท่านโดยเร็วที่สุด!” ความภักดีที่เปี่ยมล้นทำให้เขามุ่งมั่นที่จะทำตามพระประสงค์ขององค์พ่อปู่ เขาต้องการปิดฉากการรอคอยนี้ และนำบุรุษงามผู้นั้นมาสู่ถ้ำเวรุฬวันก่อนที่จะมีอะไรผิดพลาด “เดี๋ยวเจ้าก็ได้เจอ...” องค์พ่อปู่กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและรู้แจ้ง แต่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด เสียงของท่านค่อย ๆ แผ่วลงอย่างช้า ๆ เป็นสัญญาณว่าการสื่อสารในห้วงญาณทิพย์ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว คำตอบที่คลุมเครือนี้ทำให้พ่อหมอบุญถิ่นยิ่งกระวนกระวายใจ แต่ก็รู้ว่าชะตาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว “เขาจะกลับมา...” เสียงขององค์พ่อปู่ที่เกือบจะจางหายไปนั้นกลับชัดเจนอีกครั้ง “ถึงแม้ว่าเขาจะหนีไปไกลถึงเมืองใหญ่ และไม่เหลือความทรงจำใด ๆ ในอดีตแล้วก็ตาม” คำพูดนี้เผยถึงความรู้แจ้งขององค์พ่อปู่ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของบุรุษงามผู้นั้น ชะตากรรมที่ตามติดทำให้การหนีไปยังเมืองใหญ่และการสูญเสียความทรงจำไม่เป็นอุปสรรคต่อการกลับมาตามคำสาบาน “ขอรับพ่อปู่!” พ่อหมอบุญถิ่นเปล่งเสียงออกมาอย่างหนักแน่นเป็นการรับคำสั่งสุดท้าย เขาลืมตาขึ้นจากภวังค์ เหงื่อไหลซึมเต็มใบหน้าแสดงถึงพลังที่ถูกใช้ไปอย่างมหาศาล เขามองไปยังรูปปั้นองค์งูจงอางสีดำ ดวงตาสีเหลืองบุษราคัมที่ประดับบนรูปปั้นนั้นดูเหมือนจะทอประกายวาววับกว่าที่เคย เป็นการยืนยันว่าคำทำนายนี้เป็นเรื่องจริงและเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ‘บุรุษงามผู้จากจรไกล…’คำพูดนั้นยังก้องสะท้อนอยู่ในหูของพ่อหมอบุญถิ่น ร่างของบุรุษหนุ่มที่เพิ่งปรากฏในนิมิต ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ หนุ่มน้อยที่ตอนนี้กำลังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในกรุงเทพฯ โดยที่ไม่รู้เลยว่าดวงชะตาพันผูกอันยาวนานกว่าสองร้อยปีกำลังจะย้อนกลับมาทวงถาม... ผ่านการตามหาของ "เวไนย" ผู้ยอมจมอยู่กับความเจ็บปวดและคำสาบานมานานนับศตวรรษ ชะตากรรมที่หลีกหนีไม่พ้นกำลังจะนำพาสองดวงวิญญาณกลับมาพบกันอีกครั้ง . . . . ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ภายในหมู่บ้านจัดสรรที่เงียบสงบ... ร่างเล็กของมะยมกำลังนั่งอยู่กลางห้อง เขากำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ด้วยท่าทางที่ไม่เต็มใจนัก การเตรียมตัวเดินทางนี้เป็นสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ละชิ้นของเสื้อผ้าที่ถูกจัดลงในกระเป๋าคือการนับถอยหลังสู่การเดินทางที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น “เห้อ... แม่นะแม่” เสียงบ่นพึมพำของมะยมดังแผ่วเบาขณะที่เขายังคงนั่งเก็บเสื้อผ้า เขาแสดงความหงุดหงิดถึงความจำเป็นที่ต้องเดินทางไปอุดรธานีเพื่อทำพิธีไหว้พ่อปู่ที่เขาไม่เคยเชื่อ “เมื่อไหร่จะเลิกงมงายกับเรื่องแบบนี้กันสักที” ความคิดที่สวนทางกับความเชื่อของแม่ถูกระบายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่รู้เลยว่าความงมงายที่เขาปฏิเสธกำลังจะเข้ามาในชีวิตของเขาแล้ว “เสร็จแล้วไป่ (เสร็จแล้วหรือยัง)” เสียงแม่ทองดีเดินเข้ามาถามอย่างกระตือรือร้น เธอต้องการให้แน่ใจว่ามะยมเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากพรุ่งนี้พวกเขาจะเริ่มเดินทางด้วยรถทัวร์ แทนที่จะขับรถยนต์ไปเอง การตัดสินใจนี้มาจากเหตุผลที่ว่าพ่อไม่ได้ไปด้วย การเดินทางด้วยรถทัวร์จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและสะดวกกว่าสำหรับสองแม่ลูก “ใกล้เสร็จแล้วครับ” มะยมบอกกับแม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความพยายาม เขาพยายามยัดเสื้อผ้าที่อัดแน่นจนเกินความจุใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ “ตื่นเต้นไหม” แม่ทองดีถามด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง เธอจ้องมองลูกชายที่ยังคงง่วนอยู่กับการยัดกระเป๋า น้ำเสียงที่ร่าเริงของแม่นั้นตัดกับความรู้สึกไม่เต็มใจของมะยมอย่างสิ้นเชิง คำถามนั้นเป็นการย้ำเตือนถึงการเดินทางที่กำลังจะเริ่มต้น ซึ่งมีเพียงแม่เท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้น “ไม่ครับ” มะยมตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงที่ห้วนจัด เป็นการตัดบทสนทนาที่แม่พยายามจะสร้างขึ้น ปากของเขาที่ยับยู่แสดงออกถึงความไม่เต็มใจอย่างไม่อ้อมค้อม เขาต้องการให้แม่รู้ว่าเขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกต่อต้านการเดินทางยังคงอยู่เต็มเปี่ยม “พูดแบบนี้แม่เสียใจนะ” แม่ทองดีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด คำพูดของลูกชายกระทบกระเทือนความรู้สึกที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเขา แววตาของแม่แสดงออกถึงความน้อยใจที่ลูกไม่เข้าใจความตั้งใจของเธอ “ขี้ใจน้อยจังครับ คุณนายทองดี” มะยมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกผิดทันทีที่ทำให้แม่เสียใจ เขาว่ากลั้วหัวเราะเพื่อพยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย เป็นการแสดงออกถึงความรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหงุดหงิด มะยมไม่ต้องการให้แม่คิดมากกับอารมณ์ชั่ววูบของเขา “แม่อุตส่าห์ดีใจที่เราไปด้วย” “แต่แม่มัดมือชกผม” “ก็นั่นแหละ ไปไหว้พ่อปู่กับแม่เถอะนะ” “ผมไม่ได้หลบหลู่นะครับ แต่มันไร้สาระมากจริง ๆ” มะยมเปลี่ยนจากอารมณ์ขันมาเป็นความจริงจังในทันที เขาแสดงทัศนคติที่หนักแน่นว่าเขาไม่ได้ดูหมิ่นความเชื่อของใคร แต่จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ เรื่องราวการบูชาพ่อปู่นั้นคือสิ่งที่ไร้สาระอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เขาต้องการให้แม่รับทราบถึงจุดยืนของเขาอย่างชัดเจน “มะยม!!!” คุณนายทองดีขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจที่เพิ่มสูง “แม่ไม่คุยด้วยแล้ว” เธอตัดบทสนทนาอย่างเด็ดขาดด้วยสีหน้าที่เริ่มบึ้งตึง ความไม่พอใจที่ลูกชายคนเดียวไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้ทำให้เธอไม่อยากถกเถียงต่อ “ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า” “ครับคุณนาย” มะยมตอบรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทันที คุณนายทองดีเดินหน้าบึ้งออกจากห้องไป ทิ้งให้มะยมอยู่กับกระเป๋าเดินทางต่อ เขาได้แต่ถอนหายใจยาวเพื่อระบายความอึดอัดที่ไม่อาจแก้ไขได้ ก่อนจะจำใจปิดกระเป๋าเดินทางให้แน่น เป็นการยอมรับความจริงว่าการเดินทางที่เขาปฏิเสธได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว . . . เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศสดใส ท้องฟ้าโล่งโปร่ง เป็นวันที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นเดินทาง มะยมกับคุณนายทองดีผู้เป็นแม่ได้เดินทางออกจากหมู่บ้านเศรษฐีอย่างเรียบร้อย โชคดีที่ผู้เป็นพ่อ พันเอกวิชัยขับรถยนต์มาส่งถึงท่ารถโดยสารปรับอากาศ ทำให้การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอย่างสะดวกสบายและไม่เร่งรีบ พันเอกวิชัย มองดูลูกชายและภรรยาด้วยความเป็นห่วง แววตาของเขาแสดงความกังวลเล็กน้อยต่อการเดินทางไกลครั้งนี้ “เดินทางปลอดภัยนะ” “ครับพ่อ” “ดูแลแม่ด้วยล่ะ ” พันเอกวิชัยกำชับลูกชายอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและจริงจัง มันไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา แต่เป็นการมอบความรับผิดชอบให้มะยมทำหน้าที่เป็นผู้ชายที่คอยดูแลแม่ในระหว่างการเดินทาง คำพูดที่หนักแน่นนี้ตอกย้ำถึงความกังวลที่พ่อมีต่อภรรยาและลูกชายที่ต้องเดินทางไกล “ครับพ่อ” “คุณอยู่บ้านคนเดียวก็อย่ากลับดึกนักนะ” คุณนายทองดีกำชับสามีกลับบ้างด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เธอแสดงความห่วงใยในกิจวัตรประจำวันของพันเอกวิชัย “ฉันกับลูกไปไม่นานหรอก” เป็นการให้ความมั่นใจว่าการไปครั้งนี้เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ การกำชับนี้แสดงให้เห็นว่าแม้จะต้องออกเดินทางไปไกล แต่เธอก็ยังคงเป็นห่วงสามีที่ต้องอยู่บ้านตามลำพัง “โอเคครับ ถึงแล้วโทรมาบอกด้วยนะ” พันเอกวิชัยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สื่อถึงความกังวลที่ถูกเก็บซ่อนไว้ “ครับพ่อ” หลังจากร่ำลากับผู้เป็นพ่อเสร็จ มะยมกับแม่ก็เดินขึ้นรถทัวร์ปรับอากาศรอบเช้า เส้นทางตรงถึงจังหวัดอุดรธานีนี้ถูกเลือกเพื่อลดความยุ่งยากในการเปลี่ยนรถเหมือนรถไฟ พวกเขาต้องนั่งยาว ๆ ไปเลยแปดถึงเก้าชั่วโมง หากรถดีเลย์ก็อาจจะถึงเกือบสิบชั่วโมง มะยมเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง เขานั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมแม่ถึงไม่นั่งเครื่องบินไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด? ความหงุดหงิดจากการต้องเดินทางยาวนานด้วยวิธีที่เขาไม่ชอบกำลังก่อตัวขึ้นในใจ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่แม่เดินทางกลับอีสาน แม่ไม่เคยเลือกนั่งเครื่องบินเลย แม่ให้เหตุผลเพียงแค่ว่ากลัวความสูง ทั้งที่ในความคิดของมะยม ถ้าเลือกเดินทางด้วยเครื่องบิน ป่านนี้คงถึงจุดหมายปลายทางไปนานแล้ว ไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็ง ปวดเมื่อยตามก้นแบบนี้ ความหวาดกลัวของแม่นั้นเป็นสิ่งที่มะยมไม่สามารถเข้าใจได้เลย เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับวิธีการเดินทางที่ยาวนานและไม่สะดวกสบายนี้ รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากท่า... เสียงเครื่องยนต์คำรามเบา ๆ เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเดินทาง มะยมถอนหายใจยาวอีกครั้ง แล้วรีบเตรียมอุปกรณ์เพื่อที่จะนอนหลับเอาแรงไว้ทันที ทั้งหมอนรองคอ, ผ้าปิดตา, และหูฟังที่ช่วยตัดเสียงรบกวน เขารู้ว่ากว่าจะถึงจุดหมายก็เป็นเวลาเย็นย่ำ การทิ้งตัวเข้าสู่ห้วงนิทราระหว่างทางคือทางออกเดียวสำหรับคนที่ไม่เต็มใจเดินทางอย่างเขา หวังเพียงให้เวลาแปดเก้าชั่วโมงนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วที่สุดบทที่ 25 ความสุขตลอดกาล (จบ)การเดินทางกลับบ้านในวันนี้แตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา มะยมเดินไปที่ป้ายรถเมล์โดยมีร่างสูงของเวไนยเดินขนาบข้าง เขาเลือกที่จะไม่ซ่อนตัว มือใหญ่กอบกุมมือของมะยมไว้แน่นอย่างมั่นคง แสดงออกอย่างเปิดเผยเป็นการยืนยันสถานะความสัมพันธ์ของพวกเขามะยมรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยที่กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์“คุณ...” มะยมเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าบรรยากาศสงบลงแล้ว“เจ้ามีสิ่งใด” เวไนยตอบพลางลูบหลังมือมะยมเบา ๆ“ผมว่าถ้าเรียนจบ ผมจะไปอยู่อุดรสักพัก ค่อยกลับมาหางานทำที่กรุงเทพฯ” มะยมเปิดเผยถึงแผนการในอนาคต“เจ้าไม่ต้องทำงานก็ได้นะ พี่เลี้ยงเจ้าได้” เวไนยเสนออย่างไม่ลังเล“มีเงินหรือไงทำมาพูด” มะยมหัวเราะ“เจ้าต้องการเท่าใดเล่า แม่มะยม” เวไนยถามด้วยรอยยิ้ม“เอากองเท่าภูเขาเลย”“พี่จักหามาให้”“เพ้อเจ้อ” มะยมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ในใจก็เต็มไปด้วยความสุขพวกเขาเดินมาถึงหน้าบ้านของมะยม บรรยากาศเริ่มเงียบลง เวไนยหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามะยมและจับไหล่คนตัวเล็กไว้“ฮ่าฮ่า...” เสียงหัวเราะที่ทำลายความตึงเครียดดังขึ้นอย่างกะทันหัน “ไปถึงบ้านเจ้าแล้ว คืนนี้พี่ไม่ได้นอนกับเจ้า” คำพูดที่คาดไม่ถึงนี้ทำให้
บทที่ 24 ให้มันจบแต่เพียงเท่านี้ท่ามกลางความหวาดกลัวของมะยมและเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทันใดนั้น... ร่างงูยักษ์สีดำทมึนก็ปรากฏขึ้นเต็มห้อง การมาถึงที่น่าสะพรึงกลัวนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แสงสลัวในคอนโดถูกกลืนกินด้วยความดำมืดของเกล็ดนาคาที่เงาวามวับ อานุภาพที่กดดันทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เสี้ยววินาทีเดียวที่อาจารย์รังสิมันต์ยังไม่ทันได้ประมวลหางงูยักษ์ก็พุ่งเข้าพันรอบร่างของเขาอย่างฉับพลันและรัดแน่นจนกระดูกลั่น ความพยายามที่จะรุกรานมะยมถูกหยุดยั้งด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่า ใบหน้าของอาจารย์เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเจ็บปวดจากการที่ปอดถูกบดขยี้ เขาทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้เพราะขาดอากาศหายใจ“คุณ! พอแล้ว!” มะยมร้องห้ามด้วยเสียงที่ทรงอำนาจที่สุดที่เขามีเวไนยลดการรัดลงเล็กน้อย ดวงตาสีบุษลคัมฉายแววดุดัน “เหตุใดเจ้าต้องปกป้องมัน! มันสมควรตาย!”“ผมไม่ได้ปกป้อง... ผมไม่อยากให้คุณมีเวรมีกรรมต่อกันอีก” มะยมกล่าวอย่างหนักแน่น“แต่มันจะทำร้ายเจ้า! พี่ยอมไม่ได้!”“ปล่อยให้เขาได้รับกรรมของเขาไปเถอะนะ” มะยมอ้อนวอนพรึ่บ!ร่างงูยักษ์คลายพันธนาการอย่างกะทันหันโ
บทที่ 23 คิดถึงทันทีที่ถึงบ้านและเข้าห้อง มะยมโทรหามินนี่และลิลลี่ทันที เพื่อระบายความอึดอัดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งบนเตียง มือสั่นเทาเล็กน้อยขณะรอการตอบรับจากปลายสาย“ฮัลโหลมินนี่! กูมีเรื่องจะปรึกษา!” มะยมพูดเสียงเครียด“ใจเย็นก่อนค่ะลูกสาว! เสียงอย่างกับโดนผีอำ! เกิดอะไรขึ้น!” มินนี่ถามด้วยความเป็นห่วง“ฟังนะ!”“เล่ามาค่ะ”“อาจารย์รังสิมันต์เรียกไปคุยที่คอนโด” มะยมเล่าเรื่องที่อาจารย์ตามมาที่โรงแรม การชักชวนให้พักที่คอนโด และการออกคำสั่งให้นัดไปพบส่วนตัวเพื่อปรึกษาธีสิสและเกรดฝึกงาน“อี๋! อี๋มากค่ะ!” มินนี่โวยวายทันทีที่ฟังจบ“นี่มันไม่ใช่ให้คำปรึกษาแล้วนะ! นี่มันการบีบบังคับชัด ๆ!”“ใช่! เขาใช้เรื่องเกรดกับธีสิสมาบีบกู! กูไม่รู้จะทำยังไงดี” มะยมถามอย่างร้อนใจลิลลี่ที่ฟังอยู่เงียบ ๆ ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด“มะยม... อย่าไป! เธอก็ไม่ควรไปคนเดียวในที่ส่วนตัวแบบนั้น”“แต่เกรดฝึกงานกับธีสิสล่ะ?” มะยมกังวล“เกรดน่ะ... ค่อยว่ากัน! อาจารย์คนอื่นก็รับปรึกษาได้! แต่การที่เขามาทำแบบนี้มันเกินเลยมาก” มินนี่เสริม“ถ้าเธอไม่อยากให้มันยุ่งยากนะ... เธอต้องหา ‘ตัวช่วย’ ไ
บทที่ 22 วอแวมะยมถือโอกาสช่วงเวลาพักเดินออกมาจากห้องครัวเพื่อพักผ่อน แต่เพียงก้าวเดียวที่เขาเดินออกมา เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์รังสิมันต์ที่กำลังเดินเข้ามาอย่างจงใจ การปรากฏตัวที่กะทันหันในสถานที่ทำงานแห่งใหม่นี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามของอาจารย์ที่จะเข้าใกล้เขา“เป็นไงบ้างมณเฑียร ทำได้ไหม” “เอ่อ.. ได้ครับ อาจารย์มาได้ไงครับ” มะยมถามด้วยความประหลาดใจ“พอดีเชฟกับอาจารย์เป็นเพื่อนกันน่ะ”“อ๋อ... งั้นอาจารย์มาหาเชฟ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” มะยมพยายามเลี่ยง“ไม่ใช่... อาจารย์มาชวนเราไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน”“เอ่อ... ไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจ”“เกรงใจทำไมคนกันเอง ไปเหอะ อาจารย์เลี้ยงเอง” อาจารย์รังสิมันต์ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ มะยมจึงจำต้องรับคำ“ก็ได้ครับ”มะยมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามอาจารย์รังสิมันต์ไปอย่างจำยอม แต่ในขณะที่พวกเขาเดินจากไปนั่นเอง กลุ่มหญิงสาวที่ทำงานในครัวซึ่งเพิ่งเดินออกมา ก็เริ่มต้นพูดคุยกันอย่างออกรสน้ำเสียงกระซิบกระซาบนั้นทำให้มะยมรับรู้ได้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดูเกินเลยระหว่างเขากับอาจารย์กำลังกลายเป็นเรื่องนินทาในหมู่เพื่อนร่วมงานแล้ว“แหม! น้องมะยม นี่มาวันแรกก็ม
บทที่ 21 ปะทะคารมเมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามา เวไนยจึงคลายมนตราที่ร่ายไว้ลง เพื่อให้ทั้งสถานที่เป็นปกติอีกครั้ง มะยมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึก ปวดเมื่อยไปทั่วสรรพางค์กาย ไออุ่นร้อนผ่าวของเวไนยยังคงโอบล้อมเขาไว้ ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง ๆ ในเต็นท์ที่เงียบสงบ ร่องรอยของการ ‘ลงโทษ’ ยามวิกาล ยังคงชัดเจนอยู่ตามผิวเนื้อเวไนยที่ตื่นอยู่ก่อนแล้ว ก้มลงจูบที่หน้าผากของมะยมอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกระซิบเสียงนุ่ม “ตื่นเถิดดวงใจของพี่... ถึงยามเช้าที่จักต้องออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆแล้วหนา”“อืมม์...” มะยมครางตอบอย่างอิดออด แต่ก็รีบลุกขึ้นมาแต่งตัว โดยมีเวไนยคอยช่วยปิดบังรอยแดงจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตามซอกคอ“พี่จักเฝ้าดูเจ้า... ห้ามไม่ยอมให้ไอ้รังสิมันต์แตะต้องตัวเจ้าแม้แต่นิดเดียว” เวไนยออกคำสั่งก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นงูตัวเล็กและเลื้อยเข้าสู่กระเป๋าสะพายของมะยมมะยมเดินออกจากเต็นท์ไปสมทบกับเพื่อน ๆ ที่กำลังเตรียมทำอาหารเช้า ใบหน้าของเขายังคงแดงระเรื่อและท่าทางดูอ่อนเพลียจนผิดสังเกต“ว้าย! ลูกสาว! เป็นอะไรคะเนี่ย! ทำไมวันนี้ดูโทรมเป็นผีดิบขนาดนี้!” มินนี่ทักทันที“มึงอย่าพูดเสียงดังสิ! กูเหนื่อย
บทที่ 20 พี่รักเจ้าดวงใจของพี่ 18+มะยมพาตัวเองเดินเลี่ยงมาตามทางจนถึงบริเวณน้ำตกในที่สุด ที่นี่เงียบสงบและมืดมิดอย่างที่คาดไว้ แต่ก็สวยงามเหมือนตามที่มีคนรีวิวไว้จริง ๆ สายน้ำตกที่ไหลลงมากระทบแอ่งน้ำเบื้องล่าง ดูขาวนวลตาและส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมามะยมจัดการรีบลงไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว โดยปล่อยให้เวไนยในร่างงูจงอางรออยู่ด้านบนโขดหิน เขาไม่ยอมให้ลงมาด้วยเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนคราวนั้น แม้จะเป็นการอาบน้ำที่เร่งรีบและมีเพียงแสงจันทร์เป็นพยาน แต่มะยมก็รู้สึกสดชื่นอย่างที่สุด ความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมตลอดทั้งวันถูกชำระล้างออกไปด้วยความเย็นของน้ำตก สองสายตาที่ซ่อนเร้น ของเวไนยและใครอีกคน? ยังคงจับจ้องเขาอยู่หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขารีบแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นาน งูจงอางตัวเล็กก็เลื้อยลงมาจากโขดหินทันที มาพันอยู่รอบต้นแขนของเขาด้วยความหวงแหนและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย“หายหนาวแล้วหรือไม่” เสียงเวไนยดังขึ้นในความคิดของมะยม“หายแล้วครับ... ไปกันเถอะ”ในขณะที่มะยมกำลังจะเดินออกจากบริเวณน้ำตก เขาก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมองอยู่ แต่เมื่อหันไปมองรอบ ๆ ก็ไม่พบใค
บทที่ 15 ตั้งใจเรียนนะ 18+ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ เวไนยก็เข้ามา นอนกกกอดกับเขาเกือบทุกค่ำคืน บางครั้งก็มาใน ร่างงูยักษ์ ขนาดมหึมาที่โอบรัดเขาไว้ใต้ผ้าห่ม บางครั้งก็เป็น ร่างมนุษย์ ที่หล่อเหลาและเต็มไปด้วยไฟปรารถนา ทว่าเมื่อตื่นเช้ามา เจ้าตัวก็มักจะหายออกไปแล้ว ราวกับไม่เคยมีใครอยู่ร่วมเตี
บทที่ 14 เลขนำโชคเช้าวันรุ่งขึ้นมะยมตื่นขึ้นมาก็พบว่าเสื้อผ้าถูกจัดลงกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยหมดแล้ว แต่กลับ ไม่พบร่างของเวไนย ไปไหนของเขา? ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนกกกอดและได้ยินเสียงเพลงกล่อมอยู่ด้วยกันแท้ ๆเขาเลยเดินลงมาจากบ้าน แม่เตรียมของขึ้นรถของ ลุงพล ไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่กระเป๋าของเขา เลยเด
บทที่ 13 กลับบ้านวันนี้เป็นวันที่ครบสามวันตามคำขอของชาวบ้านและเวไนย มะยมตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ในชุดที่เขานำมาเอง ไม่ใช่เสื้อคอกระเช้าอีกต่อไป เวไนยยังคงนั่งอยู่บนเตียงนอน มองเขาทุกย่างก้าวด้วยแววตาอาลัย“คุณ... วันนี้ผมจะกลับบ้านแล้วนะ” มะยมประกาศเสียงแข็ง“พี่รู้แล้ว... เจ้ารังเกียจพ
บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวันหลังจากทรมานร่างกายบนรถทัวร์เกือบสิบชั่วโมง การเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ในที่สุดมะยมกับแม่ก็ก้าวลงจากรถเอาเสียจนมืดค่ำ ท่ารถโดยสารประจำทางจังหวัดอุดรธานีมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ที่ดูเงียบเหงาและไม่ได้คึกคักอย่างที่คิดโชคยังเข้าข้างเมื่อญาติพี่น้องของผู้เป็นแม่ได้มาคอยรับอยู่



![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



