แชร์

บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวัน

ผู้เขียน: Tawan miki
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-31 01:37:19

บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวัน

หลังจากทรมานร่างกายบนรถทัวร์เกือบสิบชั่วโมง การเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ในที่สุดมะยมกับแม่ก็ก้าวลงจากรถเอาเสียจนมืดค่ำ ท่ารถโดยสารประจำทางจังหวัดอุดรธานีมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ที่ดูเงียบเหงาและไม่ได้คึกคักอย่างที่คิด

โชคยังเข้าข้างเมื่อญาติพี่น้องของผู้เป็นแม่ได้มาคอยรับอยู่ที่จุดนัดหมายก่อนแล้ว คุณนายทองดีรีบเดินนำหน้าไปยังบริเวณที่นัดไว้กับลูกพี่ลูกน้องทันที ทิ้งให้มะยมเดินตามด้วยความเหนื่อยล้าที่ต้องแบกรับทั้งอาการปวดเมื่อยและความตื่นตระหนกจากความฝัน

“สวัสดีจ้า อ้ายพล”(สวัสดีจ้า พี่พล)คุณนายทองดีเอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคยทันทีที่เห็นญาติผู้พี่ ภาษาอีสานที่ใช้นั้นแสดงถึงรากเหง้าและความผูกพันที่แนบแน่น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจากตอนอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

“เออ เมื่อยบ่ละ”(เออ เหนื่อยไหมละ) พลทักตอบด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นและจริงใจ คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาอีสานที่เรียบง่ายนี้แสดงออกถึงความเข้าใจในความเหนื่อยล้าของการเดินทางที่ยาวนาน รอยยิ้มนั้นช่วยคลายความตึงเครียดของบรรยากาศยามค่ำคืนที่ท่ารถได้เป็นอย่างดี เป็นการต้อนรับที่แสดงถึงน้ำใจแบบญาติมิตร

“บ่เท่าใด อ้าย”(ไม่เท่าไหร่ พี่)คุณนายทองดีตอบอ้ายพลด้วยรอยยิ้ม

“นี่ลูกชายข่อย บักมะยม” (นี่ลูกชายฉัน มะยม) เธอผายมือไปที่ลูกชายด้วยความภูมิใจ มะยมที่รีบเก็บอาการเหนื่อยล้าไว้ทันทีและเปลี่ยนสีหน้าเป็นความสุภาพ เขายกมือไหว้พลางเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อมตามมารยาทที่ได้รับการอบรมมา

“สวัสดีครับ ลุงพล”

“ไหว้พระเถอะลูก” พลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเองและเอ็นดู เขามองว่ามะยมเป็นเหมือนหลานคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึง

“ไปเมื่อเฮือน เดินทางมาเหนื่อย ๆ” (ไปกลับบ้านเดินทางมาเหนื่อยๆ) คำเชิญชวนให้กลับบ้านอย่างอบอุ่นนั้นทำให้ความรู้สึกแปลกถิ่นของมะยมคลายลงไปได้บ้าง เป็นการต้อนรับอย่างเป็นทางการสู่บ้านที่อุดรธานี

ทั้งสามคนพากันขึ้นรถกระบะแคปสีเทา ยี่ห้ออีซุซุ ของอ้ายพล มันเป็นรถที่ดูสมบุกสมบันและเป็นพาหนะคู่ใจ รถแล่นออกจากท่ารถอย่าง

ช้า ๆ และเริ่มเร่งความเร็วเมื่อมุ่งหน้าไปยัง หมู่บ้านเวรุฬวัน หมู่บ้านที่ห่างออกจากตัวเมืองอุดรธานีเกือบสิบห้ากิโลเมตร

เมื่อรถกระบะเคลื่อนออกจากเขตเมืองเข้าสู่ถนนชนบท บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นมืดสนิทในทันที สองข้างทางแทบจะมองไม่เห็นว่าอะไรเป็นอะไร มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถเท่านั้นที่ส่องนำทาง ความเงียบและความมืดของท้องทุ่งในยามค่ำคืนแผ่ปกคลุมไปทั่ว

สร้างความรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยวให้กับมะยมที่คุ้นเคยกับแสงสีและความคึกคักของกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี เขากระชับกระเป๋าเป้ที่วางอยู่ข้างตัวแน่นขึ้นเล็กน้อย เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่แสดงถึงความไม่มั่นคงต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยนี้

รถกระบะแคปหยุดลงที่หน้าบ้านไม้สองชั้น แสงไฟนีออนสว่างสไสวส่องนำทางให้เห็นโครงสร้างที่มั่นคงและเงียบสงบ รอบบริเวณบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปกคลุมอยู่ ใต้ถุนบ้านถูกจัดสรรเป็นพื้นที่ครัวเล็ก ๆ

มะยมสังเกตเห็นว่าห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านถัดออกไปในระยะห้าเมตร ภาพตรงหน้านี้ตอกย้ำถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่แตกต่างจากคอนโดหรือทาวน์เฮาส์ในกรุงเทพฯ โดยสิ้นเชิงซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มะยมแทบจะลืมเลือนไปแล้ว

ยายบุญมา ผู้เป็นยายไม่ได้หลับใหล เธอเฝ้ารอคอยลูกสาวและหลานชายอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน เธอนั่งก่อไฟไว้รอให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืน ไฟที่ลุกโชนนั้นสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิด มันเป็นภาพการต้อนรับแบบวิถีอีสานที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและจริงใจ ความคิดถึงที่อัดแน่นทำให้เธอไม่สามารถข่มตาลงได้เลย

“อีแม่”(คุณแม่)

คุณนายทองดีอุทานเรียกผู้เป็นแม่ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความผูกพัน เธอรีบลงจากรถกระบะและเดินเข้าไปหาผู้ให้กำเนิดทันที ก่อนจะสวมกอดผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟจากกองไฟอย่างแน่นแฟ้น อ้อมกอดนี้เป็นการปลดปล่อยความคิดถึงที่อัดแน่นตลอดระยะเวลาที่ห่างไกล มันเป็นภาพความอบอุ่นที่ไร้เงื่อนไข แสดงให้เห็นถึงรากเหง้าที่มิอาจตัดขาดได้

“เมื่อยบ่อีหล่า”(เหนื่อยไหมลูก)ยายบุญมาถามด้วยความเป็นห่วงในน้ำเสียงที่นุ่มนวล มือเหี่ยวย่นของเธอเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ เพื่อลูบลงไปที่ศีรษะของลูกสาว เป็นสัมผัสที่ปลอบโยนและแสดงความเข้าใจในความยากลำบากของการเดินทาง

“บ่จ้า (ไม่จ้ะ)”

“ไสละบักหล่ามะยม อยู่ไส” (ไหนละมะยม อยู่ไหน) ยายบุญมาถามด้วยน้ำเสียงที่กระตือรือร้นและตื่นเต้น แม้จะยังอยู่ในอ้อมกอดลูกสาว แต่ดวงตาของเธอก็กวาดมองหาหลานชายที่หายหน้าไปนาน

“ย่างมาอยู่นั่น (เดินมาอยู่นั่น)”

ทันทีที่ยายบุญมาพบตัวหลาน มะยมก็รีบเดินเข้าไปใกล้และยกมือไหว้ผู้เป็นยายทันทีด้วยความนอบน้อม ถึงแม้ในใจจะยังมีความหงุดหงิดจากการเดินทางอันยาวนาน แต่ความรักความเคารพที่มีต่อยายนั้นก็เด่นชัดและเต็มเปี่ยม เขารักษาความสำรวมและมารยาท

“โอ๊ย ๆ บักหล่าของยาย” เสียงที่เปี่ยมด้วยความสุขดังขึ้นจากยายบุญมา เธอไม่รอช้าที่จะแสดงความรักออกมา คว้าตัวหลานชายเข้ามากอดอย่างแน่นหนา ความอบอุ่นของร่างกายหญิงสูงวัยที่โอบล้อมมะยมไว้ เป็นความรักที่แสดงออกอย่างชัดเจนและจริงใจที่สุด สำหรับยายแล้ว การมาถึงของหลานชายคือของขวัญล้ำค่าที่สุดในยามค่ำคืนนี้

“ครับยาย”

“เมื่อยบ่ (เหนื่อยไหม)”

“ไม่ครับยาย”

“หิวบ่ละ (หิวไหม)”

“ไม่ค่อยหิวครับ”

ยายบุญมาผละจากอ้อมกอดก่อนจะจ้องมองหลานชายอย่างพินิจพิเคราะห์ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เธอเปรียบเทียบหลานในความทรงจำกับหลานที่อยู่ตรงหน้า แล้วสายตาของเธอก็ชะงักลงที่เส้นผมสีเหลืองทองอร่าม สีผมที่ดูแปลกตาและทันสมัยนั้นทำให้ยายบุญมาเกิดคำถาม มันเป็นรายละเอียดที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตในเมืองกรุงที่หลานชายใช้ชีวิตอยู่ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ยายคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง

“เอ่อ... คือ... หน้าตาดีปานดารา ผิวพรรณผุดผ่องเหมือนหยวกกล้วยแล้ว... แล้วเฮ็ดหยังผมถึงสีนั้นละบักหล่า (ทำไมผมถึงสีนั้นล่ะหลาน)”

“ผมไปย้อมมาครับ” มะยมตอบตามตรง

“ย้อมเฮ็ดหยัง สีผมก็ดีอยู่แล้ว”

“มันไม่เท่ห์ครับยาย”

“ป๊าด ๆ... พ่อฝรั่งขี้นก” ยายบุญมาว่าอย่างเอ็นดูระคนกับความไม่เข้าใจในแฟชั่นของคนกรุงเทพฯ

“พอ ๆ อีแม่” คุณนายทองดีกล่าวตัดบทอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มที่รู้ทัน เธอไม่อยากให้เรื่องสีผมกลายเป็นประเด็นยืดเยื้อ

“คืนนี้หนูนอนกับแม่นะ ส่วนห้องนอนให้มะยมมันนอน” เธอจัดแจงเรื่องที่พักอย่างเด็ดขาด การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะพักผ่อนและให้ลูกชายได้มีพื้นที่ส่วนตัว

“ได้ ไปขึ้นไปนอนกันได้แล้ว เดินทางมาเหนื่อย ๆ พรุ่งนี้แม่สิพาไปทำบุญ”

“จ้ะแม่”

“ครับยาย”

ผู้เป็นยายพาหลานชายเดินขึ้นบันไดบ้านไปยัง ห้องนอน ที่ปัดกวาดเช็ดถูไว้รอเรียบร้อยแล้ว ส่วนแม่ก็เดินไปขอบคุณ ลุงพล ที่มาช่วยรับส่งถึงที่ บ้านช่องก็อยู่ไม่ห่างกันนัก ส่วนใหญ่ในระแวกนี้ก็มีแต่ญาติพี่น้องกันทั้งนั้น ทำให้มะยมรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเล็กน้อย แม้บรรยากาศจะมืดมิดและแปลกตาเพียงใดก็ตาม

เขาที่เดินทางมาเมื่อยล้าเกือบทั้งวัน ตัดสินใจรีบอาบน้ำชำระร่างกายแล้วก็ขึ้นนอนทันที ส่วนแม่กับยายยังคงนั่งคุยกันอยู่ที่ใต้ถุนบ้านอย่างออกรส แม้จะนอนมาบ้างบนรถทัวร์ แต่มะยมก็ยังรู้สึกง่วงและเพลียอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเขาไม่เคยต้องนั่งรถนานขนาดนี้มาก่อนเลย

ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว ร่างของมะยมกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราในห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย แต่ก่อนที่เขาจะหลับสนิท เขากลับรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดที่แผ่ซ่านมาจากด้านหลัง มันเป็นความอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกายไว้ราวกับเกราะป้องกัน เขาขยับตัวเข้าหาความอบอุ่นนั้นโดยอัตโนมัติและรู้สึกปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่อ เขาปล่อยให้สัญชาตญาณนำพาไป ลืมสิ้นซึ่งตรรกะที่ว่าห้องส่วนตัวแห่งนี้ควรไม่มีใครอื่นนอกจากเขา

“สบายจัง...” มะยมงึมงำออกมาอย่างเคลิบเคลิ้ม เสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด ความอ่อนล้าทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความผ่อนคลายที่ไม่อาจต้านทานได้ เขาปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปในความอบอุ่นนั้นอย่างเต็มใจ โดยไม่ได้สนใจว่าความสบายนี้มาจากแหล่งใด ร่างกายต้องการการพักผ่อนมากกว่าการตั้งคำถาม

“นอนเสียเถิด... แม่ทับทิมของข้า”

ในขณะที่มะยมกำลังเคลิบเคลิ้ม เสียงทุ้มนุ่มลึกที่แสนคุ้นเคยจากห้วงนิทราก็ดังกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างใบหู มันเป็นเสียงที่แฝงไว้ด้วยความผูกพันอันยาวนาน มือหนาใหญ่หยาบกร้านซึ่งแตกต่างจากผิวพรรณของผู้พูดค่อย ๆ บรรจงลูบลงบนศีรษะของคนตัวเล็กอย่างอ่อนโยน สัมผัสที่แสดงออกถึงความทะนุถนอมนี้เกิดจากความกลัวว่าเขาจะตื่นขึ้นมาและรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ที่กำลังโอบกอดเขาอยู่

ร่างสูงใหญ่โอบกอดคนตัวเล็กไว้ชั่วครู่ก่อนจะมองดูมะยมที่นอนหลับใหลอย่างลึกซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความอาลัยรักและภาพสะท้อนของการเฝ้ารอคอยอันยาวนาน เมื่อมั่นใจว่ามะยมหลับสนิทแล้ว ร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นงูตัวใหญ่สีดำทมึน อสรพิษมหึมาค่อย ๆ เลื้อยออกจากห้องทางหน้าต่างไปอย่างเงียบเชียบราวกับเป็นเพียงเงา ทิ้งไว้เพียงไออุ่นจาง ๆ และกลิ่นหอมที่ไม่คุ้นเคยซึ่งอบอวลอยู่ในห้องนอน.

.

.

เอ้ก... อี... เอ้ก... เอ้ก!

เสียงไก่ชนที่ร้องขันตั้งแต่ตีห้าดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน เสียงที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตของชนบทนั้นช่างแปลกหูและรบกวนการนอนของมะยมอย่างยิ่ง เขาที่ไม่คุ้นชินกับการตื่นเช้าต้องฝืนดวงตาที่ปรือลืมขึ้นมา

เขาผุดลุกขึ้นนั่งอยู่กลางเตียงอย่างมึนงง ความคิดแรกคือการล้มตัวลงนอนต่อและเมินเฉยต่อเสียงรบกวนนั้น แต่แล้ว เสียงอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความเมตตาของยายบุญมา ผู้เป็นยาย ก็ดังขึ้นอยู่หน้าห้องนอนเสียก่อน

“บักหล่า ตื่นแล้วไป่ (ตื่นแล้วหรือยัง)”

“ตื่นแล้วครับยาย”

“ตื่นแล้วก็ลงมาอาบน้ำเด้อ ”

“ครับยาย”

“เอ่อ... ยายสิพาไป ทำบุญ”

“ครับยาย”

มะยมลุกขึ้นยืน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็นกระเซิงตามประสาคนเพิ่งตื่น เขาเดินไปหยิบผ้าขนหนูกับเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวทำกิจวัตรยามเช้า ก่อนจะหันไปมองที่เตียงนอนอีกครั้งด้วยความฉงน

"ทำไมเมื่อคืนถึงรู้สึกอุ่นและสบายจังนะ?" มันเป็นความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดใจและเหนือเหตุผล แตกต่างจากการนอนที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เขาจดจำความอบอุ่นนั้นได้ แม้ว่าสมองจะไม่สามารถประมวลผลได้ว่ามันมาจากไหน

มะยมสลัดความคิดทิ้งอย่างรวดเร็ว เขาเลือกที่จะไม่สนใจความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้บนเตียง ‘ช่างเถอะ! ไปอาบน้ำก่อนดีกว่า’เขาว่าแล้วก็เดินลงบ้านไปตามทางเดินที่มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำที่อยู่ถัดออกไปด้านล่าง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เพราะงูตัวนั้นคือรักเก่าของฉัน   บทที่ 8 น้ำตก

    บทที่ 8 น้ำตก มะยมตัดสินใจละทิ้งความกังวลและความหงุดหงิดไว้ชั่วขณะ เขาต้องการให้สายน้ำชำระล้างความรู้สึกที่วุ่นวายออกไป เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นอย่างไม่รีบร้อน กองเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นถูกทิ้งไว้บนโคนหิน เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดเหมือนหยวกกล้วยที่ดูผุดผ่องตัดกับบรรยากาศของชนบท จนเหลือเพียงบล็อกเซอร์ตัวเดียวที่สวมใส่อยู่ เขาค่อย ๆ เดินลงน้ำไปและให้ร่างกายได้สัมผัสกับความเย็นสบายของลำธาร เป็นการปลดปล่อยร่างกายและจิตใจสู่ธรรมชาติเขาเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำที่ใสสะอาด สาดน้ำใส่ตัวเองอย่างสนุกสนาน จนไม่ได้สังเกตเลยว่า กำลังมีสัตว์เลื้อยคลานลำตัวสีดำทมึน เกล็ดสีดำมะเมื่อม กำลังเลื้อยลงน้ำตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผิวน้ำเขาที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นน้ำก็ต้องหยุดชะงัก เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาโดนขา มันลื่น ๆ และเย็นเยือก เขาจึงยืนอยู่เฉย ๆ เพื่อรอดูว่ามีอะไรอยู่ใต้น้ำ หรือคิดไปเองไม่ทันจะได้ก้าวขาออกไปขาของเขาก็เริ่มก้าวไม่ออก เพราะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งค่อย ๆ พันรัดขาไว้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขากำลังจะว่ายหนีขึ้นฝั่ง แต่กลับขยับตัวไม่ได้ จนกระทั่งสิ่งที

  • เพราะงูตัวนั้นคือรักเก่าของฉัน   บทที่ 7 คำทำนาย

    บทที่ 7 คำทำนายรถกระบะแล่นกลับจากวัดมาเลี้ยวเข้าสู่บริเวณบ้านไม้สองชั้นของยายบุญมา หลังจากทุกคนลงจากรถกันเสร็จเรียบร้อย ลุงพลก็ขับรถกลับไปจอดที่บ้านตัวเองโดยไม่รอช้า ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับมารวมตัวกันนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน แสงแดดยามสายลอดผ่านร่มเงาไม้ให้บรรยากาศที่อบอุ่นและสงบ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะพูดคุยถึงเรื่องราวที่ค้างคาใจตั้งแต่เมื่อคืน“แม่มีเรื่องอะไรจะเล่าจ้ะ” เธอถามผู้เป็นแม่ทันทีด้วยความเป็นห่วงและกระตือรือร้นที่จะรู้ความจริง“เอ่อ... ก่อนที่พวกเอ็งจะมา” ยายบุญมาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“พ่อหมอบุญถิ่น เขาได้รับคำทำนายเกี่ยวกับ ‘เจ้าสาว’ ที่จะต้องถวายองค์พ่อปู่นาคา” คำพูดที่เต็มไปด้วยความเชื่อท้องถิ่นนี้สร้างความตึงเครียดขึ้นบนแคร่ไม้ทันที ยายบุญมาตระหนักดีว่าการมาถึงของมะยมมีความเกี่ยวพันกับคำทำนายนี้ ความกังวลในน้ำเสียงของเธอเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องงมงายทั่วไป“เขาว่ายังไงบ้างจ้ะ” แม่ถามย้ำมะยมเลือกที่จะนั่งฟังแม่กับยายเล่าเกี่ยวกับตำนานเจ้าสาวของพ่อปู

  • เพราะงูตัวนั้นคือรักเก่าของฉัน   บทที่ 6 การทำบุญและการพบพาน

    บทที่ 6 การทำบุญและการพบพานณ วัดเวฬุวันในยามเช้าวันนี้วัดกลับคึกคักไปด้วยผู้คนหลั่งไหลมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น ความมีชีวิตชีวาของผู้คน หนึ่งในนั้นคือมะยม แม่ และยายที่มาถึงด้วยรถกระบะของลุงพลทันทีที่ลงจากรถ ยายกับแม่ก็รีบพากันเดินขึ้นสู่ศาลาวัดทันทีเพื่อจับจองพื้นที่สำหรับพิธีสงฆ์ ความกระตือรือร้นของพวกท่านนั้นชัดเจน ส่วนมะยมทำได้เพียงเดินตามหลังไปอย่างจำใจด้วยความไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมพิธี เขาจึงได้แต่สอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ วัดแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยความร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและบรรยากาศที่น่าพักผ่อน เสียงชาวบ้านคุยกันจอแจอย่างสนิทสนมดังสะท้อนไปทั่วศาลา เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาตามประสาคนเฒ่าคนแก่ที่ยึดมั่นในการเข้าวัดเข้าวา มะยมใช้การสังเกตสิ่งรอบตัวเพื่อหลีกหนีความรู้สึกแปลกแยกที่เข้ามาแทนที่“ไผละยายบุญมา” (ใครละยายบุญมา)เพื่อนบ้านที่เป็นคอเดียวกันกับยายเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่มะยมอย่างพิจารณา คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาถิ่นนี้แสดงถึงความกระหายที่จะรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ของคนในหมู่บ้าน การมาถึงของมะยมจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้สู

  • เพราะงูตัวนั้นคือรักเก่าของฉัน   บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวัน

    บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวันหลังจากทรมานร่างกายบนรถทัวร์เกือบสิบชั่วโมง การเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ในที่สุดมะยมกับแม่ก็ก้าวลงจากรถเอาเสียจนมืดค่ำ ท่ารถโดยสารประจำทางจังหวัดอุดรธานีมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ที่ดูเงียบเหงาและไม่ได้คึกคักอย่างที่คิดโชคยังเข้าข้างเมื่อญาติพี่น้องของผู้เป็นแม่ได้มาคอยรับอยู่ที่จุดนัดหมายก่อนแล้ว คุณนายทองดีรีบเดินนำหน้าไปยังบริเวณที่นัดไว้กับลูกพี่ลูกน้องทันที ทิ้งให้มะยมเดินตามด้วยความเหนื่อยล้าที่ต้องแบกรับทั้งอาการปวดเมื่อยและความตื่นตระหนกจากความฝัน“สวัสดีจ้า อ้ายพล”(สวัสดีจ้า พี่พล)คุณนายทองดีเอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคยทันทีที่เห็นญาติผู้พี่ ภาษาอีสานที่ใช้นั้นแสดงถึงรากเหง้าและความผูกพันที่แนบแน่น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจากตอนอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง “เออ เมื่อยบ่ละ”(เออ เหนื่อยไหมละ) พลทักตอบด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นและจริงใจ คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาอีสานที่เรียบง่ายนี้แสดงออกถึงความเข้าใจในความเหนื่อยล้าของการเดินทางที่ยาวนาน รอยยิ้มนั้นช่วยคลายความตึงเครียดของบรรยากาศยามค่ำคืนที่ท่ารถได้เป็นอย่างดี เป็นการต้อนรับที่แสดงถึงน้

  • เพราะงูตัวนั้นคือรักเก่าของฉัน   บทที่ 4 การเดินทางของคนไม่เชื่อ

    บทที่ 4 การเดินทางของคนไม่เชื่อไม่นานหลังจากรถทัวร์เคลื่อนออกจากท่า มะยมที่เข้าสู่ห้วงนิทราก็ได้พบกับความฝันที่คุ้นเคยอย่างรวดเร็ว เขากลับไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เคยปรากฏเมื่อครั้งก่อนอีกครั้ง ท่ามกลางสายลมที่พัดโชย ร่างสูงของบุรุษผมสีบรอนซ์เทาคนเดิมยืนหันหลังให้ เส้นผมพลิ้วไหวไปตามแรงลมอย่างงดงามและน่าค้นหาร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ หันกลับมาหาเขา แต่ใบหน้ากลับยังคงพร่าเลือน มองเท่าไหร่ก็เห็นไม่ชัดสักที ความคลุมเครือนี้ยิ่งเพิ่มความสนใจและดึงดูดให้มะยมต้องเข้าไปใกล้บุรุษผู้นั้นอีกครั้ง“คุณ... คุณ...” มะยมพยายามเรียกขานด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขายังคงไม่มั่นใจในตัวตนของชายผู้นี้ที่ปรากฏตัวในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ใบหน้าจะมองไม่ชัด แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้เขาต้องเอ่ยปากเรียกหา ราวกับความทรงจำกำลังพยายามฟื้นคืน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ...” เสียงทุ้มกังวานนั้นดังขึ้นอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน คำพูดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้ง ราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน คำว่า 'กลับบ้าน' นั้นทำให้มะยมรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ แต่ก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกัน

  • เพราะงูตัวนั้นคือรักเก่าของฉัน   บทที่ 3 บุรุษงามผู้จากจรไกล

    บทที่ 3 บุรุษงามผู้จากจรไกล หมู่บ้านเวรุฬวัน จังหวัดอุดรธานี แสงแดดยามสายลอดผ่านพุ่มไม้หนาทึบลงมาทอดลงบนพื้นดินของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตผูกพันกับตำนานที่เล่าขานถึง องค์พ่อปู่นาคา ผู้ปกปักรักษาคุ้มครองดินแดนแห่งนี้มาแล้วหลายชั่วอายุคน ศรัทธาของพวกเขาหยั่งรากลึกไม่เคยจางหายถัดจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก คือที่ตั้งของ “ถ้ำเวรุฬวัน” ซึ่งมีขนาดใหญ่โตจนแทบจะกลืนกินภูเขาทั้งลูก ทางเข้าถ้ำปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้น้อยใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอย่างลึกลับและน่าเกรงขามภายในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เย็นเยียบและชวนขนลุก แสงสว่างส่องผ่านรอยแตกของเพดานถ้ำลงมากระทบกับ รูปปั้นงูจงอางสีดำองค์ใหญ่ ที่สูงกว่าสองเมตร องค์พญานาคาสีดำเมี่ยมกำลังคดตัวอยู่ที่ฐาน ชูคอแผ่แม่เบี้ยอย่างสง่าผ่าเผย ดวงตาสีเหลืองบุษราคัมนั้นดูราวกับมีชีวิตกำลังจ้องมองผู้คนที่เข้ามา รอบเสาหินภายในถ้ำทุกต้นก็มีรูปปั้นงูสีดำเลื้อยพันโดยรอบ ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่ากำลังถูกโอบล้อมด้วยพลังอำนาจที่ไม่ใช่มนุษย์ด้านหน้าของถ้ำมีศาลเล็ก ๆ ที่เป็นจุดรวมความศ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status