Se connecterบทที่ 7 คำทำนาย
รถกระบะแล่นกลับจากวัดมาเลี้ยวเข้าสู่บริเวณบ้านไม้สองชั้นของยายบุญมา หลังจากทุกคนลงจากรถกันเสร็จเรียบร้อย ลุงพลก็ขับรถกลับไปจอดที่บ้านตัวเองโดยไม่รอช้า ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับมารวมตัวกันนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน แสงแดดยามสายลอดผ่านร่มเงาไม้ให้บรรยากาศที่อบอุ่นและสงบ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะพูดคุยถึงเรื่องราวที่ค้างคาใจตั้งแต่เมื่อคืน “แม่มีเรื่องอะไรจะเล่าจ้ะ” เธอถามผู้เป็นแม่ทันทีด้วยความเป็นห่วงและกระตือรือร้นที่จะรู้ความจริง “เอ่อ... ก่อนที่พวกเอ็งจะมา” ยายบุญมาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “พ่อหมอบุญถิ่น เขาได้รับคำทำนายเกี่ยวกับ ‘เจ้าสาว’ ที่จะต้องถวายองค์พ่อปู่นาคา” คำพูดที่เต็มไปด้วยความเชื่อท้องถิ่นนี้สร้างความตึงเครียดขึ้นบนแคร่ไม้ทันที ยายบุญมาตระหนักดีว่าการมาถึงของมะยมมีความเกี่ยวพันกับคำทำนายนี้ ความกังวลในน้ำเสียงของเธอเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องงมงายทั่วไป “เขาว่ายังไงบ้างจ้ะ” แม่ถามย้ำ มะยมเลือกที่จะนั่งฟังแม่กับยายเล่าเกี่ยวกับตำนานเจ้าสาวของพ่อปู่นาคา แม้จะรับรู้ถึงความเคร่งเครียดของผู้ใหญ่ แต่ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อไหร่กันที่ผู้คนแก่จะเลิกเชื่อเรื่องล้าสมัยแบบนี้เสียที? เขาตั้งคำถามด้วยความดูถูก สำหรับมะยม เรื่องราวของนาคาและเจ้าสาวเป็นเพียงนิทานพื้นบ้านที่ควรถูกทิ้งไว้ในอดีต “เขาว่าเป็น ผู้ชาย มาจากแดนไกล... ข้าละกลัวจะเป็นบักหล่า ของข้าเอง” ยายบุญมาเอ่ยอย่างไม่สบายใจ สายตาจับจ้องไปที่หลานชาย “จะใช่ได้ไงจ้ะแม่ คนกลับมาอุดรก็หลายคน” แม่พยายามปลอบใจตัวเอง แต่สีหน้าก็ยังคงเต็มไปด้วยความวิตก “มันก็ใช่... แต่ลักษณะที่พ่อหมอบอกมันตรงกับบักหล่า โดยเฉพาะดวงเนตรที่งามผุดผ่องนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้เพิ่นจะทำพิธีประกาศที่หน้าถ้ำ ค่อยไปดูกัน” ยายบุญมาสรุปอย่างจริงจัง “แล้ว... ถ้าเกิดเป็นมะยมล่ะแม่” แม่หันไปมองหน้าลูกชายอย่างหนักใจ “ผมไม่เป็นหรอกนะครับแม่! มันเป็นไปไม่ได้” มะยมปฏิเสธอย่างหนักแน่น “มันก็ไม่แน่...” แม่พูดเสียงแผ่ว “แม่!!” “อย่าเพิ่งทะเลาะกัน” ยายบุญมารีบห้ามปราม “ส่วนใหญ่ที่ถวายเป็นเจ้าสาวก็อยู่ที่บ้านทรงไทยใกล้ปากถ้ำแค่ สามวัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะชาวบ้านเชื่อว่าท่านใจดี และเจ้าสาวคนอื่น ๆ ก็ไม่เคยเจออันตรายถึงชีวิตเลย” “แล้วจะให้เป็นทำไมครับ ในเมื่อไปอยู่แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น” มะยมโต้แย้งด้วยเหตุผล “มันเป็นเรื่องความเชื่อของหมู่บ้านเรา” ยายอธิบายตามความเชื่อ “เพราะชาวบ้านเชื่อว่า ถ้าเราถวายเจ้าสาวแล้ว ท่านจะปรกปักรักษาหมู่บ้านไว้ให้พ้นจากภัยพิบัติ” “นี้มันปีไหนแล้วครับ ยังจะเชื่อเรื่องบูชายัญกันอยู่อีก! ผมไม่เข้าใจเลย!” มะยมโพล่งออกมาอย่างอดไม่ได้ “เอาน่า... ขออย่าให้เป็นเราก็พอเนอะแม่” คุณนายทองดีตัดบทด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่ก็ขอให้เป็นแบบนั้น” ยายบุญมาพึมพำตอบ ชะตากรรมที่ไม่อาจล่วงรู้ คุณนายทองดี ผู้เป็นแม่ถึงกับนั่งคิดวิตกกังวลจนใจไม่เป็นสุข กลัวเหลือเกินว่าคำทำนายนั้นจะตกเป็นของลูกชายตัวเอง แต่เท่าที่รู้มา เจ้าสาวคนอื่น ๆ ก็ไม่เห็นมีใครเสียชีวิต หญิงเหล่านั้นกลับเลือกที่จะใช้ชีวิตโสดตลอดชีวิตหลังได้เป็นเจ้าสาว บ้างก็เป็นหม้าย บ้างก็มีลูกดก ส่วนใหญ่ที่เคยเล่าต่อ ๆ กันมาก็จะเล่าแค่เพียงว่า เห็นเป็น เงาร่างของงูใหญ่สีดำทมึน เลื้อยขึ้นมาบนบ้านไม้ทรงไทยที่เรือนพักแล้วก็หายไป... ไม่เคยมีใครกล้าเล่ารายละเอียดอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสามวันนั้นเลย มะยมที่นั่งฟังแม่กับยายคุยกันเรื่องราวความเชื่อจนจบ แล้วเหมือนนึกขึ้นได้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีสถานที่พักผ่อนที่เขาคุ้นเคยอยู่ “แม่... บ้านเรามีน้ำตกให้เล่นใช่ไหม” เขาหันไปถามแม่ “ใช่ อยู่ท้ายหมู่บ้าน” “ผมอยากไปเดินดู” “อยากไปเดินดู? อารมณ์ไหนของเราอีกล่ะเนี่ย” คุณนายทองดีถามด้วยความแปลกใจ เพราะปกติลูกชายไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง “ผมเบื่อนี่ครับ ไม่รู้จะทำอะไร” “อ่านหนังสือสิครับคุณลูก! ไหนบอกจะเตรียมตัวฝึกงาน” “ผมอ่านสูตรอาหารจนจะท่องได้อยู่แล้วครับ” มะยมว่าอย่างเหนื่อยใจ “ปล่อยลูกบ้างเถอะ ทองดี” ยายบุญมาเข้าข้างหลานชาย “แม่ก็ให้ท้ายแต่หลาน” “เบ๊อะ! กูแม่มึงเด้นิ จะบังคับบักหล่าเฮ็ดหยัง (ฉันเป็นแม่เธอ จะบังคับหลานทำไม)” ยายบุญมาแกล้งทำเสียงแข็งใส่ลูกสาว “แม่ก็... ตามใจแต่หลาน เอาเถอะ อยากไปก็ไป แต่อย่าไปนานนะ” แม่ยอมแพ้ในที่สุด “ครับแม่” “เดี๋ยวยายให้ ปูนาตามไป” “ไม่เป็นไรครับยาย ปล่อยน้องเล่นกับเพื่อน ๆ ไปเถอะ ผมไปคนเดียวได้” “เดินระวังนะ บักหล่า” “ครับยาย” พูดจบเขาก็เดินออกจากบ้านไป เขาเดินลัดเลาะไปตามทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นแดง ผ่านบ้านผู้คนไปหลายหลังคาเรือน ทว่า ความสงบและกลิ่นดินหอม ๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศ กลับเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเขาผ่อนคลาย นี่คือเสน่ห์ของชนบทที่กรุงเทพฯ ไม่มี และเป็นความรู้สึกที่เขาเริ่มยอมรับได้โดยไม่รู้ตัว เขาเดินเกือบกิโลเมตร แล้วเดินต่อไปอีกห้าสิบเมตรก็เจอกับ ลำธารและน้ำตกเล็ก ๆ ที่กำลังไหลแรงส่งเสียง "ซู่... ซู่" เขายืนสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ก่อนจะเดินสำรวจไปรอบ ๆ อย่างเพลิดเพลิน และไม่ลืมที่จะ ถ่ายรูปไว้เพื่ออวดเพื่อน ๆ บริเวณน้ำตกกับถ้ำเวรุฬวันนั้นอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ถ้าเดินต่อไปคงไม่ไหวเพราะรู้สึกเมื่อยขาแล้ว บ้านของยายอยู่แทบจะกลางหมู่บ้านก็ไม่เชิง เรียกได้ว่าเกือบ ๆ แต่ก็ถือว่าอยู่ห่างจากวัดกับน้ำตกไม่ไกลกันนัก ถ้าเป็นคนที่ขยันเดินก็จะรู้สึกว่าใกล้ ๆ แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบเดินอย่างมะยมแล้ว... ก็รู้สึกว่าไกลพอสมควร มะยมสำรวจบริเวณน้ำตกจนทั่วแล้วพบว่า ไม่มีใครมาเล่นน้ำเลย เขาเลยเลือกนั่งเล่นบนโคนหินก้อนใหญ่ แล้วหย่อนเท้าลงไปแช่ในน้ำที่เย็นสบาย นั่งมองสายน้ำที่ไหลมารวมกันเป็นสายแล้วมาบรรจบอยู่ ณ จุดเดียวกันอย่างเงียบ ๆ เขามองซ้ายมองขวาอีกรอบ ความเงียบสงบและสดชื่นของสถานที่ทำให้เขาเริ่มคิดถึงความสนุกในวัยเด็ก “เล่นน้ำดีกว่าไหมนะ” เขาพึมพำกับตัวเอง แต่ในขณะที่คนตัวเล็กกำลังครุ่นคิดถึงการจะสนุกไปกับสายน้ำ... เขากลับไม่รู้เลยว่ามีร่างสูงใหญ่ยืนมองอยู่ตรงอีกฝั่งหนึ่งของลำธาร ดวงตาสีบุษราคัม คู่คมวาววับของเวไนยกำลังจ้องมองคนตัวเล็กที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ด้วยความเสน่หาและความคิดถึง ร่างสูงยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางร่มเงาไม้ใหญ่ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เฝ้ามองทุกรายละเอียดของมะยม ตั้งแต่เส้นผมสีทองที่ถูกย้อมมา จนถึงรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าขณะที่เท้าสัมผัสน้ำเย็น...บทที่ 8 น้ำตก มะยมตัดสินใจละทิ้งความกังวลและความหงุดหงิดไว้ชั่วขณะ เขาต้องการให้สายน้ำชำระล้างความรู้สึกที่วุ่นวายออกไป เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นอย่างไม่รีบร้อน กองเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นถูกทิ้งไว้บนโคนหิน เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดเหมือนหยวกกล้วยที่ดูผุดผ่องตัดกับบรรยากาศของชนบท จนเหลือเพียงบล็อกเซอร์ตัวเดียวที่สวมใส่อยู่ เขาค่อย ๆ เดินลงน้ำไปและให้ร่างกายได้สัมผัสกับความเย็นสบายของลำธาร เป็นการปลดปล่อยร่างกายและจิตใจสู่ธรรมชาติเขาเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำที่ใสสะอาด สาดน้ำใส่ตัวเองอย่างสนุกสนาน จนไม่ได้สังเกตเลยว่า กำลังมีสัตว์เลื้อยคลานลำตัวสีดำทมึน เกล็ดสีดำมะเมื่อม กำลังเลื้อยลงน้ำตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผิวน้ำเขาที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นน้ำก็ต้องหยุดชะงัก เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาโดนขา มันลื่น ๆ และเย็นเยือก เขาจึงยืนอยู่เฉย ๆ เพื่อรอดูว่ามีอะไรอยู่ใต้น้ำ หรือคิดไปเองไม่ทันจะได้ก้าวขาออกไปขาของเขาก็เริ่มก้าวไม่ออก เพราะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งค่อย ๆ พันรัดขาไว้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขากำลังจะว่ายหนีขึ้นฝั่ง แต่กลับขยับตัวไม่ได้ จนกระทั่งสิ่งที
บทที่ 7 คำทำนายรถกระบะแล่นกลับจากวัดมาเลี้ยวเข้าสู่บริเวณบ้านไม้สองชั้นของยายบุญมา หลังจากทุกคนลงจากรถกันเสร็จเรียบร้อย ลุงพลก็ขับรถกลับไปจอดที่บ้านตัวเองโดยไม่รอช้า ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับมารวมตัวกันนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน แสงแดดยามสายลอดผ่านร่มเงาไม้ให้บรรยากาศที่อบอุ่นและสงบ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะพูดคุยถึงเรื่องราวที่ค้างคาใจตั้งแต่เมื่อคืน“แม่มีเรื่องอะไรจะเล่าจ้ะ” เธอถามผู้เป็นแม่ทันทีด้วยความเป็นห่วงและกระตือรือร้นที่จะรู้ความจริง“เอ่อ... ก่อนที่พวกเอ็งจะมา” ยายบุญมาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“พ่อหมอบุญถิ่น เขาได้รับคำทำนายเกี่ยวกับ ‘เจ้าสาว’ ที่จะต้องถวายองค์พ่อปู่นาคา” คำพูดที่เต็มไปด้วยความเชื่อท้องถิ่นนี้สร้างความตึงเครียดขึ้นบนแคร่ไม้ทันที ยายบุญมาตระหนักดีว่าการมาถึงของมะยมมีความเกี่ยวพันกับคำทำนายนี้ ความกังวลในน้ำเสียงของเธอเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องงมงายทั่วไป“เขาว่ายังไงบ้างจ้ะ” แม่ถามย้ำมะยมเลือกที่จะนั่งฟังแม่กับยายเล่าเกี่ยวกับตำนานเจ้าสาวของพ่อปู
บทที่ 6 การทำบุญและการพบพานณ วัดเวฬุวันในยามเช้าวันนี้วัดกลับคึกคักไปด้วยผู้คนหลั่งไหลมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น ความมีชีวิตชีวาของผู้คน หนึ่งในนั้นคือมะยม แม่ และยายที่มาถึงด้วยรถกระบะของลุงพลทันทีที่ลงจากรถ ยายกับแม่ก็รีบพากันเดินขึ้นสู่ศาลาวัดทันทีเพื่อจับจองพื้นที่สำหรับพิธีสงฆ์ ความกระตือรือร้นของพวกท่านนั้นชัดเจน ส่วนมะยมทำได้เพียงเดินตามหลังไปอย่างจำใจด้วยความไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมพิธี เขาจึงได้แต่สอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ วัดแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยความร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและบรรยากาศที่น่าพักผ่อน เสียงชาวบ้านคุยกันจอแจอย่างสนิทสนมดังสะท้อนไปทั่วศาลา เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาตามประสาคนเฒ่าคนแก่ที่ยึดมั่นในการเข้าวัดเข้าวา มะยมใช้การสังเกตสิ่งรอบตัวเพื่อหลีกหนีความรู้สึกแปลกแยกที่เข้ามาแทนที่“ไผละยายบุญมา” (ใครละยายบุญมา)เพื่อนบ้านที่เป็นคอเดียวกันกับยายเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่มะยมอย่างพิจารณา คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาถิ่นนี้แสดงถึงความกระหายที่จะรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ของคนในหมู่บ้าน การมาถึงของมะยมจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้สู
บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวันหลังจากทรมานร่างกายบนรถทัวร์เกือบสิบชั่วโมง การเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ในที่สุดมะยมกับแม่ก็ก้าวลงจากรถเอาเสียจนมืดค่ำ ท่ารถโดยสารประจำทางจังหวัดอุดรธานีมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ที่ดูเงียบเหงาและไม่ได้คึกคักอย่างที่คิดโชคยังเข้าข้างเมื่อญาติพี่น้องของผู้เป็นแม่ได้มาคอยรับอยู่ที่จุดนัดหมายก่อนแล้ว คุณนายทองดีรีบเดินนำหน้าไปยังบริเวณที่นัดไว้กับลูกพี่ลูกน้องทันที ทิ้งให้มะยมเดินตามด้วยความเหนื่อยล้าที่ต้องแบกรับทั้งอาการปวดเมื่อยและความตื่นตระหนกจากความฝัน“สวัสดีจ้า อ้ายพล”(สวัสดีจ้า พี่พล)คุณนายทองดีเอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคยทันทีที่เห็นญาติผู้พี่ ภาษาอีสานที่ใช้นั้นแสดงถึงรากเหง้าและความผูกพันที่แนบแน่น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจากตอนอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง “เออ เมื่อยบ่ละ”(เออ เหนื่อยไหมละ) พลทักตอบด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นและจริงใจ คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาอีสานที่เรียบง่ายนี้แสดงออกถึงความเข้าใจในความเหนื่อยล้าของการเดินทางที่ยาวนาน รอยยิ้มนั้นช่วยคลายความตึงเครียดของบรรยากาศยามค่ำคืนที่ท่ารถได้เป็นอย่างดี เป็นการต้อนรับที่แสดงถึงน้
บทที่ 4 การเดินทางของคนไม่เชื่อไม่นานหลังจากรถทัวร์เคลื่อนออกจากท่า มะยมที่เข้าสู่ห้วงนิทราก็ได้พบกับความฝันที่คุ้นเคยอย่างรวดเร็ว เขากลับไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เคยปรากฏเมื่อครั้งก่อนอีกครั้ง ท่ามกลางสายลมที่พัดโชย ร่างสูงของบุรุษผมสีบรอนซ์เทาคนเดิมยืนหันหลังให้ เส้นผมพลิ้วไหวไปตามแรงลมอย่างงดงามและน่าค้นหาร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ หันกลับมาหาเขา แต่ใบหน้ากลับยังคงพร่าเลือน มองเท่าไหร่ก็เห็นไม่ชัดสักที ความคลุมเครือนี้ยิ่งเพิ่มความสนใจและดึงดูดให้มะยมต้องเข้าไปใกล้บุรุษผู้นั้นอีกครั้ง“คุณ... คุณ...” มะยมพยายามเรียกขานด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขายังคงไม่มั่นใจในตัวตนของชายผู้นี้ที่ปรากฏตัวในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ใบหน้าจะมองไม่ชัด แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้เขาต้องเอ่ยปากเรียกหา ราวกับความทรงจำกำลังพยายามฟื้นคืน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ...” เสียงทุ้มกังวานนั้นดังขึ้นอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน คำพูดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้ง ราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน คำว่า 'กลับบ้าน' นั้นทำให้มะยมรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ แต่ก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกัน
บทที่ 3 บุรุษงามผู้จากจรไกล หมู่บ้านเวรุฬวัน จังหวัดอุดรธานี แสงแดดยามสายลอดผ่านพุ่มไม้หนาทึบลงมาทอดลงบนพื้นดินของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตผูกพันกับตำนานที่เล่าขานถึง องค์พ่อปู่นาคา ผู้ปกปักรักษาคุ้มครองดินแดนแห่งนี้มาแล้วหลายชั่วอายุคน ศรัทธาของพวกเขาหยั่งรากลึกไม่เคยจางหายถัดจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก คือที่ตั้งของ “ถ้ำเวรุฬวัน” ซึ่งมีขนาดใหญ่โตจนแทบจะกลืนกินภูเขาทั้งลูก ทางเข้าถ้ำปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้น้อยใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอย่างลึกลับและน่าเกรงขามภายในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เย็นเยียบและชวนขนลุก แสงสว่างส่องผ่านรอยแตกของเพดานถ้ำลงมากระทบกับ รูปปั้นงูจงอางสีดำองค์ใหญ่ ที่สูงกว่าสองเมตร องค์พญานาคาสีดำเมี่ยมกำลังคดตัวอยู่ที่ฐาน ชูคอแผ่แม่เบี้ยอย่างสง่าผ่าเผย ดวงตาสีเหลืองบุษราคัมนั้นดูราวกับมีชีวิตกำลังจ้องมองผู้คนที่เข้ามา รอบเสาหินภายในถ้ำทุกต้นก็มีรูปปั้นงูสีดำเลื้อยพันโดยรอบ ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่ากำลังถูกโอบล้อมด้วยพลังอำนาจที่ไม่ใช่มนุษย์ด้านหน้าของถ้ำมีศาลเล็ก ๆ ที่เป็นจุดรวมความศ







