FAZER LOGINในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ
มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำ และดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน "เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟนคนเดียวในชีวิตของแก ฮึก ฉัน ฮึก" จู่ ๆ บ่อน้ำตาก็ไหลทะลักออกมาอย่างยากจะห้ามไหวเพราะความรู้สึกตื้นตันใจที่มันอัดแน่นอยู่ด้านในพร้อมจะระบายออกได้ทุกเมื่อ "เจ๊...ฉันก็ต้องขอบคุณเจ๊เหมือนกันนะ เจ๊เป็นเหมือนครอบครัว เป็นเหมือนพี่สาว เป็นเหมือนเพื่อนแล้วก็เป็นทุก ๆ อย่างในชีวิตฉัน" พลอยปภัสเข้าไปโอบกอดร่างบอบบางของเจ๊นัตตี้เอาไว้ "ถึงฉันจะชอบเหวี่ยงชอบวีนใส่เจ๊ แต่ฉันก็รักเจ๊นะ เจ๊รู้ใช่ไหม" "เกือบจะดีแล้วเชียว!" เจ๊นัตตี้กรอกตามองบน "ฉันไปอ่อยหนุ่ม ๆ ในงานดีกว่าเผื่อจะได้เป็นเจ้าสาวกับเขาสักวัน" พูดจบก็เดินสะบัดก้นออกไปทำตามที่ปากพูดเมื่อครู่ "เฮ้อ..." พลอยปภัสส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับอมยิ้ม ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีเจ๊นัตตี้ก็ยังเป็นเจ๊นัตตี้ไม่เปลี่ยน "วันนี้น้องพลอยสวยมากเลยนะครับ" เฮียโก๋เอ่ยชม "เฮ้ย! ไอ้โก๋เมียกูเว้ย" ไตรฉัตรรีบโอบตัวภรรยาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแล้วแยกเขี้ยวใส่เฮียโก๋ราวกับหมาหวงกระดูก "เชี้ยไร มึงนี่นะป่านนี้แล้วยังไม่เลิกหึงกูกับน้องพลอยอีก" เฮียโก๋กรอกตามองบนด้วยความเอือมระอาเขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมันด่ามันแล้ว "นั่นดิ อย่าลืมสิวะตอนนี้ไอ้เฮียโก๋มันถอดเขี้ยวถอดเล็บแล้ว โน่นน นายพรานมาแล้วโน่น" ธามไทมุ่ยปากไปยังหญิงสาวเรือนร่างแบบบางในชุดเดรสสายเดี่ยวสีชมพูอ่อนที่กำลังเดินยิ้มระรื่นเข้ามายังวงสนทนาของพวกเขา "ดูเหมือนกำลังมีคนเม้าท์อัปสรอยู่หรือเปล่าคะ" ตรีอัปสร น้องสาวเพียงคนเดียวของไตรฉัตรที่ดันไปตกล่องปล่องชิ้นไม่รู้ไปทำเอาอีท่าไหนถึงได้ลงเอยกับไอ้เฮียโก๋ "ใครจะกล้าล่ะครับ หืม" เฮียโก๋รีบโอบตัวแฟนสาว "หมาหมดครับงานนี้ เสือถอดเขี้ยวยกแก๊ง!" ธามไททำหน้าปลง ๆ เพราะเขาเองก็เพิ่งมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเมื่อไม่นานนี้ เจอกันที่ร้านเหล้า ขี้เมาหัวราน้ำสุด ๆ สืบไปสืบมาขายข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่ตรงข้ามคอนโด เขาเดินสะดุดนิดเดียวได้เมียมาเฉยเลย! "เว้นกูไว้คนนึงครับ" คีรินหนุ่มหล่อมาดแมนเก๊กขรึมเดินเข้ามา เขามันไอ้คนรักเดียว ที่ดันโดนแย่งเมียไปแล้วดูเหมือนเมียก็สมยอมจะไปกับไอ้ชายชู้ปล่อยให้เขาเป็นไอ้หน้าโง่ทำงานงก ๆ เพิ่งจะรู้ตัวอีกทีก็ท้องป่องแล้ว ลูกพ่อกะดอเพื่อน! "กูล่ะสงสาร" ไตรฉัตรหัวเราะคิกคักชอบใจ "สมน้ำหน้ามึงชอบว่ากูนัก เป็นไงล่ะสุดท้ายกูก็แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาคนแรกในกลุ่ม พวกมึงอย่าลืมสัญญาเมื่อตอนมัธยมนะเว้ยที่บอกว่าจะใส่ซองให้คนที่มีเมียคนแรกคนละสามล้านบาท" "พวกกูไม่ลืมอยู่แล้วครับ แล้วมึงก็อย่าลืมเหมือนกันพวกกูจะเรียกมึงว่าไอ้หมาจนลูกมึงได้ผัวเลย" "ไม่เว้ย ลูกกูจะอยู่กับกูไปตลอด กูไม่ให้ลูกมีผัว!" เขาหวง ห่วงลูก เขาไม่อยากให้ลูกโต อยากให้ลูกตัวเท่านี้ไปตลอด อยากให้เป็นเจ้าหนูแพทตี้เป็นเจ้าตัวน้อยอ้วน ๆ ของเขา ไม่ใช่เป็นเมียรักของใครในวันที่โตขึ้น "บ้า!" พลอยปภัสฟาดฝ่ามือลงบนแผงอกแกร่งของสามีด้วยความมันเขี้ยว "หวงลูกเกินไปนะคะเนี่ย คอยดูเถอะเดี๋ยวพอลูกเข้ามหาลัยแล้งพาลูกเขยมาแนะนำให้รู้จักพลอยจะหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปากเลยคอยดู" "ไม่มีทาง พี่เนี่ยจะตามรับตามส่งลูกจนกระทั่งเรียนจบปริญญาเลย จะไม่ปล่อยให้ไอ้เสือ สิงห์ตัวไหนมาแทะโลมลูกเราได้เด็ดขาด หึหึ พี่เช็ดปืนตั้งไว้แล้ว หน็อย" ข้ามศพเขาไปก่อนเท่านั้น! "อ่าา งั้นเราเชิญคู่บ่าวสาวขึ้นเวทีมาพูดคุยกันหน่อยดีกว่าครับ" "เรียนเชิญคุณไตรฉัตรและคุณพลอยปภัสค่าาา บ่าวสาวที่สวยที่สุดในวันนี้" เสียงพิธีกรชายหญิงเอ่ยเรียกชื่อ ทั้งสองจึงรีบเดินขึ้นไปบนเวที "อยากจะให้เจ้าบ่าวพูดความรู้สึกที่มีต่อเจ้าสาวหน่อยค่ะ" พิธีกรสาวยื่นไมโครโฟนส่งให้แก่ไตรฉัตรที่กำลังยืนตัวแกร่งแข็งทื่อเป็นท่อนไม้เพราะไม่เคยต้องจับไมค์พูดต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้มาก่อน "อะ...เอ่อ" พลอยปภัสเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปประสานฝ่ามือเอาไว้แล้วบีบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจและทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่ายังมีเธออยู่เคียงข้าง พร้อมทั้งส่งยิ้มหวานให้หนึ่งครั้ง ชายหนุ่มสุดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ หลับตาพริ้มลงเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วพูดมันออกมาจากความรู้สึกด้านในโดยไม่จำเป็นต้องประดิดประดอยอะไรให้สวยหรู "ผมรู้สึกโชคดีมากครับที่ได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นับจากนี้กับน้องพลอยและลูก อย่างที่ผมเคยบอกน้องพลอยในวันที่ผมคุกเข่าขอน้องพลอยแต่งงานเมื่อสามปีก่อนว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันถ้าเกิดไม่ใช่น้องพลอยผมจะรักใครจนยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเขาได้ขนาดนี้หรือเปล่า" เขาพูดพร้อมทั้งหันไปมองหน้าภรรยาด้วยแววตาที่เอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกมากมายจนยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้หมดสิ้น "ผมดีใจทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหน้าน้องพลอยกับลูก ไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่รู้สึกภูมิใจในตัวภรรยาของผมคนนี้ เพราะภรรยาผมทั้งสวย ทั้งน่ารัก ทั้งเก่งจนผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็คงจะอิจฉาผมและผมก็อยากทำให้ผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้อิจฉาน้องพลอยเหมือนกันที่มีสามีแบบผมครับ” แล้วก็หันกลับไปมองแขก แววตาเขาตอนนี้เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำอุ่นร้อนจวนเจียนจะไหลทะลักออกมาเต็มแก่ "ทุกคนคงจะทราบเมื่อก่อนผมไม่ใช่คนดีอะไรเลย ผมเป็นคาสโนวา เจ้าชู้ เที่ยวเตร็ดเตร่ ไม่เคยคิดจริงจังกับผู้หญิงคนไหนจนกระทั่งผมได้มาเจอกับน้องพลอย ต้องสูญเสียน้องพลอยไป ผมตามง้อน้องพลอยอยู่เป็นปีกว่าน้องพลอยจะยอมใจอ่อน นั่นทำให้ผมต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะรักษาความรักครั้งนี้เอาไว้เพราะมันยากกว่าที่ผมจะได้ครอบครัวของผมกลับมา แล้ววันนี้ครอบครัวของผมก็สมบูรณ์แบบแล้วครับ พี่รักน้องพลอยนะคะ" "ฮิ้ววววว เพื่อนผม ๆ" พลอยปภัสเองก็ไม่ได้ต่างกัน ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความตื้นตันใจจนร้องไห้ออกมาจนพิธีกรต้องรีบส่งทิชชู่ให้ซับน้ำตาเพราะกลัวว่าจะไหลจนมาสคาร่าเปรอะเปื้อนขอบตาดำ "หวานฉ่ำกันเลยล่ะค่ะ น่าอิจฉาสุด ๆ " "อ่าล่ะครับ ฟังทางฝั่งเจ้าบ่าวไปแล้ว งั้นเราลองมาฟังความรู้สึกทางฝั่งเจ้าสาวกันบ้าง" พิธีกรหนุ่มยื่นไมโครโฟนให้แก่พลอยปภัส เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ กลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วหันไปส่งยิ้มให้กับทุกคน "พลอยเองก็รู้สึกโชคดีเหมือนกันค่ะที่ได้มีพี่ไตรอยู่ข้างกายและได้ใช้ชีวิตนับจากนี้กับพี่ไตรและลูกสาว พี่ไตรทำให้พลอยรู้สึกว่าพลอยเป็นเจ้าหญิง เป็นคนที่ควรค่าแก่การทะนุถนอมด้วยการคอยดูแลประคบประหงพลอยอย่างดี เขาเป็นเหมือนพลังบวก เป็นเหมือนกำลังใจ เป็นเหมือนสถานที่ที่ให้พลอยคอยชาร์จแบตในตอนที่จิตใจของพลอยอ่อนล้า แม้ในวันที่พลอยหน้าโทรม หน้าเหี่ยวเพราะต้องเลี้ยงลูกไม่ได้หลับไม่ได้นอน เขาก็ยังชมว่าพลอยน่ารัก ยังชมว่าพลอยสวย แถมยังตามใจพลอยทุกอย่างด้วย พลอยโชคดีค่ะที่มีสามีแบบพี่ไตร" "น้องพลอย..." พลอยปภัสเลือกที่จะไม่พูดถึงความหลังอันขมขื่นที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขาและไตรฉัตร เพราะตอนนี้ลูกของเธอรู้สึกรู้สาและโตขึ้นจนสามารถเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้ จึงกล่าวถึงเพียงสิ่งดี ๆ ระหว่างเราเท่านั้น "ทางฝั่งเจ้าสาวก็หวานไม่แพ้กันค่ะ เหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก หืมมม เห็นแบบนี้อยากแต่งงานบ้างจังเลยค่ะ" "คุณหวานก็พูดไป" พิธีกรชายแซวพูดเล่นกันเพื่อเคลียร์บรรยากาศภายในงานตามประสามืออาชีพ “และที่สำคัญวันนี้ถือเป็นวันดีที่คุณไตรฉัตรมีอะไรจะบอกกล่าวกับทุกคนในงานด้วยครับ” "ครับ วันนี้ผมก็ขอถือโอกาสเปิดตัวลูกสาวของผมกับน้องพลอยนะครับ แพทตี้ลูก ขึ้นมาหาหม่าม้ากับป่าป๊าเร็วลูก" "ค่ะ" เด็กสาวตัวน้อยรีบวิ่งขึ้นไปแล้วยืนอยู่ตรงกลาง โดยสองแขนนั้นจูงแขนของพ่อและแม่ไว้คนละข้างราวกับเปรียบตัวเองเป็นโซ่ทองคล้องใจที่ยึดเหนี่ยวครอบครัวเอาไว้ให้เป็นครอบครัว "น้องแพทตี้ครับ ลูกผมกับน้องพลอย เราทั้งสองคนตั้งใจเลี้ยงแกด้วยความรักทั้งหมดที่เรามี ผมคิดว่าลูกคงจะเป็นของขวัญวันแต่งงานที่มีค่าที่สุดสำหรับเราสองคน" "ฮึก..." พลอยปภัสร้องไห้ไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนทิชชู่หมดไปหลายแผ่นเพราะความรู้สึกตื้นตันใจ "แพทตี้ มาจากชื่อน้องพลอยและผมบวกกัน พอพาน แพท จากพลอยปภัส ตอเต่า ตี้ จากไตรฉัตร นั่นมีความหมายลูกคือส่วนหนึ่งของชีวิตเราสองคน และลูกก็จะมีเราสองคนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกการเติบโตจะมีเราคอยอยู่เคียงข้าง หลังลูกหนึ่งก้าวจะมีเราคอยรออ้าแขนโอบกอดเสมอ" จากนั้นแขกทุกคนในงานก็พากันปรบมือชื่นชม ปลื้มใจทุกคำพูดที่ถูกกลั่นออกมาจากความรู้สึกของไตรฉัตรและพลอยปภัสรวมถึงความน่ารักของเจ้าหนูน้อยแพทตี้ หลังจากลงจากเวทีแล้วเจ้าหนูน้อยแพทตี้ก็มานั่งอยู่กับบิดา มารดา และกลุ่มคุณลุงเพื่อนของไตรฉัตร "ชื่อหนูมาจากชื่อของป่าป๊ากับหม่าม้าจริง ๆ เหรอคะ" "จริงค่ะ เพราะอยากจะให้หนูรู้ว่าหนูเกิดจากความรักของป่าป๊ากับหม่าม๊าไงล่ะคะ" พลอยปภัสลูบหัวพลางก็บอกลูกสาวไปด้วย "น้องแพทรักป่าป๊ากับหม่าม้าที่สุดในโลกเลย" แล้วก็เดินไปเขย่งปลายเท้าหอมแก้มซ้ายขวาของทั้งคู่สลับกัน "ป่าป๊ากับหม่าม้าก็รักน้องแพทตี้ที่สุดในโลกเหมือนกัน" "พี่ไตรคะ" "ครับ" ไตรฉัตรหันไปมองภรรยารัก ทว่าจังหวะที่เขากำลังสะบัดหน้าสายตาดันซัดไปเห็นชุดตรวจครรภ์ที่เธอกำลังถืออยู่ในมือและส่งยื่นมาให้เขาด้วยแววตาอบอุ่น "นะ...น้องพลอย" สองขีด! "พลอยท้องได้สามวีคแล้วค่ะ" มันไม่ง่ายเลยที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและไม่ยอมปริปากบอกใครสักคนทั้ง ๆ ที่อยากจะเปิดเต็มแก่ "จริงเหรอคะ จริงเหรอคะ" ไตรฉัตรเองก็ตื้นตันใจตื่นเต้นจะทำอะไรไม่ถูก พูดจาลกลนวกไปวนมาไปหมด "จริงค่ะ" พลอยปภัสพยักหน้ารัว ๆ "พี่ดีใจที่สุดเลย" เขารีบโผตัวเข้าโอบกอดโอบรัดร่างแบบของภรรยาเอาไว้แนบแน่น หอมซ้ายหอมขวาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะดึงตัวลูกสาวเข้ามากอดเอาไว้อีกคน "น้องแพท หม่าม้ากำลังจะมีน้องให้น้องแพทแล้วนะลูก น้องแพทดีใจไหมลูก" "น้อง น้องแพทอยากมีน้องค่ะ ตอนนี้น้องอยู่ไหนแล้วคะ" "ตอนนี้น้องอยู่ในท้องหม่าม้าค่ะ" พลอยปภัสจับฝ่ามือของลูกสาวมาวางไว้บนหน้าท้อง "น้อง ก๊อก ๆ น้องรีบออกมานะ พี่แพทรออยู่นะรู้ไหม" เจ้าหนูน้อยพูดออกมาด้วยความไร้เดียงสาแต่นั่นทำให้คนที่จิตใจอ่อนไหวง่ายอย่างพลอยปภัสน้ำหูน้ำตาไหลอีกครั้ง "ผมกำลังจะมีลูกอีกคนครับทุกคน!!" ต่างจากไตรฉัตรที่รีบกระโดดขึ้นเวทีแล้วป่าวประกาศข่าวดีออกไมค์ "ตอนนี้น้องพลอยกำลังตั้งท้องลูกคนที่สองของผม เรามาดื่มไวน์แสดงความยินดีไชโยกันหน่อยครับ" "ไช โย ไช โย" "ป่าป๊าทำอะไรคะ?" หนูน้อยแพทตี้มองหน้ามารดาสลับกับป่าป๊าที่ยืนกระโดดโลดเต้นเหมือนลิงเหมือนค่่างอยู่บนเวที ในที่สุดคำว่าครอบครัวก็สมบูรณ์แบบ...ซ้ำยังมีเจ้าก้อนตัวน้อยที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลกแล้วเติมเต็มให้ชีวิตคู่กลมกล่อมมากยิ่งขึ้นอีกคน… วันนี้ไตรฉัตรได้พิสูจน์ให้เธอและทุกคนเห็นแล้วว่าเธอตัดสินใจไม่ผิดที่ให้โอกาสเขาได้พิสูจน์ตัวเองและแก้ไขในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดอีกครั้ง ผ่านมาสามปีแล้ง เธอไม่เคยเสียใจเลยสักนิดที่วันนั้นตัดสินใจให้เขากลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง และหากย้อนเวลากลับไปได้แล้วมีโอกาสเลือกใหม่ คน ๆ นั้นก็ยังคงเป็นไตรฉัตรเหมือนเดิม... เราทั้งคู่โชคดีที่มีกันและกัน...ในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่







