LOGIN"อีพลอย!!!"
"พอเถอะค่ะคุณแม่" พรีมเดินเข้ามารั้งแขนของมารดาเอาไว้ "อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยค่ะ ง้างมือไปแม่ก็โดนเจ้พลอยตบก่อนอยู่ดี แม่แก่แล้วนะคะ จะสู้แรงคนสาว ๆ ได้ยังไง" "ยัยพรีมนี่แกว่าฉันแก่เหรอ!" พิมพ์ดาวหันไปเหวใส่ลูกสาวอย่างอารมณ์เสีย อยู่ดีไม่ว่าดีดันมากัดขากันต่อหน้าศัตรูจนได้! "ก็มันจริงนี่คะคุณแม่ และที่สำคัญพรีมอายค่ะ" ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอย่างที่หล่อนเคยว่า หล่อนรับรู้เรื่องราวภายในบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงซุบซิบนินทาที่คนเก่าคนแก่ที่นี่ไม่เคยปลื้มมารดาของหล่อนเลยสักคน หรือคนนอก ๆ "แกจะอายอะไรห๊ะ ยัยพรีม!" ลูกสาวเพียงคนเดียวคนนี้ทำให้พิมพ์ดาวรู้สึกหงุดหงิดไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ พรีมไม่เคยทำตัวให้ได้ดั่งใจหล่อนเลยสักครั้ง หนำซ้ำยังตรงกันข้ามไปหมดทุกอย่าง "พรีมอายค่ะแม่ อายที่แม่มาเป็นเมียน้อยพ่อ แย่งพ่อไปจากพี่สาวตัวเองที่คลานตามกันออกมาจนป้าเพ็ญต้องตรอมใจตายไปพร้อมกับลูกในท้อง แม่เคยรู้บ้างไหมว่าพรีมต้องได้ยิน ต้องได้ฟังคำพูดอะไรบ้าง ที่นี่ไม่มีใครชอบแม่จริง ๆ เลยสักคน พวกเขาก็แค่รับคำสั่งส่ง ๆ ไปเท่านั้น" พรีมระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจออกมาให้มารดาได้รับฟังในกรณีของหล่อนบ้าง "แล้วแม่ยังมาทำแบบนี้อีก แม่ยักยอกเงินบริษัท แถมยังมาพูดหน้าตาเฉยโดยไม่รู้สึกรู้สาสักนิด แต่พรีมอาย อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว อายจนไม่กล้าสู้หน้าใครด้วยซ้ำ" พิมพ์ดาวสะอึก ฟังคำพูดจากปากลูกสาวเมื่อครู่ทำให้หล่อนอ้ำอึ้ง ปากที่เคยต่อล้อต่อเถียงจิกหัวส่งกลับนิ่งเงียบราวกับใบ้แดก "ยะ...ยัยพิมพ์..." ริมฝีปากพิมพ์ดาวสั่นเทา "พรีมอาย แม่ได้ยินไหมคะว่าพรีมอาย พรีมอาย พรีมอายค่ะแม่ แม่ได้ยินไหม" พรีมเข้าไปเขย่าแขนมารดาจนร่างกายแบบสาวสั่นโยกสั่นคลอนไม่เป็นจังหวะ "พรีมอะ...อาย" "ฮึก!..." เจ้าสัวณรงค์เห็นภาพที่ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในครอบครัวของเขา มีเรื่องสะทกสะเทือนจิตใจใหม่ ๆ มากมายชนิดที่เขาไม่สามารถตั้งตัวรับได้ไหวในชั่วพริบตา จึงทำให้โรคหัวใจเกิดกำเริบ เขายกฝ่ามือขึ้นกุมเนื้อบริเวณอกข้างซ้าย หายใจหอบถี่โรยระริน ก่อนขาจะทรุดลงไป "ป๊า!!!" พลอยปภัสและพรีมรีบเข้าไปประคองผู้เป็นประมุขของบ้านด้วยความตกใจ "คุณณรงค์!" "ใครก็ได้เอารถออกที! ใครก็ได้ เอารถออก!!!" พลอยปภัสตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง เธอกอดร่างแน่นิ่งของบิดาเอาไว้แนบแน่น หัวใจตอนนี้มันบีบรัดจนปวดหนึบ จินตนาการคิดไปต่าง ๆ นานา หวาดกลัวว่าป๊าจะจากเธอไปอีกคน ... ณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พลอยปภัสเดินวกไปวนมาอยู่ด้านหน้าห้องฉุกเฉินด้วยหัวใจที่มันกำลังร้อนรุ่มแทบระเบิด เธอทำได้เพียงมองผ่านกระจกทึบที่เห็นภาพด้านในเพียงเลือนลางเข้าไปเพื่อภาวนาอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิช่วยคุ้มครองป๊าเธอให้อยู่รอดปลอดภัย "โอ๊ย! นี่แกจะเดินอีกนานไหม ฉันเวียนหัวหมดแล้วเนี่ย!" พิมพ์ดาวที่นั่งอยู่ข้างลูกสาววีนใส่เธอ โทษฐานที่เธอเป็นห่วงป๊าเนี่ยนะ! "ก็เพราะเธอไม่ใช่เหรอพิมพ์ดาวที่ทำให้ป๊าต้องเข้าโรงพยาบาล" พลอยปภัสสวนกลับไปอย่างไม่มีเกรงกลัว "ถ้าป๊าเป็นอะไรไป ฉันไม่เอาเธอไว้แน่!" สายตาคู่นั้นมันจ้องลึกเข้าหาพิมพ์ดาวจนขนลุกขนชู หล่อนกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่แล้วรีบเบือนหน้าหนี "เป็นความผิดของพรีมด้วยเหมือนกันค่ะ ถ้าเกิดพรีมไม่ทะเลาะกับแม่ อาการของป๊าก็คงไม่กำเริบขนาดนี้" เส้นทางตั้งแต่บ่ายกระทั่งถึงโรงพยาบาลจวบจนเวลานี้ พรีมโทษตัวเองมาโดยตลอดว่าเป็นความผิดที่เกิดจากตัวหล่อน "ยัยพรีม! แกจะไปยอมรับทำไม ไม่ใช่ความผิดของแกสักหน่อย" "แม่ พอสักทีเถอะค่ะ!" พรีมหันไปจ้องหน้ามารดาด้วยน้ำตาที่เอ่อคลออยู่เต็มเบ้า "อย่าให้พรีมต้องรู้สึกแย่กับแม่ไปมากกว่านี้เลยนะคะ" "..." แกร๊ก! ทันทีที่แพทย์เปิดประตูออกมา พลอยปภัสก็รีบพุ่งหลาวเข้าไปเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนแทบฟังไม่ออก จับใจความไม่ได้ "หมอ หมอคะ ป๊า ป๊าฉันเป็นยังไงบ้างคะ หมอ" "ใจเย็น ๆ นะครับคุณพลอยปภัส" แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จักนักแสดงสาวชื่อดังของช่องอย่างเธอ "ป๊าฉัน ปลอดภัย...ใช่ไหมคะ" น้ำเสียงนั้นทั้งฟังดูกังวลและมีความหวังไปในตัวว่าจะได้ยินข่าวดีจากปากหมอหนุ่มเจ้าของไข้ "ตอนนี้เจ้าสัวณรงค์ปลอดภัยแล้วครับ โชคดีที่มาส่งโรงพยาบาลถึงมือหมอได้ทันการณ์ แต่หมอขอแนะนำนะครับช่วงนี่ควรเลี่ยงเรื่องที่จะกระทบกระเทือนจิตใจเจ้าสัวณรงค์ และพักการทำงาน อย่าเอาเรื่องหนักใจ เรื่องไม่สบายใจ หรือเรื่องเครื่องเครียดมาใส่หัว เพื่อให้จิตใจเจ้าสัวได้พักสักระยะ" คำพูดที่ออกมาจากปากของหมอหนุ่มทำให้เธอโล่งใจไปเป็นกองรีบขอบคุณอีกฝ่ายยกใหญ่ ทว่าจู่ ๆ เธอก็รู้สึกเวียนหัว ทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ภายในสมองหนักอึ้ง ดวงตาพร่ามัวสลัว ๆ จนดับวูบไปในท้ายที่สุด ร่างบอบบางทิ้งตัวหล่นฟุบลงบนพื้น ใบหน้า ริมฝีปากซีดเผือดคล้ายหยวกกล้วย หมอและพยาบาลรีบเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วเคลื่อนย้ายไปยังด้านใน หลังจากได้ฟังสาเหตุที่เธอเป็นลมล้มหมดสติไปเธอก็แทบอยากจะเป็นลมอีกรอบ หรือไม่ก็นอนหลับอีกสักตื่นสองตื่นเผื่อว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน แต่ท้ายสุดแล้วเธอก็ต้องยอมรับความเป็นจริงที่เธอไม่สามารถวิ่งหนีหรือหลีกเลี่ยงได้ หญิงสาวพริ้มตาปิดลงหายใจเข้าออกเชื่องช้าแล้วลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนจะเลื่อนฝ่ามือเล็ก ๆ ลูบเนินหน้าท้องที่มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ด้านใน เลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดจากความรักของเธอฝ่ายเดียวกำลังเจริญเติบโตอยู่ในท้อง...คุณหมอบอกว่าตอนนี้อายุครรภ์เธอได้ประมาณห้าวีคแล้ว... "มาได้จังหวะพอดีเลยนะลูก" เธอหัวเราะเจื่อน ๆ คล้ายมีความสุขแต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับเศร้าโศกเหลือเกิน หากเป็นก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ เธอคงดีใจจนต้องรีบส่งข้อความหาเขาแล้ว ทว่าไม่ใช่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขามันสิ้นสุดสถานะแฟนไปแล้ว ที่สำคัญคือจบกันไม่สวย จบโดยที่ไม่สามารถแม้กระทั่งกลับมาเจอหน้าเพื่อทำหน้าที่พ่อกับลูกกันได้ "มีแค่แม่คนเดียวไม่เห็นเป็นไรเลยเน๊าะ" ว่าพลางก็ลูบเนินหน้าท้องและพูดคุยเจ้าตัวน้อยไปด้วย ถึงแม้ว่าแกจะยังเป็นเพียงก้อนเลือดก้อนหนึ่งที่มาเกาะติดผนังมดลูกเธอเท่านั้น "ขอบคุณมากเลยนะคะ รบกวนเก็บเรื่องนี้อย่าแพร่งพรายให้ใครรู้ได้ไหมคะ" เธอไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง เพราะอย่างไรเสียไม่วันใดก็วันหนึ่งแฟนคลับก็ต้องรู้ด้วยหน้าท้องเธอที่โตขึ้นเรื่อย ๆ แต่เธอขอเคลียร์ ขอจัดการสะสางทุกอย่างให้มันลงตัว ลงรอยกว่านี้ก่อน แล้วเธอจะตั้งโต๊ะแถลงข่าวบอกความจริงแก่ทุกคนด้วยตัวเธอเอง "ค่ะ คุณพลอยปภัสไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ข้อมูลไข้ของคุณพลอยจะไม่ถูกแพร่งพรายออกไปเด็ดขาดค่ะ" ขวัญข้าว แพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีรับปาก "ขอบคุณค่ะ" หลังจากฝากครรภ์ ตรวจร่างกาย และตรวจสุขภาพครรภ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้รับยาบำรุงมาหอบใหญ่ มีนัดมาดูบ้างเป็นระยะระยะ พลอยปภัสเลื่อนสมุดชมพู 'สมุดฝากครรภ์' สมุดคุณแม่ตั้งท้องขึ้นมาดูด้วยความรู้สึกหลากหลายตีปนกันมั่วไปหมด เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับการที่ได้มีชื่ออยู่บนสมุดเล่มนี้ในเวลานี้ดี เธอเก็บความรู้สึกทุกอย่างใส่กระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูไปพร้อม ๆ กับสมุดฝากครรภ์ สวมร่างนางพญา วางมาดเป็นสตรีเหล็กผู้แข็งแกร่งที่ต้องแกร่งขึ้นมากกว่านี้ให้ได้ในสักวัน เพราะ...เธอกำลังจะเป็นแม่คน แม่เลี้ยงเดี่ยว...ในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่







