LOGIN
ปึง!
เอกสารการเงินถูกฟาดลงบนโต๊ะซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียงถกเถียงจากห้องทำงานของปีเตอร์ดังลั่นราวกับไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ชายในสูทดำทรงเข้ารูปแบบปลายยุคสี่ศูนย์นั่งเรียงรายล้อมโต๊ะไม้ยาว ผมแสกข้างเรียบกริบ ใบหน้าทุกคนไร้อารมณ์ เย็นชา ท่าทางแข็งกระด้างราวกำแพงหิน ตรงกลางวงนั้น มาร์กาเร็ตนั่งอยู่ เธอดูเล็กลงราวโลกทั้งใบกำลังกดทับมือกำชายกระโปรงแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว
ไคล์ในวัย10ปียืนอยู่นอกห้อง มองผ่านประตูที่แง้มไว้ เขาไม่เข้าใจบทสนทนา ไม่เข้าใจตัวเลขหรือถ้อยคำยาก ๆ ที่หลุดลอยออกมาเป็นระยะ แต่เขาเข้าใจน้ำเสียง และแรงกดดันที่อบอวลอยู่ในห้องนั้น เห็นความกลัวที่กำลังกัดกินแม่ของเขาผ่านแววตา ราวกับกรงที่มองไม่เห็นกำลังค่อย ๆ ปิดลง
จนกระทั่งมาร์กาเร็ตกรีดร้องออกมาด้วยเสียงแหลมคมราวกับบางสิ่งแตกหักลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ เธอร้องไห้พลางย้ำเพียงว่าไม่อาจหาเงินก้อนนั้นมาได้ ท่ามกลางความตึงเครียดทั้งหมด ชื่อหนึ่งถูกเอ่ยขึ้นราวกับคำตัดสินสุดท้าย
‘ตระกูลกรีนเวลล์’
ชื่อนั้นฝังลึกอยู่ในความทรงจำของไคล์แม้กระทั่งในยามหลับใหล
ไคล์สะดุ้งตื่น ลมหายใจหนักค่อยๆผ่อนลงช้าๆ
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านบางเข้ามาแทนที่ภาพฝันที่ยังติดค้างอยู่ในหัว เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอจากด้านนอก ดึงให้เขาลุกจากเตียง ก่อนจะเดินไปหยุดยืนที่หน้าต่าง
คนงานกำลังขะมักเขม้นอยู่กลางลานไร่ และไม่ไกลนัก แจ็ค ลูกน้องมือขวาของเขายืนคุมงานด้วยสีหน้าเรียบ
พื้นที่เบื้องหน้าดูราวกับอาณาจักรที่ดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง ไคล์ละสายตาจากหน้าต่าง หันกลับไปเตรียมตัวเช่นทุกเช้า ก่อนออกจากห้องและเดินลงตามเชิงเนินเพื่อตรวจงานเช่นเคย
แจ๊ค เดินเข้ามารายงาน
“วันนี้มีลูกค้าจากในเมืองเข้ามาสองคนครับ บอกว่ามาจากตระกูลใหญ่ ขอให้เอลล่าจัดเรือนรับรองไว้แล้ว”
ไคล์พยักหน้ารับ แต่สายตาแหลมคมยังคงนิ่งอยู่กับความคิด ราวกับกำลังประเมินบางอย่างในใจ
เอลล่าเป็นแม่บ้านอีกคนของไร่ คอยช่วยป้าโรสดูแลงานสารพัด ตั้งแต่เตรียมห้องพักรับรองแขก ไปจนถึงงานจุกจิกตามคำสั่งของป้าโรส ผู้ดูแลบ้านมานมนาน
หญิงสาวสองคนในกระโปรงทรงเอและรองเท้ารัดส้นเตี้ยยืนอยู่หน้าคอกม้า คนหนึ่งถือร่มผ้าสีอ่อน อีกคนสวมถุงมือหนังสีครีม สายตาของทั้งคู่จับจ้องม้าที่ก้าววนอยู่ด้านใน ราวกับกำลังเฝ้ามองสิ่งที่แปลกตาสำหรับพวกเธอ
เมื่อเห็นไคล์เดินเข้ามา ทั้งสองก็หันไปมองพร้อมกัน
ชายหนุ่มใบหน้าคมเข้ม เจ้าของไร่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไกลเกินกว่าตัวเขาเอง และไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าเข้าใกล้
หญิงสาวที่ถือร่มเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพ
“ดิฉันได้ยินว่าไร่นี้มีชื่อเสียงเรื่องการฝึกม้า เลยอยากขอคำแนะนำสำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ค่ะ”
อีกคนเสริมอย่างเรียบร้อย
“เราไม่ได้ตั้งใจฝึกจริงจังนัก เพียงอยากลองสัมผัสบรรยากาศ หากได้รับการดูแลจากผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง ก็คงเหมาะสมกว่า”
ไคล์ยังคงมองม้าราวกับคำถามนั้นยังไม่สำคัญพอให้เขาตอบ ก่อนหันไปทางคนงานที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“บิลลี่ เอาม้าตัวนั้นกลับคอกแล้วเช็กกีบก่อนให้อาหารเย็น”
“ครับ เจ้านาย”
หญิงสาวทั้งสองมองตามอย่างไม่พอใจนัก
ไคล์พูดขึ้นโดยยังไม่หันมา
“ที่นี่ไม่มีการฝึกเพื่อทดลอง”
หญิงสาวที่ถือร่มชะงัก แต่ยังรักษารอยยิ้มไว้
“หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดิฉันคิดว่าน่าจะตกลงกันได้ค่ะ”
คราวนี้ไคล์หันมาด้วยสายตาคมกริบ
“ผมไม่รับเงินเพื่อแลกกับการลดมาตรฐาน”
เขาหันไปสั่งบิลลี่ต่อทันที
“เสร็จแล้วไปช่วยโรงนา อย่าให้ช้า”
“ครับ”
ไคล์พยักหน้าไปทางม้าในคอก
“ม้าไม่สนว่าคุณมาจากตระกูลไหนและผมก็เหมือนกัน”
หญิงสาวอีกคนเม้มริมฝีปากแน่น
“ถ้าอย่างนั้น…ขอการฝึกที่ไม่เข้มงวดนักได้ไหมคะ”
“ผมไม่ปรับวิธีให้ใครเป็นกรณีพิเศษ” ไคล์ตอบเรียบ “ใครไม่พร้อม ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่”
เขาหันหลังเดินจากไปทิ้งให้หญิงสาวทั้งสองยืนนิ่งอย่างเสียหน้า สำหรับไคล์ ในไร่แห่งนี้ ทุกคนล้วนอยู่ภายใต้กฎของเขาเสมอ
“เรือนรับรอง…เตรียมเสร็จแล้วค่ะ” เอลล่าเดินออกมารายงาน น้ำเสียงเบากว่าปกติ ก่อนจะเหลือบเห็นแขกทั้งสองกำลังขึ้นรถ
โอเว่นคนงานในไร่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยิบตาส่งให้เธอราวกับเตือนว่าอย่าพูดอะไรให้มากความจากนั้นเขาหันไปมองรถโฟล์คสีครีมที่ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากลานไร่ ก่อนพึมพำเสียงเบา
“เจ้านายไม่เคยเปลี่ยนกฎให้ใคร… ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย”
ในขณะที่อีกซีกโลกหมุนไปอย่างเร่งรีบ แต่ที่นี่กลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทั้งที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันโอลิเวียร์เดินทอดน่องเลียบลำธาร ไปอย่างช้าๆด้วยหัวใจอิ่มเอม กระโปรงยาวปัดไล้ข้อเท้าแผ่วเบา พลางอมยิ้มขณะอ่านจดหมายจากซูซานที่เล่าถึงชีวิตในนิวยอร์กซึ่งกำลังไปได้สวย งานใหม่ และชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเริ่มคบหาความอบอุ่นและความงดงามจากถ้อยคำเหล่านั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ จนเธอเผลอลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองเดินลึกเข้ามาไกลเพียงใด แม้ลึกลงไปในใจจะรู้ดีว่า แท้จริงแล้วเธอยังอยู่ไม่ห่างจากบ้านพักนักก็ตามจนกระทั่งสายตาเหลือบเห็นใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่ใบร่มรื่นที่ราวเชิญเธอเข้าใกล้ ให้ทิ้งตัวเอนหลังอย่างผ่อนคลาย.. แต่ทว่าเมื่ออ่านจบ ปลายนิ้วลดกระดาษลง และเพียงในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนปรากฏอยู่ตรงหน้า กลางลำธารที่สายน้ำไหลเอื่อยสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนจา
เสียงคึกคักยามเช้าดังก้องไปทั่วตลาดนัดท้ายตำบล ทั้งเสียงพูดคุย ต่อรองราคา ไปจนถึงการจับกลุ่มซุบซิบนินทาของชาวบ้าน ซึ่งนับเป็นแหล่งข่าวชั้นดีของผู้คนในละแวกนั้นทันทีที่โอลิเวียร์ก้าวลงจากรถเบนซ์สีเขียวเข้ม เสียงจอแจในตลาดก็แผ่วลง ราวกับการปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมาเพ่งมอง การแต่งกายและท่าทางอันมาดมั่นนั้น แตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านในชนบทแถบนี้อย่างสิ้นเชิงเธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว พับแขนขึ้นถึงศอก สอดชายเสื้อเรียบร้อยในกางเกงเอวสูง คาดเข็มขัดหนังเรียบ ผิวพรรณสะอาดตาของเธอโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านเธอเดินตรงเข้าไปที่แผงขายผัก “สวัสดีค่ะ คุณป้าคะ” เธอพยายามเรียกความสนใจจากแม่ค้าที่กำลังก้มหน้าคัดผักอยู่หน้าแผง ทว่าอีกฝ่า
‘ไม่มีเวลามากพอให้คิดถึงเรื่องอื่น เธอรู้ดีว่าวันนี้ต้องเริ่ม’ความมั่นใจและความมุ่งมั่นของโอลิเวียร์ยังคงเต็มเปี่ยมแผนงานที่เคยเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสมุดโน้ตเปิดคาไว้ในมือ ปลายปากกาจรดจุดเริ่มต้นลงไป ทีละบรรทัด“เรือนรับรองด้านหลัง คือสิ่งแรกที่ต้องซ่อมแซมและปรับปรุง” นั่นคือแผนงานของวันนี้ทว่าในเวลานี้ ดวงอาทิตย์ตั้งตรง แดดร้อนระอุไม่ต่างจากอกของเธอที่กำลังรุ่มร้อน เมื่อชาวไร่แถบนี้ที่เธอว่าจ้างให้มารื้อถอนหญ้าเถาวัลย์และทำความสะอาดกลับหายเงียบ ทั้งที่เมื่อวานยังรับป
แสงไฟสีทองหม่นเหนือเคาน์เตอร์สาดลงบนบาร์ไม้เก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน กลิ่นเหล้าผสมควันบุหรี่บาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศแฮงค์ เจ้าของบาร์ในเสื้อกั๊กหนังสีเข้ม ยืนประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาวางแก้วลงตรงหน้าโอลิเวียร์ด้วยสีหน้าเรียบ “เธอคือลูกสาวตระกูลกรีนเวลล์สินะ”โอลิเวียร์ขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าข่าวการกลับมาของเธอแพร่ไปไวราวกับไฟลามทุ่ง“ใช่ค่ะ ฉันโอลิเวียร์ ”แฮงค์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังนับจังหวะบางอย่างในหัว“ฉันรู้จักกรีนเวลล์…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง“แต่เรื่องมันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว”
โอลิเวียร์หันไปตามเสียงเรียก…เซล์ย น็อกซ์ ยืนอยู่ตรงหน้า ใกล้กว่าที่เธอคาดไว้มาก จนเธอสะดุ้ง เผลอก้าวถอยไปครึ่งก้าว ก่อนจะรีบเก็บอาการแล้วเอ่ยทักตามมารยาท“สวัสดีค่ะ”ทว่า แม้จะยืนอยู่ตรงหน้าอีกคน ใจของเธอกลับยังคงวนเวียนอยู่ที่สนาม ความรู้สึกบางอย่างเร่งเร้าไม่หยุด จนเธอต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง…แต่ในวินาทีนั้น ไคล์กลับหายไปแล้ว เหลือเพียงฝุ่นดินที่ยังลอยคละคลุ้งและความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ“ขออภัยด้วยนะครับ หากการแข่งขันวันนี้ไม่ถูกใจคุณ โดยเฉพาะเมื่อถ้วยรางวัลไม่ได้อยู่ในมือคนที่เหมาะสม” เซล์ยพูดด้วยน้ำเสียงประดิษฐ์ ชวนอึดอัดโอลิเวียร์ครุ่นคิดสองสามวิ ก่อนจะตอบกลับอย่างเร
ไคล์กำแก้ววิสกี้แน่น ดวงตาคมทอดมองไปยังเชิงเนินอีกฝั่งอย่างไม่วางตา ชื่อ “กรีนเวลล์” ผุดขึ้นมาในความคิด ราวกับเงามืดที่คอยเกาะกินเขาไม่ยอมปล่อยแสงไฟจากเรือนไม้ส่องวูบไหว ควันจากปล่องไฟลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า คล้ายความแค้นที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอกของเขา ไม่เคยจางหายสำหรับไคล์ นี่ไม่ใช่แค่การซื้อที่ดินผืนนั้นคืน แต่มันคือการทวงคืน และทำให้กรีนเวลล์ต้องชดใช้อย่างสาสมในเวลาเดียวกัน ภายในบ้านหลังนั้นที่เขาจ้องมองอยู่ โอลิเวียร์นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ เธอเปิดแผนงานและโฉนดขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง“ทุกอย่างเรียบร้อยดี… ไม่มีอะไรต้องกังวล” เธอพึมพำแผ่วเบาพลางปลายนิ้วไล่ไปตามรายละเอียดบนกระดาษอย่างช้า ๆแผนนี้ถูกคิดมาอย่างรอบคอบ มันควรเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคงและค่อยเป็นค่อยไปในขอบเขตที่เธอควบคุมได้ไม่ใช่สิ่







