Masukบรรยากาศเช้าวันเสาร์ที่ ศิรินทรา สปา คึกคักและวุ่นวายกว่าวันไหน ๆ เสียงเพลงบรรเลงคลอเบา ๆ เคล้าไปกับกลิ่นอายอโรม่าของกานพลูและตะไคร้หอมที่อบอวลไปทั่วทั้งร้าน พนักงานนวดทุกคนต่างมือเป็นระวิงกับคิวนวดที่ถูกจับจองยาวเหยียดตั้งแต่นาทีแรกที่เปิดประตูร้าน ไม่เว้นแม้แต่ พลอยชมพู ที่ต้องรับศึกหนักนวดลูกค้าทั่วไปสลับไปมาจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ
ทว่า... ต่อให้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจากการออกแรงทำงานมาตลอดทั้งเช้า แต่ลึก ๆ ในใจของหญิงสาวกลับอยากให้ถึงเวลานัดนั้นเร็ว ๆ เธอยังจำสัมผัสจากสายตาคู่คมที่ดุดันแต่ทรงเสน่ห์คู่นั้นได้ติดตา ความรู้สึกประหลาดที่จู่โจมหัวใจตั้งแต่วันแรกที่สบตากับลูกค้าคนนั้น มันยังคงรบกวนจิตใจและตามหลอกหลอนเธอมาตลอดสามวัน พลอยชมพูรู้ดีว่าอาการใจสั่นหวั่นไหวอย่างรุนแรงแบบนี้คืออะไร...ความรู้สึกดีที่อธิบายไม่ได้ หรือหากจะยอมรับกับตัวเองตรง ๆ มันอาจจะถึงขั้นที่เรียกว่าแอบรักไปแล้วก็ได้ แต่ในวินาทีต่อมา ความเป็นจริงก็ตบหน้าเธอให้ตื่นจากฝัน "อย่าเพ้อเจ้อไปหน่อยเลยพลอย..." เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะจัดแจงระเบียบเสื้อผ้าพนักงานนวดให้เรียบร้อยที่สุด ความรักของเธอมันคงเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด เขาเป็นถึงนักธุรกิจพันล้านที่กุมบังเหียนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ มีชีวิตที่รายล้อมไปด้วยความหรูหราและผู้คนระดับสูง ส่วนเธอเป็นเพียงพนักงานนวดตัวเล็ก ๆ ที่หาเช้ากินค่ำ ความต่างของฐานะที่ห่างกันราวฟ้ากับเหวมันชัดเจนเสียจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ เขาจะมาสนใจหมอนวดอย่างเธอได้อย่างไร อย่างมากเขาก็คงแค่ถูกใจในฝีมือหรือความใส่ใจในการบริการของเธอเท่านั้นแหละ หน้าห้อง VIP 1 เวลาประมาณสิบห้านาฬิกา พลอยชมพูยืนสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา ในมือสองข้างถือกะละมังใส่น้ำอุ่น มีผิวมะกรูดฝานบาง ๆ ลอยวนอยู่ ส่งกลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ แต่กลิ่นหอมพวกนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองรบของเธอสงบลงได้เลย เธอพยายามบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่ามันก็แค่การนวดให้ลูกค้าปกติตามหน้าที่เหมือนที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน พลอยชมพูวางกะละมังลงบนโต๊ะเล็กหน้าห้อง ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูไม้สลักลายหนาทึบสามครั้งเป็นเชิงขออนุญาต ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... "ขออนุญาตเข้าไปนะคะคุณลูกค้า" เธอส่งเสียงบอกเบา ๆ พยายามปรับโทนเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ก่อนจยกกะละมังน้ำอุ่นขึ้นมาประคองไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง แล้วใช้แผ่นหลังค่อย ๆ ดันประตูให้เปิดออก ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง กลิ่นอโรม่าลาเวนเดอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านกลับถูกเจือจางด้วยกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้เย็น ๆ อันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของชายหนุ่มที่เธอจำได้ขึ้นใจตั้งแต่วันแรกที่เขามาใช้บริการ ปรินทร์ นั่งพิงพนักเก้าอี้นวมตัวใหญ่ในท่าทางกึ่งนั่งกึ่งนอนที่ดูผ่อนคลายแต่ก็ยังแฝงไปด้วยอำนาจ สายตาคมกริบละจากหน้าจอไอแพดในมือแล้วเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าหวานของหญิงสาวทันที เขาไม่ได้พูดอะไร แต่อาการนิ่งเงียบและนัยน์ตาที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตานั้น กลับทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนทำอะไรไม่ถูก พลอยชมพูรีบหลบสายตา เธอเดินตรงเข้าไปและนั่งลงบนพรมเบื้องหน้าเท้าของชายหนุ่ม วางกะละมังน้ำอุ่นลงอย่างเบามือที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง "ขออนุญาต ล้างเท้าให้นะคะ" มือบางเอื้อมไปสัมผัสที่ข้อเท้าหนาของลูกค้าหนุ่มอย่างระมัดระวัง เพียงแค่ผิวเนื้อของเขาสัมผัสถูกปลายนิ้ว กระแสความร้อนบางอย่างก็แล่นปราดเข้าสู่หัวใจเธอทันที จนเธอต้องลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพื่อสะกดกลั้นอาการสั่นสะท้านที่ลามไปทั้งตัว พลอยชมพูใช้ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดซับหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามข้อเท้าและง่ามนิ้วเท้าของชายหนุ่มอย่างเบามือ เมื่อทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย เธอจึงเริ่มละเลงครีมนวดลงบนฝ่าเท้าหนา พร้อมกับแรงกดนวดที่สม่ำเสมอพยายามเน้นตามจุดสะท้อนเพื่อความผ่อนคลาย ภายในห้องเงียบสนิท มีเพียงปรินทร์นั่งเอนหลังหลับตาพริ้มอยู่นานครู่หนึ่ง ทว่าสายตาคมกริบกลับค่อย ๆ ลืมขึ้นแล้วก้มลงมองร่างบางที่ยังคงตั้งอกตั้งใจนวด "คุณชื่ออะไรเหรอ" เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้พลอยชมพูสะดุ้งน้อย ๆ มือที่กำลังนวดอยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตามมารยาท "พลอยชมพูค่ะ... หรือจะเรียกว่าพลอยก็ได้ค่ะคุณปรินทร์" "เรียกผมว่า น่านก็พอแล้ว" คำพูดนั้นทำให้พลอยชมพูชะงักไปอีกรอบ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ การที่ลูกค้าในระดับเขาอนุญาตให้เธอเรียกชื่อเล่นด้วยความเป็นกันเองแบบนี้ มันทำให้ระยะห่างที่เธอพยายามขีดเส้นไว้ดูจะพังทลายลงง่าย ๆ "คะ...คุณน่าน" เธอรับคำเสียงแผ่ว พลางรีบก้มหน้ากลับลงไปตั้งใจนวดเฟ้นที่ฝ่าเท้าหนาเพื่อซ่อนแก้มที่เริ่มซับสีระเรื่อ "แล้วคุณพลอยมาทำงานที่นี่นานหรือยังครับ" น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูเรียบนิ่งทว่ากลับนุ่มนวลขึ้นกว่าตอนแรก ราวกับเขากำลังชวนคุยเพื่อทำความรู้จักมากกว่าจะถามตามมารยาท พลอยชมพูค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ "ประมาณสามปีกว่า ๆ แล้วค่ะ พลอยเรียนจบมาก็มาเริ่มงานที่นี่เป็นที่แรกเลย" "แล้วคุณเรียนจบด้านไหนมาครับ ถึงเลือกมาทำงานนวดสปาแบบนี้" "พลอยจบด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจมาค่ะคุณน่าน..." เธอเว้นจังหวะไปนิด แล้วหลุดขำออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของชายหนุ่ม "ฟังดูไม่เข้ากันเลยใช่ไหมคะ จบคอมฯ มาแต่ดันมาเป็นพนักงานนวดสปา" "น่าสนใจดีออกครับ" ปรินทร์เอ่ยเสียงเรียบพลางจ้องมองใบหน้าหวานนิ่ง แววตาของเขาไม่มีกระแสล้อเลียนแม้แต่น้อย แต่มันกลับดูจริงจังจนพลอยชมพูเป็นฝ่ายชะงักไปเสียเอง เธอกะพริบตาปริบ ๆ รู้สึกหน้าร้อนวูบที่จู่ ๆ เขาก็ชมออกมาตรง ๆ แบบนั้น ก่อนจะรีบก้มหน้าลงนวดเฟ้นต่อเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน "คือจริง ๆ แล้วแม่เป็นคนสอนพลอยมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยค่ะ" หญิงสาวเริ่มเล่าต่อ เสียงหวานใสดูผ่อนคลายขึ้นเมื่อพูดถึงที่มา "ท่านเป็นหมอนวดแผนโบราณน่ะค่ะ พลอยก็เลยซึมซับมาเรื่อย ๆ พอมีโอกาสได้มาลองทำจริงจังก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี" เธอเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะสารภาพเหตุผลสำคัญออกมาตามตรง "อีกอย่าง ทำงานที่นี่รายได้ค่อนข้างดีเลยค่ะ ได้ทิปจากลูกค้าใจดีด้วย แล้วที่สำคัญที่สุดคือมันใกล้บ้านพลอยมฝ เดินทางสะดวก ไม่ต้องเสียค่ารถเยอะ จะได้มีเงินเก็บไว้ดูแลครอบครัวกับส่งน้องเรียนด้วย" คำพูดซื่อ ๆ ที่แฝงไปด้วยความกตัญญูและสู้ชีวิตของเธอ ทำให้ปรินทร์ที่นั่งฟังอยู่นิ่ง ๆ ถึงกับรู้สึกอุ่นซ่านไปถึงหัวใจอย่างประหลาด เขาคลุกคลีอยู่กับโลกธุรกิจที่มีแต่การชิงดีชิงเด่นมานาน พอมาเจอความจริงใจและรอยยิ้มที่ตั้งใจทำเพื่อครอบครัวแบบนี้ มันกลับทำให้เขารู้สึกเลื่อมใสในตัวผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น สายตาที่เคยดุดันและแข็งกร้าวของนักธุรกิจหมื่นล้าน อ่อนแสงลงจนกลายเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและชื่นชมโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว เขามองดูปลายนิ้วเรียวที่ยังคงนวดเฟ้นให้เขาอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะตัดสินใจถามคำถามที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที "แล้ว...คุณมีแฟนหรือยังครับ" มือบางที่กำลังกดนวดอยู่บนฝ่าเท้าหนาชะงักกึกไปในทันที พลอยชมพูรู้สึกเหมือนลมหายใจขาดช่วงไปดื้อ ๆ หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วกลับยิ่งรัวกระหน่ำจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ "คะ...คุณน่าน ถามทำไมเหรอคะ" เธอถามกลับเสียงแผ่ว พลางรีบหลบสายตาไปทางอื่นเพราะทนความร้อนแรงของสายตาเขาไม่ไหว 'ใจเย็นสิพลอย... อย่าเพิ่งคิดเข้าข้างตัวเอง' พลอยชมพูรีบเตือนสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงของตัวเองในใจ เธอพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นผิดปกติ อันที่จริง คำถามทำนองนี้เธอได้ยินจากลูกค้าผู้ชายมานักต่อนักแล้ว บางคนก็ถามเล่น ๆ บางคนก็ถามเพื่อหวังจะสานสัมพันธ์ต่อแบบไม่จริงจัง ซึ่งเธอก็รู้วิธีรับมือและตอบเลี่ยงมาได้ตลอด แต่ทำไม... พอคำถามนี้หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มตรงหน้ามันกลับทำให้เธอตั้งตัวไม่ติด และใจสั่นได้ถึงขนาดนี้ "ก็แค่ถามดู..." ปรินทร์เปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูนุ่มนวลกว่าปกติ "เห็นคุณทั้งขยันแล้วก็อดทนขนาดนี้ ผมเลยคิดว่าถ้าคุณมีแฟน ผู้ชายคนนั้นคงเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ เลยล่ะครับ" คำชมที่มาพร้อมกับสายตาจริงจังทำเอาพลอยชมพูหน้าร้อนวูบไปถึงใบหู เธอรีบก้มหน้าลงพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมาจดจ่ออยู่กับการนวดเฟ้นที่ฝ่าเท้าของเขา "ขอบคุณที่ชมนะคะคุณน่าน แต่พลอยยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ" เธอตอบเสียงแผ่วพลางออกแรงกดนวดอย่างสม่ำเสมอเพื่อซ่อนอาการสั่นของมือ "วัน ๆ พลอยก็อยู่แต่ที่ร้านกับที่บ้าน งานยุ่งจนไม่มีเวลาคิดเรื่องแบบนั้นเลยค่ะ อีกอย่าง พลอยยังมีน้องสาวที่ยังเรียนอยู่" เธอพยายามทำเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ราวกับเป็นคำตอบมาตรฐานที่เธอใช้ตอบลูกค้าทุกคน เพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่าง 'พนักงาน' กับ 'ลูกค้า' ให้ชัดเจน แม้ว่าในใจจะแอบสั่นไหวกับประโยคที่ว่า 'ผู้ชายที่โชคดี' ของเขาจนแทบคลั่งก็ตาม ปรินทร์นิ่งฟังพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจับน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะพยายามสร้างกำแพงของเธอได้ แต่มุมปากกลับกระตุกยิ้มจาง ๆ อย่างที่คนมองไม่ทันสังเกต "งั้นเหรอครับ..." เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังแทบหยุดหายใจ "งั้นผมก็เริ่มอยากจะเป็นผู้ชายที่โชคดีคนนั้นขึ้นมาตะหงิด ๆ แล้วสิ" คำพูดที่แสนจะตรงไปตรงมานั้นทำเอาพลอยชมพูชะงักกึกไปทั้งตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างลืมตัว "คุณน่าน!" เธอเรียกชื่อเขาเสียงแผ่วพร่า ใบหน้าหวานร้อนผ่าวราวกับจะไหม้ พลอยชมพูไม่คิดไม่ฝันว่าคนระดับเขาจะพูดจาเชิงหยอกล้อหรือจริงจัง แบบนี้กับพนักงานนวดตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ "ทำไมทำหน้าตกใจขนาดนั้นล่ะครับ" ปรินทร์ถามพลางเลิกคิ้วมองอาการเลิ่กลั่กของคนตรงหน้าอย่างนึกเอ็นดู "หรือว่า ผมไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นผู้ชายโชคดีคนนั้น" "ปะ...เปล่าค่ะ ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ" เธอรีบปฏิเสธพัลวันพลางหลบสายตาคมกริบที่จ้องจะหลอมละลายเธอให้ได้ "คือ... คุณน่านเป็นแขกคนสำคัญของร้าน ส่วนพลอยเป็นแค่หมอนวดนะคะ พลอยไม่กล้าคิดอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ" ปรินทร์นิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวของหญิงสาว สายตาที่เคยดูเจ้าเล่ห์เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ เขาจ้องมองกระหม่อมบางของคนตรงหน้าที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาอีกเลย "นั่นสินะ..." เขาเปรยขึ้นเรียบ ๆ น้ำเสียงกลับมาดูสุขุมนุ่มนวลเหมือนเดิม "ผมคงลืมไปว่าตอนนี้คุณกำลังทำงานอยู่ ขอโทษทีที่ทำให้ลำบากใจ" "ไม่เป็นไรค่ะคุณน่าน" พลอยชมพูตอบเสียงแผ่ว พยายามควบคุมมือที่ยังสั่นน้อย ๆ ให้กลับมานวดเฟ้นตามจังหวะเดิม ความรู้สึกวูบไหวเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ในอก ปรินทร์จ้องมองเสี้ยวหน้าหวานที่ก้มต่ำอย่างตั้งอกตั้งใจนวดเท้าให้เขาอยู่นานครู่หนึ่ง "ต่อไปนี้...ผมคงต้องมาที่นี่บ่อย ๆ แล้วล่ะ" เสียงทุ้มเปรยขึ้นเรียบ ๆ "เพราะผมติดใจฝีมือของคุณแล้วสิ..." ปรินทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเธอราวกับจะย้ำคำพูดนั้นให้ประทับลงในใจคนฟัง "ผมขอจองคิวคุณไว้ล่วงหน้าเลยแล้วกัน" "ขอบคุณที่คุณน่านชอบนะคะ ดิฉันจะตั้งใจทำให้สุดความสามารถ เพื่อให้คุณน่านผ่อนคลายที่สุดเวลามาที่นี่ค่ะ" คำพูดที่ดูเป็นงานเป็นการของพลอยชมพูเหมือนเป็นการขีดเส้นแบ่งสถานะให้ชัดเจน ทว่าแววตาที่สั่นระริกคู่นั้นกลับทรยศความรู้สึกที่อยู่ลึกข้างในอย่างปิดไม่มิด ‘ตั้งสติสิพลอย... เขาคือลูกค้านะ เขาอาจจะไม่คิดแบบนั้นกับเราก็ได้’ เธอพยายามพร่ำบอกตัวเองในใจเพื่อสะกดกั้นความหวั่นไหวที่เริ่มก่อตัวขึ้น พลอยชมพูสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บังคับปลายนิ้วที่สั่นเทาให้กดนวดไปตามจุดบนฝ่าเท้าหนาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอยังคงรักษารอยยิ้มจาง ๆ ตามมารยาทของพนักงานที่ดีเอาไว้ แม้ว่าในหัวจะเริ่มจินตนาการไปไกลแสนไกลก็ตามพลอยชมพูมองชายหนุ่มที่ยอมลดทิฐิลงมาคุกเข่าอ้อนวอนเธอตรงหน้า หัวใจที่เคยปิดตายและเต็มไปด้วยรอยแผลเริ่มสั่นคลอนด้วยความอบอุ่นที่ค่อย ๆ ซึมลึกเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด เธอมองเห็นเงาของผู้ชายคนเดิมที่เธอเคยหลงรักอยู่ในดวงตาคู่นั้น คนที่พร้อมจะปกป้องและอยู่เคียงข้างเธอจริง ๆ"คุณน่าน..." เสียงหวานครางแผ่ว หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไหลอาบแก้มเนียนจนชุ่มโชก ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างเป็นกำแพงสูงชันทลายลงไม่มีชิ้นดี เมื่อได้เห็นผู้ชายที่แสนทระนงคนนี้ยอมลดตัวลงมาคุกเข่าอ้อนวอนเธออย่างไม่เหลือคราบชายหนุ่มผู้เอาแต่ใจ"ลุกขึ้นเถอะค่ะ..."พลอยชมพูเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือ มือบางทั้งสองข้างเอื้อมไปประคองไหล่แกร่งให้ลุกขึ้น ปรินทร์ยอมลุกขึ้นตามแรงประคองของเธอ ทว่าเขากลับรวบมือเล็กทั้งสองข้างนั้นมาเกาะกุมไว้ที่อกซ้ายของตน เพื่อให้เธอสัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงไม่แพ้กัน"แปลว่า...คุณยอมยกโทษให้ผมแล้วใช่ไหมพลอย" เขาถามย้ำด้วยแววตาที่มีประกายความหวังจุดประกายขึ้นมาหญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ผ่านม่านน้ำตา "พล
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังเล็กปลุกให้ มุกดาที่กำลังนั่งเอนกายอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องเงยหน้าขึ้นมอง เธอชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยในชุดลำลองก้าวเข้ามาภายในบ้าน พร้อมกับถุงผลไม้หลากชนิด"พี่น่าน! สวัสดีค่ะ ไม่เจอกันนานเลย สบายดีมั้ยคะ" มุกดาร้องทักด้วยน้ำเสียงสดใสพลางขยับตัวลุกขึ้นต้อนรับ"สวัสดีมุก..." ปรินทร์คลี่ยิ้มบางที่อ่อนโยนกว่าทุกครั้ง "พี่เอาผลไม้มาฝากน่ะ แล้วอาการเราเป็นยังไงบ้างหายดีหรือยัง""ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ" มุกดาตอบพลางรับถุงผลไม้มาวางไว้บนโต๊ะ เธอแอบสังเกตเห็นว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่เธอเลย แต่มันกลับกวาดมองไปรอบ ๆ บริเวณบ้านอย่างใช้ความคิด คล้ายจะมองหาเงาของใครบางคน ท่าทางชะเง้อชะแง้ที่ดูไม่เป็นตัวของตัวเองนั้นทำให้มุกดาหลุดยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน"หาพี่พลอยอยู่เหรอคะ"ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยที่โดนอ่านใจออก ก่อนจะยอมรับออกมาตรง ๆ"อืม... พี่สาวเราอยู่ไหนเหรอ"มุกดาลอบยิ้มอย่างมีเลศนัย เธอพอจะเดาออกว่าพายุในใจของชายหนุ่มตรงหน้าคงจะสงบลงแล้ว และที่เหลืออยู่ก็คือความโหยหาที
เมื่อเสียงรถของปฏิพัทธ์เคลื่อนตัวออกไป ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าจู่โจมห้องรับแขกทันที พลอยชมพูไม่ได้หันไปมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาแม้แต่น้อย เธอกำลังจะก้าวเดินหนีขึ้นไปข้างบน แต่เสียงทุ้มของคนข้างหลังก็รั้งเธอไว้เสียก่อน"พลอยอย่าเพิ่งขึ้นไป ผมซื้อกับข้าวมาด้วย มากินข้าวก่อน" ปรินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าตอนที่คุยกับน้องชาย แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความเผด็จการที่หยั่งรากลึกพลอยชมพูชะงักฝีเท้าอยู่ตรงบันไดขั้นแรก เธอไม่ได้หันกลับมามอง แต่ไหล่บางที่ลู่ลงเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายใจอย่างชัดเจน"พลอยไม่หิวค่ะ" เธอตอบกลับเสียงเรียบ โดยไม่เสียเวลาคิด"ไม่หิวก็ต้องกิน ไอ้เหนือมันก็บอกอยู่ว่าคุณดูผอมลงไปมาก" ปรินทร์ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วก้าวเดินตรงมาหาเธอ ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่เบื้องหลังในระยะที่เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน "ถ้าคุณไม่ดูแลตัวเอง แล้วจะเอาแรงที่ไหนมาดูแลมุกดา...หรือต้องรอให้ไอ้เหนือมันมาสั่งคุณถึงจะยอมกิน"พลอยชมพูเม้มปากแน่นก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม แววตาของเธอวาวระยับด้วยความขุ่นเคือง "คุณน่านเลิกเอาคนอื่นมาอ้างเ
สามวันต่อมา...ปรินทร์ขับรถเข้ามาจอดในที่จอดรถของคอนโดของเขา เขาดับเครื่องยนต์แล้วหันไปมองหญิงสาวที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง พลอยชมพูในวันนี้ดูซูบเซียวและเปราะบางเหลือเกิน ร่องรอยของความโศกเศร้าที่ยังฝังลึกอยู่ในดวงตาทำให้เขาใจหายเขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหมายจะคว้ามือบางมากุมไว้ แต่พลอยชมพูกลับชักมือหนีอย่างนิ่งเฉย แววตาของเธอว่างเปล่าจนน่าใจหาย"พลอยจะกลับบ้านค่ะ..." เธอเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ นิ่งสนิทไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ "กรุณาไปส่งพลอยที่บ้านด้วย"เธอไม่แม้แต่จะหันมาสบตาเขา เป็นความเฉยชาที่กรีดหัวใจปรินทร์ยิ่งกว่าการถูกต่อว่าหรือทุบตีเสียอีก"ที่บ้านคุณไม่มีใคร" ปรินทร์พยายามใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ "มุกดาก็ยังอยู่โรงพยาบาล พักที่คอนโดของผมนี่ล่ะ""พลอยอยู่คนเดียวได้ค่ะ ที่ผ่านมาพลอยก็อยู่ของพลอยมาได้...คุณน่านส่งพลอยลงที่สถานีรถไฟฟ้าข้างหน้าก็ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่สะดวกไปส่งที่บ้าน""ตอนนี้ผมไม่สะดวกไปส่งคุณที่ไหนทั้งนั้น" ปรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ "จะลงเดินเอง...หรือจะให้ผมอุ้มขึ้นห้อง""คุณ..." "งั้นเลือกอย่างหลัง" ปรินทร์เอ่ยเสียงเรียบ เขาไม่รอ
คฤหาสน์ตระกูล ภานุวัฒน์ปรินทร์ก้าวเข้ามาในบ้านด้วยสภาพที่หนวดเคราเริ่มขึ้นเขียวครึ้ม ดวงตาที่เคยเฉียบคมบัดนี้โรยแรงจากการอดนอนติดต่อกันหลายวัน สิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้คือการอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับไปหาพลอยชมพูที่โรงพยาบาลแต่ทว่า ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงเขาก็เจอมารดาที่นั่งรออยู่บนโซฟา ท่านลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าของท่านเต็มไปด้วยความไม่พอใจและกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด"ตาน่าน! นี่แกหายไปไหนมา!" เสียงทรงอำนาจของคุณหญิงมณฑาตวาดถามขึ้น "แม่โทรหาแกเป็นร้อยสาย แกก็ไม่รับโทรศัพท์แม่ รู้ไหมว่าคนเขาเป็นห่วงกันแค่ไหน"ปรินทร์ชะงักเท้า เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย "ผมขอโทษครับพอดีผมยุ่ง ๆ""ยุ่งบ้าอะไรของแก!" คุณหญิงมณฑาสวนกลับทันควัน "คนที่บริษัทบอกว่าแกไม่เข้าออฟฟิศมา สามถึงสี่วันแล้วนะตาน่าน งานการไม่ทำ มือถือก็ติดต่อไม่ได้ แกหายหัวไปไหนมา! รู้ไหมว่ามันเสียการเสียงานขนาดไหน"ปรินทร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทำให้เขาไม่อยากอธิบายอะไรยาว ๆ ในตอนนี้ แต่สายตาคาดคั้นของผู้เป็นแม่ทำให้เขาจำต้องพูดออกมา"ผมไปเฝ้าพลอยที่โรงพยาบาลมาครับ" เขากล่าวเสียงเ
ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ปรินทร์เดินวนไปวนมาอย่างคนเสียสติ สองมือหนาบีบเข้าหากัน สายตาจับจ้องไปที่บานประตูสลับกับมองเลือดที่เปื้อนอยู่บนมือตัวเอง น้ำตาของลูกผู้ชายที่แทบไม่เคยไหลให้ใครเห็น บัดนี้อาบแก้มจนดูไม่จืด"พี่น่าน! พี่มาทำอะไรที่นี่"เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้น ปฏิพัทธ์เดินตรงเข้ามา วันนี้เป็นเวรห้องฉุกเฉินของเขา และเขาเพิ่งได้รับรายงานด่วนว่ามีเคสอุบัติเหตุรถชนอาการสาหัสกำลังรอการผ่าตัด แต่กลับต้องมาชะงักเมื่อเห็นพี่ชายตัวเองยืนอยู่หน้าห้องในสภาพที่ดูแทบไม่ได้ปรินทร์เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้แตกสลายไม่มีชิ้นดี เขาถลาเข้าไปคว้าแขนน้องชายไว้แน่นเหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้าย"เหนือ... เหนือช่วยพลอยด้วย ช่วยพลอยชมพูที!" ปรินทร์ละล่ำละลักบอก เสียงสั่นเครือจนคนฟังสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวมหาศาล"ข้างในคือคุณพลอยชมพูเหรอ!"ปฏิพัทธ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด หัวใจของเขาชาวาบไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเคสฉุกเฉินที่ได้รับรายงานจะเป็นผู้หญิงที่เขาเฝ้าดูแลมาตลอด เขาหันไปมองบานประตูห้องฉุกเฉินด้วยแววตาที่วูบไหว ก่อนจะกลับมาเคร่งขรึมตามสัญชาตญาณหมอ"พี่ตั้งสติไว้ แล้วรออยู่ข้างนอกนะ"ปฏิพัทธ์ทิ้
เมื่อบทลงโทษที่แสนป่าเถื่อนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนที่เผาไหม้จนแทบมอดไหม้ ร่างกายที่เคยแข็งขืนก็เริ่มอ่อนระทวย พลอยชมพูรู้สึกเข่าอ่อนจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ หากไม่ได้แผ่นอกแกร่งและวงแขนของเขาที่บดเบียดเอาไว้ เธอคงทรุดลงไปกองกับพื้นตั้งแต่นาทีแรก ปรินทร์ค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างช้า ๆ ทิ้งไว้เพ
พลอยชมพูหยุดชะงัก ความอัปยศที่ถูกตอกย้ำซ้ำ ๆ เธอเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของคนตรงหน้าอย่างไร้ซึ่งความกลัว แววตาที่เคยอ่อนไหวบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่เอ่อคลอ"ใช่ค่ะ! ฉันอาจจะไม่มีศักดิ์ศรีเหลือพอในสายตาคุณ" เธอเค้นเสียงตอบออกไปอย่างยากลำบาก "แต่ฉันจะหาเงินด้วยวิธีไหน ม
ภายใต้แสงไฟสลัวที่ถูกหรี่ลงจนเกือบมืดสนิท พลอยชมพูที่ทนต่อความเหนื่อยล้าสะสมมาทั้งวันไม่ไหว เปลือกตาคู่สวยค่อย ๆ ปิดลงพร้อมกับลมหายใจที่เข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่างบางนอนขดตัวอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ฝั่งหนึ่ง เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้...ในห้วงนิทราอันแสนหวาน พลอยชมพูเริ่มรู้สึกถึงแรงยุบตัวของฟูก
คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดในอาคารที่จอดรถของคอนโด พลอยชมพูลงจากรถพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอก้าวเข้ามาในสถานที่ที่ดูหรูหราจนกว่าจะจินตนาการถึงปรินทร์พาเธอขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นที่เขาพัก ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก พลอยชมพูก็ถึงกับอึ้งไปกับความก







