Masuk“เกลียดมึงชิบ”
“อย่าบ่น หยิบหมวกให้หน่อย ใส่ให้ด้วย” ก็นึกว่าให้มานั่งดูสวยๆ นี่ไม่ต่างจากคนใช้เลย ใช้หยิบนั่นหยิบนี่จนเหนื่อย
“เหนื่อย”
“กับกูมึงบ่นเหนื่อย ทีคนอื่น” ทำเป็นพูดลอยๆ ไม่กล้าสบตา
“ใคร ใคร ไหนใคร”
“กูจะแข่งแล้ว เดี๋ยวออสตินก็มา”
“เออ” ฉันกระแทกเสียงใส่ ทำได้แค่นี้แหละเพราะสัวมันใกล้หูหนวกแล้ว
ฉันยืนรอออสติน สักพักก็ได้มานั่งข้างสนาม อากาศไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่เพราะตะวันตกดินแล้ว
“น้ำมั้ย ขนมก็มี” ออสตินยื่นน้ำเปล่าให้
“อือ ก็ดี แค่น้ำพอขนมไม่เอา คนอื่นล่ะ”
“เดี๋ยวตามมา” ฉันพยักหน้าแล้วยื่นมือไปรับขวดน้ำ
รถของเจ้าสัวอยู่ที่จุดออกสตาร์ทแล้วเรียบร้อย ผู้ชายกับความเร็วเป็นของคู่กันจริงๆ
“เห็นคันสีดำข้างๆ นั่นไหม”
“อืม ทำไมเหรอ” ออสตินชี้ให้ฉันดูรถคันสีดำที่จอดข้างๆ กับคันของเจ้าสัว
“ไอ้นั่นมันท้าไอ้สัว” อ่อ แบบนี้นี่เอง
“ท้าเพื่อ? หาเรื่องกันอีกแล้วถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง”
“ไปด่าไอ้สัวนู่น นี่ไม่เกี่ยว” หาเรื่องกันอีกแล้ว คิดไว้แล้วเชียวว่าต้องมีอะไรแน่ๆ
“เออ ด่าแน่” ลึกๆ แล้วฉันเป็นห่วงไม่น้อย คนอย่างเจ้าสัวไม่ชอบถูกท้าทายแล้วก็จะไม่ยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่นอน
ฉันกลัวจังเลย กลัวไอ้คนท้าจะเล่นสกปรก ถึงว่าสนามแข่งนี้จะมีระบบป้องกันความปลอดภัยสูงก็ตาม อุบัติเหตุมันปุ๊บปั๊บจะตาย
“เป็นห่วงมันเหรอ อย่าห่วงเลยไอ้สัวดวงแข็งจะตาย”
“ซีเรียสอยู่” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เพราะซีเรียสจริงจัง
“สัวดีใจตายห่า”
“แข่งจบจะด่าให้หูดับเลย”
“ดุว่ะ”
เสียงสัญญาณดังขึ้น รถออกจากจุดสตาร์ทแล้ว ยังมองไม่ออกว่าใครเป็นคนนำ ฉันเงยหน้ามองจอยักษ์ที่จับภาพรถของเจ้าสัวและผู้ท้าชิงอย่างใจจดจ่อ สองคนนี้รีบตีคู่กันขึ้นมาอย่างสูสี
“มันกำลังจะเบียดไอ้สัว” ออสตินลุกขึ้นยืนเริ่มนั่งไม่ติด เห็นแบบนี้ฉันก็ยิ่งใจไม่ดี ถึงเจ้าสัวจะขับรถเก่งแข่งมาหลายครั้งก็วางใจไม่ได้
“แซงแล้ว” ฉันนั่งไม่ติดเหมือนกัน ดีที่โซนเราเป็นโซนวี หากเป็นโซนอื่นคงโดนขวดขว้างหัวแตกไปแล้ว
“ไอ้เหี้ยนี่เล่นตุกติกแน่นอน”
“ยังไง” ฉันร้อนใจมากอยากให้ครบรอบเร็วๆ ออสตินพูดแบบนี้ก็แสดงว่า
“ไอ้เหี้ย กูว่าแล้ว”
ฉันช็อก ยืนนิ่งแล้วค่อยๆ ยกมือขึ้นมาปิดปาก รถของเจ้าสัวถูกเบียดลงข้างทางชนป้ายสปอนเซอร์จนเกิดเป็นเปลวไฟลุกท่วมคัน “เกี๊ยว! อยู่ตรงนี้ ไอ้เจดูเกี๊ยวด้วยกูจะไปดูไอ้สัว”
ฉันหันไปมองเจแล้วโผเข้ากอดมันทันที
“ใจเย็นๆ สัวไม่เป็นอะไรหรอก”
ฉันพยักหน้าแล้วหันไปมองหน่วยกู้ภัยที่เข้าไปช่วยเจ้าสัว ไม่นานเจก็ชวนฉันออกจากตรงนี้ไปโรงพยาบาลเพื่อไปดูอาการเจ้าสัวทันที
โรงพยาบาล
พอมาถึงเจ้าสัวก็ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินไม่ถึงกับไอซียูนั่นทำให้ฉันเบาใจมากๆ
“ไอ้เหี้ยนั่นแม่งต้องเจอ” ออสตินยังไม่หายหัวร้อน ส่วนฉันไม่ได้สนใจเรื่องนั้น สนแต่คนที่อยู่ในห้องฉุกเฉินว่าเจ็บมากแค่ไหน
“ป๊าไอ้สัวคงไม่ปล่อยไว้ มึงก็รู้ว่าป๊าไม่ชอบพวกตุกติก”
“เออ แต่กูอย่างซัดหน้ามัน”
“หยุดเก่งก่อนได้มั้ย เพื่อนจะตายอยู่ละยังไม่หยุด” ฉันปรามเจและออสติน ตั้งแต่มาถึงยังไม่หยุดพูดสักที
“ไอ้สัวไม่เป็นไรมากหรอก”
“ก็ดี มันจะได้โดนด่าแบบยังมีสติ”
ฉันโทรไปบอกม๊าเจ้าสัวเรียบร้อย ท่านตกใจมากรีบร้อนจะกลับไทยให้ได้ ฉันก็เลยรับปากอาสาเฝ้าเจ้าสัวให้จนกว่าทั้งสองท่านจะกลับมา มันจะรู้สึกอะไรบ้างมั้ยทำให้ทุกคนเป็นห่วง
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะม๊า เกี๊ยวดูแลให้เองค่ะ ม๊ากับป๊าจัดการธุระให้เสร็จเรียบร้อยก่อนค่อยกลับก็ได้ค่ะ ทางนี้เกี๊ยวจัดการเอง”
“เกี๊ยวรับปากแบบนี้ม๊าก็เบาใจลูก นอกจากป๊าก็มีเกี๊ยวนี่แหละที่สัวยอมฟัง”
“ชีวิตขับเคลื่อนด้วยพลังด่าตลอดค่ะ” ม๊าหลุดขำแล้วขอตัววางสายก่อน ส่วนฉันพอคุยกับม๊าเสร็จก็กลับเข้ามาในห้องพักของคนไข้
“ม๊าว่าไงบ้าง”
“เขาจะตัดมึงออกจากกองมรดก แล้วก็รับกูเป็นลูกแทน”
“จริงปะ งั้นมึงก็เลี้ยงกูด้วย”
“สลดมั่งปะ ทำทุกคนวุ่นวายไปหมด” ฉันโกรธและโมโหมันมาก ตัวเองนอนเตียงสบายใจแต่คนอื่นวิ่งกันให้วุ่น ออสตินจัดการเรื่องในโรงพยาบาลเสร็จก็รีบกลับไปสนามแข่งอีก เจ เพทายด้วย ส่วนฉันยังใส่ชุดนักศึกษาตัวเหม็นหึ่งเพราะยังไม่ได้อาบน้ำมัวแต่คอยเฝ้าคุณชายหล่อเท่คนนี้ไม่ห่าง
“เป็นห่วงก็พูดมาสิ”
“กูแค่เป็นห่วงม๊ากับป๊าเท่านั้นที่มีลูกชายหัวดอแบบมึง”
“โอ้โหเกี๊ยว เดี๋ยวนี้มึงว่ากูขนาดนี้เลยเหรอ”
“ทำไม มึงจะทำไม ลุกมาเตะกูเลยมั้ยล่ะ เอาดิ” ฉันท้าทาย มันน่าด่าให้แรงกว่านี้ร้อยเท่า
“มึงอย่าท้ากูนะ”
“ลองลุกมาดิ” มันชอบให้ใครท้าทายที่ไหน “ถ้ามึงลุก กูกลับ โทรบอกให้ไอ้พวกนั้นมาเฝ้าแทนกูเลย”
“กลัวกูอะดิ” ”
“สภาพมึงตอนนี้น่ากลัวตรงไหนวะ” ดีที่ไม่ถูกไฟคลอกตายคารถ ทีมรักษาความปลอดภัยทำงานเร็วมาก ถ้าไม่เร็วฉันก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าเจ้าสัวจะมีสภาพยังไง
“เป็นอะไร ดึงดราม่าอะไรอีก กูยังไม่ตาย”
“ไม่ต้องพูด”
“มานี่มา กูขอโทษ” มันทำเหมือนฉันเป็นเด็กแต่ก็อีกนั่นแหละ ฉันโกรธมันจนร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง
“กูโกรธมึงมากไอ้สัว แต่กูก็ต้องนอนเฝ้ามึงเพราะรับปากป๊าม๊าไปแล้ว สลดบ้างดิวะทุกคนเป็นห่วงมึงแต่ดูมึงดิ กูเหม็นตัวเองจะแย่เพราะมัวจัดการเรื่องของมึงเนี่ย หิวก็หิว” ฉันยกหลังมือปาดน้ำตาลวกๆและระบายความในใจที่อัดอั้นออกมาให้มันได้ยิน
“ก็กูไม่อยากให้มึงเครียด”
“กูเครียดเพราะสิ่งที่มึงแสดงออกนี่แหละ”
“มานี่”
“ไม่” ฉันตอบกลับเสียงแข็ง ยังโกรธอยู่ ไม่ต้องมาทำเสียงอ้อน
“เร็ว อย่าให้กูพูดมากดิเจ็บ” เจ้าสัวมีแค่รอยฟกช้ำและถลอกแค่นิดหน่อย ที่บ่นเจ็บคงเป็นตรงหน้าอกที่กระแทกกับถุงลมนิรภัย
“ใครให้มึงพูด”
“เกี๊ยว”
“กูจะอาบน้ำ” ฉันเดินไปหยิบผ้าขนหนูและถุงกระดาษที่มีเสื้อผ้าอยู่ในนั้นของทั้งหมดนี้คนของม๊าเป็นคนเตรียมให้ ฉันเลยไม่ต้องกลับบ้านให้เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีก
“เกี๊ยว”
“รำคาญ หุบปากแล้วหลับตานอนได้ละ”
“กูจะเปิดเดอะโกสฟัง”
กึก!
--------
“หล่อยัง”“หล่อแล้ว ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น”“ไม่ตื่นเต้นได้ไงนี่งานแต่งงานเรานะ” ฉันยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ“อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปีแล้วจะตื่นเต้นทำไม”“อะไรที่ทำร่วมกับเมียตื่นเต้นหมดแหละ” มือชื้นเหงื่อและเย็นเฉียบของสามีเป็นเครื่องการันตียืนยันว่าตื่นเต้นจริงจังไม่ได้ล้อเล่นเราทั้งคู่ถือฤกษ์ดีเดือนแรกของปีจัดงานมงคล เพื่อเป็นเกียรติสำหรับทั้งสองบ้าน เจ้าสัวตื่นเต้นมาก ไม่ยอมปล่อยมือฉันเลย แขกเหรื่อที่มาร่วมงานนับพันชีวิต ทั้งฝั่งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวรวมถึงเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันรวมถึงรุ่นน้องและเพื่อนในวงการธุรกิจ“เจ้าสาวสวยจังเลยค่ะ” ช่วงเปิดตัวเราทั้งคู่ขึ้นสู่เวทีต้องเดินเพื่อนๆ และแขกหลายคน มีไฟสปอร์ทไลท์ส่องนำทางและทำให้เราสองคนเป็นจุดเด่นดอกไม้ถูกโปรยขึ้นฟ้าต้อนรับตลอดทาง รอยยิ้มและเสียงเรียกทำให้ฉันยิ้มไม่หุบ ฉันหันมองคนข้างๆ เป็นระยะ เขาเองก็ยิ้มกว้างไม่ต่างจากฉันเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในฐานะสามีและภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ยังไม่ได้จัดงานมงคลให้เป็นเรื่องราวเท่านั้น เจ้าสัวอาการดีขึ้นลดยาที่ต้องกินประจำลง ส่วนบุหรี่เลิกแล้วถาวรไม่กลับไปแตะอีก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบ้างเพ
ฉันลืมตาตื่นขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ไม่อยากลืมตาเลยแต่งานรออยู่ แต่ก็ลดลงกว่าเดิมเพราะสัวไปทำงานได้แล้ว ฉันรีบดีดตัวลุกและมองไปข้างๆ ที่มักจะมีใครบางคนแอบเข้ามานอนด้วยทุกคืน“ไปไหนแต่เช้า” ฉันรีบทำธุระส่วนตัวจะได้ลงไปกินมื้อเช้าพร้อมหน้ากับครอบครัวสัวแต่พอลงมาก็ไม่เห็นเงาของบอสเลย“หนูเกี๊ยวมาลูกมา”“สัวล่ะคะม๊า”“ออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว สงสัยจะมีงานด่วน”“งานด่วน” ฉันทวนถามม๊าแล้วเลื่อนเก้าอี้ออกมา“สัวไม่ได้บอกเหรอลูก”“ไม่ค่ะ”เกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ฉันกับพี่ตาลทำงานแทนบอส พี่ตาลสอนงานฉันหลายอย่างแล้วมันก็ค่อนข้างลื่นไหลเพราะฉันมีพื้นฐานอยู่พอสมควร ขอบคุณตัวเองที่กล้าก้าวออกจากสิ่งเดิมๆ การไปอยู่จีนทำให้ฉันโตขึ้นมากๆภาษาก็แทบจะติดลบตอนไปอยู่ใหม่ แต่พออยู่ไปไม่กี่เดือนก็เริ่มงูๆ ปลาๆ ได้ จากเดือนเลื่อนครบหนึ่งปี ฉันพอพูดจีนได้ ทำให้ภาษีของเรานำคนอื่นไปหลายก้าว“สัวกินมื้อเช้าไปหรือเปล่าคะม๊า”“ไม่ได้กินลูก”“เกี๊ยวขอมื้อเช้าใส่กล่องด้วยนะคะ”“ม๊าจะให้แม่บ้านจัดการให้นะ”08.30 นฉันรีบเดินเข้าบริษัท ตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่รีบ แต่ว่า บรรยากาศวันนี้แปลกไป ไม
ตลอดทั้งวันมีพนักงานที่บริษัทแวะเวียนมาเยี่ยม พี่ตาลก็ส่งขนมนมเนยมาให้เยอะแยะเต็มไปหมดส่วนเรื่องคดี คนร้ายไม่สามารถต่อสู้คดีได้เพราะเป็นคนป่วยที่ต้องเข้ารับการบำบัด สิ่งที่คนเจ็บร้องขอคือปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปเพราะเขาป่วยและถูกกระทำจนเกิดแผลในใจ ฉันเองก็ปล่อยวางเพราะสิ่งที่ดาราคนนั้นเจอหนักหนาสาหัสมากจริงๆสัวอยู่โรงพยาบาลไม่ถึงสัปดาห์หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ แผลไม่ติดเชื้อหายวันหายคืน ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลฉันอาสาดูแลตลอด เฝ้าไม่ห่างเพราะไม่อยากให้สัวรู้สึกโดดเดี่ยว“อยู่บ้านนี่แหละ ม๊าจะได้ช่วยดู ถ้าดื้อม๊าจะฟ้องเกี๊ยวทันทีเลยลูก”“ดีเลยค่ะม๊า แบบนี้เกี๊ยวจะได้ไม่ห่วงเพราะมีคนอยู่เป็นเพื่อน” หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ย้ายกันมาพักฟื้นที่บ้านม๊า เหตุผลหลักเลยคือฉันต้องกลับไปช่วยงานพี่ตาล อยู่เพ้นเฮ้าท์คงพะวงอยู่นั่นไม่เป็นอันทำงาน“ต้องเรียกปราณีมาช่วยมั้ย”“ไม่ต้องครับม๊า เกี๊ยวกับคุณตาลไหว”ม๊าให้แม่บ้านเตรียมห้องติดกันเอาไว้เพราะสัวรีเควสมาแบบนั้น“ใจคอจะไม่ให้กลับบ้านเลยหรือไง”“อยากกลับมั้ย ถ้าอยากกลับจะได้กลับด้วย”“กลับด้วยก็ได้ แต่ต้องนอนแยกห้อง รู้หรือเปล่า”“เกี๊ยว”“ฮะ”“แต
ฉันนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินกับม๊า ส่วนพี่ตาลก็เดินวนไปมานั่งไม่ติดเก้าอี้ ถ้าฉันเป็นพี่ตาลก็คงช็อกเป็นลมไปแล้ว“ป๊าโทรมาบอกแล้วว่าจับตัวแม่ดารานั่นได้แล้ว”“เฮ้อ โล่งค่ะ ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้”“คงแค้นที่สัวไม่กลับไปคืนดีด้วยหรือเปล่าม๊าก็ไม่รู้นะ ต้องถามตาล ตาลน่าจะรู้เรื่องนี้มากกว่าม๊า ตาลมานี่สิ”“คะ คุณหญิง”“เรื่องแม่ดารานั่นสรุปมันเป็นยังไง” ม๊าหันไปถามพี่ตาล ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน“เริ่มตรงไหนก่อนดีคะ”“ไม่ต้องยืด ฉันขี้เกียจฟังสรุปมาสั้นๆ ได้ใจความก็พอ” ม๊าดูใจร้อน“คุณณดาป่วยค่ะ บอสสงสารก็เลยปล่อยเลยตามเลย พอน้องเกี๊ยวเข้ามาทำงานบอสก็เริ่มให้บอดี้การ์ดกันคุณณดาออกไปเพราะกลัวจะมาทำอันตรายน้องเกี๊ยว แต่บอสดันโดนเสียเองค่ะ” เพราะป่วยนี่เอง แสดงว่ายัยดารานั่นก็คงจะถูกกระแสสังคมโจมตีมากพอสมควร“ตายจริง ลูกฉันโดนคนจิตไม่ปกติทำร้ายเหรอเนี่ย แบบนี้จะเอาผิดกับแม่นั่นได้ยังไงกัน”“ม๊า อย่าคิดมากเลยนะคะ แค่สัวปลอดภัยออกมาก็ดีแล้วค่ะ เรื่องดาราคนนั้นตำรวจคงส่งตัวไปบำบัดไม่ได้ออกมาสร้างความวุ่นวายอีกนาน”“เพราะเรื่องนี้นี่แหละทำให้ม๊ากับสัวทะเลาะกันบ่อย” ฉันเข้าใจม๊าแต่สัวก็ไม่ได
ฉันตื่นก่อนคนข้างๆ เพื่อลุกมาเตรียมอาหารเช้าในตู้เก็บของมีโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปส่วนในตู้เย็นมีเนื้อสัตว์แช่ฟรีซอย่างละนิดละหน่อยแล้วก็ไข่ไก่พันปีอีกสามฟอง กินเท่าที่มีไปก่อนก็แล้วกันระหว่างทำมื้อเช้าฉันก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดเพลงและฮัมตามเบาๆ อย่างอารมณ์ดี“หอมจัง ทำอะไรให้กินครับ”“โจ๊กค่ะคุณคู่นอน”“ไม่ชอบเลย เรียกที่รักได้มั้ย อย่าใจร้ายดิเกี๊ยว” คนตัวสูงกอดฉันแน่นจากทางด้านหลัง น้ำเสียงออดอ้อนใครได้ยินก็ต้องยอมทั้งนั้น ยกเว้นเกี๊ยวซ่าคนนี้“ไปอาบน้ำได้แล้ว ต้องไปทำมาหากินค่ะ”“อยากกอดเมียก่อน ไม่ได้หรือไง” ฉันระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย ความขี้อ้อนไม่ได้ลดละลงจากเมื่อก่อนเลย“กอดได้ค่ะ แต่คิดเงินนะ”“เท่าไหร่ ใช้เลขบัญชีเดิมมั้ย” สัวยื่นมือถือออกมาข้างหน้า แล้วเลื่อนหาแอปธนาคาร“เปลี่ยนแล้ว”“ธนาคารอะไรบอกมา เอาเท่าไหร่” ฉันแหงนหน้ามองเขาแล้วอมยิ้ม โจ๊กในหม้อไม่ได้มีความหมายแล้วตอนนี้ ลุคตื่นนอนของคู่นอนฉันคือกร้าวใจมาก ผมยุ่งนิดหน่อยแถมยังสวมแว่นสายตาอีก“ชิดเกินไปแล้วนะ”“พอดีเลย” สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังขยับเขยื้อนตรงสะโพกของฉัน“สัว”“ก็บอกมาก่อนสิว่าอยากได้เท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นโจ๊
“หยุดก่อน” เกี๊ยวรีบยกมือห้ามแล้วใช้มือดันคนตัวสูงออกห่างพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ“มีอะไร”“ถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดล่ะ”“สัญญา เอาชีวิตเป็นเดิมพัน”“ไม่เอาชีวิต ถ้าทำไม่ได้ความสัมพันธ์จะจบที่วันไนท์ จะไม่มีครั้งต่อไป” หญิงสาวยกยิ้มเมื่อสิ่งที่ยื่นเสนอออกไปทำให้คนตรงหน้าตกใจไม่น้อย“เฟี้ยวขึ้นเยอะเลยนะ”“ทำไมอ่ะ ก็แค่พรหมจรรย์ สร้างใหม่ไม่ได้แต่หาผัวใหม่ได้”“ปากดีนะเกี๊ยว”“โอกาสไม่ได้มีให้บ่อยๆ หรอกนะ”“งั้นก็เตรียมเจ็บตัวได้เลย ไม่ต้องไปไหนแล้ววันนี้” เกี๊ยวขมวดคิ้วก็ไหนบอกว่ามีคุยงานกับลูกค้าต่อ“งานล่ะ”“ลูกค้าขอเลื่อนเป็นพรุ่งนี้ ปลุกด้วยนะ”“ใครบอกจะนอนด้วย”“แล้วจะเลิกเหล้าได้ไง ถ้าเกี๊ยวยังหนีอยู่แบบนี้” ปลายนิ้วชายหนุ่มเกลี่ยลงบนแก้มนุ่มอย่างเบามือ แววตาอ่อนโยนที่มองมากำลังสารภาพว่าอยากมีเธออยู่เคียงข้างแบบนี้ตลอดไป“ถ้ารักก็อย่าทำร้ายกัน”“ไม่ทำแล้วครับ”เธอจะคอยดูและสู้อีกสักตั้ง เรื่องบนเตียงไม่ได้ซีเรียส ความสัมพันธ์แบบชั่วคราวมีเยอะถมไป ถ้าหากว่ารักจริงอย่างปากพูดก็ต้องรักษาและทะนุถนอมอย่างถึงที่สุดหากผิดสัญญาเธอก็พร้อมจะไปและไม่หันกลับมาอีกเลย“ถุงยาง” หญิงสาวร้องท







