Share

น้องสาว

Author: 橙花
last update publish date: 2026-05-17 05:30:26

เด็กทั้งสี่คนหอบหิ้วสิ่งของออกจากห้องนอนไปยังห้องน้ำที่อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งจูข่ายหนิงชี้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ ในอาคารสองชั้นแห่งนี้มีห้องนอนใหญ่อยู่มากถึงหกห้อง และมีห้องน้ำใหญ่เอาไว้ใช้สอยอยู่เพียงแค่สี่ห้องเท่านั้น ดังนั้นหากใครมีเวลาว่างและอยากอาบน้ำก็จะต้องรอจนกว่าคนในห้องน้ำก่อนหน้าออกมาก่อนจึงจะเข้าไปใช้ได้เท่านั้น

เพ่ยหยูซึ่งตัวเล็กกว่าใครเพื่อนเองก็หอบหิ้วทุกอย่างตามหลังไปเงียบ ๆ เธอยังไม่กล้าชวนพี่ชายพี่สาวที่มาพร้อมกันคุยก่อน ด้วยรูปร่างของเด็กอายุย่างห้าขวบ เพ่ยหยูจึงทำได้แค่เดินเร็ว ๆ ตามพวกพี่ชายพี่สาวไปยังห้องน้ำได้เท่านั้น ห้องน้ำที่นี่แยกฝั่งชายหญิงเอาไว้ด้วย เพ่ยหยูเดินตามหลังพี่สาวสองคนเข้าไปโดยไม่พูดอะไร

ด้านในห้องน้ำแห่งนี้ไม่ได้สกปรกอย่างที่เพ่ยหยูคิดเอาไว้ เธอในตอนนี้อยากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายมาก แต่อ่างอาบน้ำที่สูงกว่าตัวเธอถึงสองช่วงศรีษะทำให้เพ่ยหยูได้แต่เบ้หน้าอย่างไม่ชอบใจ หากเธออยากอาบน้ำก็ต้องหาเก้าอี้มายืนเท่านั้น

หลังจากหันรีหันขวางอยู่นาน เพ่ยหยูก็ถอดใจเรื่องการอาบน้ำเมื่อไม่เห็นเก้าอี้ที่พอจะใช้งานได้อยู่ในห้องน้ำแม้แต่ตัวเดียว

“เด็กนั่นจะทำอะไรน่ะ” ซู่ฟางหันไปถามไป่หลิวที่กำลังเปลี่ยนชุดใกล้กัน

“ไม่รู้สิ คงอยากอาบน้ำล่ะมั้ง” ไป่หลิวเห็นเพ่ยหยูเงยมองอ่างอาบน้ำอยู่หลายครั้งพูดขึ้น

“โธ่เอ้ย จะมาอาบอะไรตอนนี้ล่ะ เดี๋ยวเราก็ต้องไปเดินดูสถานที่อีก หน้าร้อนแบบนี้เหงื่อออกเยอะจะตายไป” ซู่ฟางส่ายหน้าอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก หน้าร้อนแบบนี้เธอเองก็เป็นหนึ่งในเด็กที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งเช่นกัน อากาศแห้งแล้งแบบนี้มานานนับปีแล้ว ทำให้ผลผลิตของครอบครัวเธอแทบจะไม่พอกิน เธอที่เป็นลูกสาวจึงถูกนำมาทิ้งเอาไว้ในเมืองเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ ตอนแรกซู่ฟางเองก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่น แต่พอได้อยู่ร่วมกับเด็กวัยเดียวกันนานเข้าก็ทำให้ซู่ฟางเลิกสนใจเรื่องครอบครัวใจร้ายของเธอ

“ฉันก็นึกว่าเธออยากช่วยเด็กนั่นซะอีก รีบเปลี่ยนเถอะจะได้รีบเดินดู เที่ยงนี้ยังต้องไปรวมตัวที่โรงอาหารกันอีกนะ” ไป่หลิวบอกซู่ฟาง เธอเองก็ถูกทอดทิ้งมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับซู่ฟางและจางเจี้ยน ทั้งสามคนจึงถูกส่งตัวมาที่นี่พร้อมกัน

“อื้อ ฉันเปลี่ยนใกล้เสร็จแล้ว เหลือแค่ใส่รองเท้านี่แหละ” ซู่ฟางพยักหน้ารับคำ

เพ่ยหยูที่หันไปมองพี่สาวสองคนเองก็ไม่กล้าชักช้าอีก เธอเดินหลบเข้าไปในช่องแห้งช่องหนึ่งและเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ดีที่เพ่ยหยูอาบน้ำแต่งตัวเองเป็นแล้ว ทำให้การเปลี่ยนเสื้อผ้าครั้งนี้ไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับเธอนัก

“เอ๊ะ! เข็มขัดนี่หลวมเกินไปแล้ว” เพ่ยหยูพึมพำขึ้นมาพร้อมใบหน้ายู่ยี่ ดีที่เธอนำเชือกซึ่งได้รับมาก่อนหน้านี้มาด้วย เพ่ยหยูจึงใช้เชือกมัดกางเกงเอาไว้แทน

“น้องสาว! เปลี่ยนเสร็จหรือยัง ให้พี่ช่วยไหม” ไป่หลินตะโกนถามเพ่ยหยู เพราะเธอกับซู่ฟางเปลี่ยนชุดกันเสร็จแล้วจึงอยากรีบออกไปเดินดูสถานที่ก่อน

“ใกล้แล้วค่ะพี่สาว รอหนูหน่อยนะคะ” เพ่ยหยูตะโกนบอกเสียงใส เธออดยิ้มออกมาไม่ได้ที่ในที่สุดพี่สาวก็คุยกับเธอก่อนแล้ว

“ได้ ได้ พวกพี่สาวรออยู่ตรงนี้แหละ” ซู่ฟางได้ยินเสียงหวานใสของเพ่ยหยูก็อดตอบกลับไม่ได้ เธอดูก็รู้ว่าเพ่ยหยูน่าจะเป็นลูกหลานคนรวย เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมเพ่ยหยูถึงได้มาอยู่กับพวกเธอก็เท่านั้น ตอนแรกเธอยังคิดว่าเพ่ยหยูจะหยิ่งจนไม่ยอมคุยกับพวกเธอเสียอีก พอได้รับการตอบกลับแบบนี้จึงทำให้ซู่ฟางรู้สึกดีไม่น้อย

ไป่หลิวหันไปยิ้มกับซู่ฟางที่พวกเธอสามารถคุยกับเพ่ยหยูได้เสียที ทั้งสองซึ่งคิดไม่ต่างกันก่อนหน้านี้จึงอดดีใจไม่ได้ที่มีน้องสาวตัวน้อยน่ารักอย่างเพ่ยหยูเพิ่มมาคนหนึ่ง

“พี่สาว พี่ชื่ออะไรกันเหรอคะ” เพ่ยหยูที่หอบเสื้อผ้าชุดเก่ากับรองเท้าเอาไว้เดินออกมาถาม

“พี่ชื่อไป่หลิวจ๊ะ” ไป่หลิวอดยื่นมือไปลูบหัวเล็กของเพ่ยหยูไม่ได้

“พี่ชื่อซู่ฟางจ๊ะ น้องมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเหรอเพ่ยหยู” ซู่ฟางจำได้ว่า ผอ.เรียกเพ่ยหยูว่าอะไร

“หนูพลัดหลงกับพ่อแม่ค่ะ ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกท่านจะเป็นห่วงแค่ไหนแล้ว” เพ่ยหยูพอนึกถึงพ่อแม่ของเธอก็อดน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้ แต่เธอก็ยังอดกลั้นไว้ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

“เฮ้อ น่าสงสารจริง ไม่เป็นไรนะเพ่ยหยู พวกพี่จะดูแลน้องเอง” ไป่หลิวเดินไปกอดเพ่ยหยูเบา ๆ อย่างปลอบใจ เธอเห็นดวงตากลมโตของเพ่ยหยูเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาจึงอดปลอบไม่ได้

“นั่นสิ พวกพี่จะดูแลน้องเองนะ ไม่ต้องกลัว” ซู่ฟางเองก็เดินไปกอดเพ่ยหยูเช่นเดียวกัน พอเธอได้กอดร่างนุ่มนิ่มหอมกลิ่นนมของเพ่ยหยูก็ยิ่งสงสารมากขึ้นไปอีก

“ขอบคุณพี่สาวค่ะ” เพ่ยหยูสูดหายใจเข้าลึกและแย้มรอยยิ้มน่ารักออกมาเมื่อรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไป่หลิวกับซู่ฟางมอบให้ด้วยความจริงใจ

“พวกเราไปหาจางเจี้ยนกันเถอะ เขาคงรอนานแล้ว” ไป่หลิวคลายอ้อมกอดออก

“อืม ไปกันเถอะ พวกเราต้องดูแลกันให้ดี” ซู่ฟางเองก็คิดว่าพวกเธอเป็นคนมาใหม่ที่นี่ ยังไงก็ต้องคอยช่วยเหลือกันอยู่แล้ว

ไป่หลิวกับซู่ฟางเดินนำหน้าเพ่ยหยูไปอย่างช้า ๆ พวกเธอกลัวว่าน้องสาวตัวน้อยจะเดินตามไม่ทันจนอาจหกล้มขึ้นมาได้ พอไปถึงหน้าประตูห้องน้ำ พวกเขาก็เห็นจางเจี้ยนยืนรออยู่เงียบ ๆ อย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ

“พวกเราเอาเสื้อผ้าเก่าไปเก็บก่อนเถอะ” จางเจี้ยนเห็นทั้งสามมาเสียทีเอ่ยขึ้น

“อื้อ รีบไปกันเถอะ” ไป่หลิวกับซู่ฟางเอ่ยขึ้นพร้อมกัน พวกเธอยังหันไปมองดูเพ่ยหยูแว่บหนึ่งว่าเธอตามทันหรือไม่ พอเห็นว่าน้องสาวเดินมาอยู่ด้านหลังแล้วจึงได้เดินนำหน้าไป

ในสถาบันแห่งนี้จะแยกห้องนอนชายหญิงตอนที่พวกเขาอายุสิบขวบ ตอนนี้จางเจี้ยนซึ่งอายุแปดขวบจึงสามารถนอนร่วมกับพวกไป่หลิวได้ก่อนอายุจะครบเกณฑ์

หลังจากทั้งสี่เก็บเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เดินตามกันไปที่อาคารด้านหลังซึ่งเป็นโรงอาหารขนาดใหญ่สำหรับเด็กที่อาศัยอยู่ในสถาบันแห่งนี้ ที่นั่นพวกเขาเห็นเด็กโตอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดหลายคนกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่พอดี

“พวกเขาเก่งจังเลยนะคะที่ทำอาหารได้ หนูก็อยากเรียนทำอาหารบ้างเหมือนกัน” เพ่ยหยูตัวน้อยเอ่ยเสียงใสพร้อมรอยยิ้มกว้าง เธอคิดว่าการทำอาหารเป็นจะทำให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายปีหากยังไม่ได้พบครอบครัว

“นั่นสิ เอาไว้รอพวกเราโตกว่านี้ก่อน พี่จะพาเพ่ยหยูมาทำอาหารดีไหม” ไป่หลิวเองก็ชอบกินของอร่อยเหมือนเด็กทั่วไป เธอจึงอยากหัดทำอาหารกินเองบ้างเช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาสัญญากันว่าถ้าได้รับมอบหมายงานตอนโตกว่านี้ พวกเราจะต้องมาอยู่ที่โรงครัวนี้กันดีไหม” จางเจี้ยนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม เขาเห็นเด็กน้อยอย่างเพ่ยหยูยิ้มหวานอยู่จึงอดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้จางเจี้ยนไม่กล้าคุยกับเพ่ยหยู พอเห็นเพื่อนสาวสองคนเริ่มพูดคุยและได้จับมือเล็กของเพ่ยหยูแล้วจึงอดคาดหวังไม่ได้ว่าเขาจะมีน้องสาวเพิ่ม

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   อัจฉริยะเกินไปแล้ว

    เพ่ยหยูรอหน้าร้านไม่นานก็เห็นม่อชิวกับซี่หลิวเข็นรถออกมานำของใส่ท้ายรถของเซี่ยเยี่ยนจนเสร็จ ก่อนพวกเขาจะนำรถเข็นกลับเข้าไปคืนในร้านแล้วชวนเพ่ยหยูขึ้นรถ“คุณหนูอยากไปไหนต่อครับ” ม่อชิวถามหลังจากขึ้นรถแล้ว“กลับบ้านเลยค่ะ รบกวนพวกพี่ช่วยขนของพวกนี้ขึ้นไปที่ห้องฉันให้ทีนะคะ ฉันยังมีงานต้องทำต่ออีกเยอะเลยค่ะ” เพ่ยหยูบอกทั้งสองคน“ช่วงนี้คุณหนูไม่ต้องเข้าเรียนเหรอครับ” ซี่หลิวอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้“ตารางเรียนพวกนั้นไม่มีผลกับการตัดเกรดค่ะ ฉันเลยไม่อยากเสียเวลาเข้าเรียน” เพ่ยหยูบอกไปตามตรง เธอไม่เห็นว่ารายวิชาพวกนั้นจะช่วยให้งานวิจัยของเธอเสร็จเร็วขึ้นสักนิด สู้เธอเอาเวลาไปอ่านหนังสือและรีบทำอัลกอริทึมของตัวเองยังเร็วกว่าอีก

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   สุดยอดโปรแกรมใหม่เสร็จแล้ว

    “นายไม่ต้องขอบใจฉันหรอกน่า ฉันแค่อยากทำอะไรที่ท้าทายใหม่ ๆ และเป็นประโยชน์ให้นายด้วยยังไงล่ะ” เพ่ยหยูยิ้มบางตอบเพื่อนอย่างสบาย ๆ“คุณหนูรีบกินข้าวก่อนดีไหมครับจะได้ขึ้นไปพักผ่อนต่อ” ม่อชิวยังเป็นห่วงเพ่ยหยูที่ก่อนหน้านี้หลับไปนานจนเขาอดห่วงไม่ได้“ตกลงค่ะ คืนนี้ฉันจะพักผ่อนให้ดี ๆ แล้วจะได้เริ่มทำโปรแกรมให้หมิงทงพรุ่งนี้” เพ่ยหยูยิ้มรับคำของม่อชิว แต่ก่อนนอนเธอจะส่งอีเมล์หาเซี่ยเยี่ยนและปู่ของเธอเพื่อบอกสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำหลังจากนี้ เผื่อว่าทั้งสองคนจะมีคำแนะนำดี ๆ ส่งมาให้เธอบ้างหลังมื้ออาหารจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกันขึ้นห้องไป ส่วนพวกม่อชิวก็จัดเก็บจานชามตามหน้าที่ของตัวเอง พรุ่งนี้พวกเขาจะต้องตรวจสอบรถที่จอดทิ้งไว้หลายวันและนำรถไปเติมน้ำมันเอาไว้ให้เต็มถังตามปกติด้วย

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   เพ่ยหยูเพลียจัด

    เจ้าหน้าที่ช่วยม่อชิวขนสัมภาระของเพ่ยหยูลงจากรถเสร็จก็ขับจากไป เขายังได้ทิปจากม่อชิวอีกยี่สิบดอลลาร์สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ด้วย เพ่ยหยูเองก็ช่วยม่อชิวนำกระเป๋าเดินทางขึ้นรถของเธอเช่นกัน ก่อนทั้งสองคนจะยืนรอคนอื่น ๆ อย่างไม่รีบไม่ร้อนเมื่อทุกคนมาถึงพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว แต่ละคนต่างช่วยกันขนของขึ้นรถของเซี่ยเยี่ยนและแบ่งไปใส่รถของเซียวอวี้ตงด้วยเช่นเดียวกัน โชคดีที่ของทั้งหมดถูกยัดใส่เข้าไปได้จนเต็มพื้นที่พอดี ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงต้องหารถเช่าอีกคันเพื่อขนของกลับไปแน่“รีบไปจ่ายค่าเช่าที่จอดรถกันดีกว่าค่ะ อ้อ ก่อนกลับเข้าบ้านพี่แวะที่ไชน่าทาวน์หน่อยนะคะ เราจะได้แวะซื้ออาหารเข้าไปกินกันที่บ้าน ฉันไม่อยากนั่งกินที่ร้านสักเท่าไหร่” เพ่ยหยูรู้สึกว่าเธอเหนื่อยเกินไปที่จะลงไปนั่งในร้านอาหารอีกครั้ง เพราะเมื่อคืนเพ่ยหยูเขียนแผนงานของตัวเองจนเกือบถึงเช้าเลยทีเดียว ขนาดว่าบนเครื่องเธอได้นอนบ้างแล้ว แ

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   กลับบอสตันพร้อมลุยงาน

    “ได้ค่ะ พี่ม่อทำตามที่เห็นสมควรได้เลย แค่พาของพวกนี้กลับไปให้ฉันก็พอ” เพ่ยหยูไม่สนว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือวิธีการอย่างไร นอกจากผลลัพธ์คือเธอได้ของกลับไปเท่านั้น“ทราบแล้วครับ พวกผมขอยกของขึ้นหลังรถสักครู่นะครับคุณหนู” ม่อชิวเห็นรถถอยกลับมาถึงด้านหน้าตรงที่พวกเขาอยู่แล้วจึงรีบบอกเพ่ยหยู“เดี๋ยวพวกเราช่วยด้วยครับ” เซียวอวี้ตงกับหวังหมิงทงเอ่ยขึ้นพร้อมกันจากนั้นคนทั้งหมดก็ช่วยกันยกของขึ้นไปไว้บนรถ ซึ่งกล่องคอนโทรลของเพ่ยหยูยังดีที่สามารถยัดเข้าไปได้พอดีกับพื้นที่หลังรถเช่า เพียงแต่ของใหญ่ ๆ ชิ้นอื่นจะใส่มาเพิ่มไม่ได้ เซียวอวี้ตงกับหวังหมิงทงเลยยกเมนบอร์ดกับแรมไปใส่ท้ายรถของพวกเขาแทน ส่วนของชิ้นเล็ก ๆ ที่เพ่ยหยูเลือกมาก็ยัดเข้าช่องว่างรถของเพ่ยหยูที่เหลืออยู่จนกระทั่งขนของเสร็จ

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   ของเก่าล้ำค่าสำหรับเพ่ยหยู

    “แล้วคุณหนูจะให้พวกผมช่วยหาอะไรเพิ่มอีกไหมครับ” ม่อชิวรีบเอ่ยถาม เขารู้ดีว่าเซียวอวี้ตงกับหวังหมิงทงคงหาของให้เพ่ยหยูได้ไม่น้อยแน่ พวกเขาเองก็อยากช่วยด้วย“พวกพี่รู้จักเครื่องวัดกระแสไฟหรือเปล่าคะ ฉันอยากได้สักอันหนึ่ง ส่วนอย่างอื่นฉันอยากให้พวกพี่ไปดูในถังด้านโน้นดูหน่อยว่ามี TTL Logic Chips อยู่บ้างหรือเปล่า รูปร่างมันจะคล้ายกับชิปของหวังหมิงทงแต่มีขนาดใหญ่กว่ามากค่ะ ถ้าไม่มั่นใจก็เอามากองไว้แล้วฉันจะไปเลือกดูเองอีกครั้งค่ะ” เพ่ยหยูบอกบอดี้การ์ดทั้งสี่ เธอไม่รู้หรอกว่าพวกเขาจะรู้ไหมว่าเธอต้องการอะไรบ้างจริง ๆ แต่เพ่ยหยูก็ไม่ได้คิดมากเพราะเธอมีเวลาเลือกเหลือเฟือ“พวกผมจะลองไปหาดูนะครับ” ม่อชิวพยักหน้ารับคำแล้วแบ่งคนไปหาเครื่องวัดกระแสไฟที่เพ่ยหยูต้องการอีกด้านหนึ่ง เรื่องเครื่องวัดกระแสไฟพวกเขาก็เคยเห็นมาบ้าง

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   อยากได้โปรแกรมใหม่ไหม

    “อืม...ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นชิปที่คุณสร้างขึ้นมาสักครั้งนะครับ” อลันบอกจากใจจริง เขาที่เป็นคนดูแลทุกอย่างในห้องวิจัยยังดูไม่ออกเลยว่าปัญหาอยู่ตรงไหนจึงทำให้ชิปที่สร้างมาใหม่ดูไม่สมบูรณ์สำหรับหวังหมิงทง พอเขารู้ถึงปัญหาใหญ่สองอย่าง อลันจะต้องเรียกนักวิจัยมาพูดคุย รวมถึงช่างในสายการผลิตให้ตรวจสอบเครื่องมือและเครื่องจักรทั้งหมด“ไม่มีปัญหาครับ รอให้ผมสร้างมันออกมาและทดสอบก่อน ผมจะเชิญคุณอลันไปดูชิปที่ผมสร้างด้วยตัวเองแน่นอนครับ” หวังหมิงทงยิ้มตอบ เขาไม่ได้มีอคติกับอลันเพราะรู้ดีว่าภาพลักษณ์ของเขาต่างจากเพื่อนทั้งสองคนจนมักมีคนไม่ค่อยให้เกียรติเขาสักเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่ต่างจากตอนที่พบกับอลันครั้งแรกตามที่หวังหมิงทงสังเกตเห็นแต่แรก“ขอบคุณมากครับ ไม่ทราบเที่ยงวันนี้พวกคุณจะให้ผมเลี้ยงข้าวสักมื้อได้หรือเปล่าครับ” อลันถามเผื

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   อัจฉริยะ

    จูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวันไป่หลิวกับซู่ฟางช

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   การเปลี่ยนแปลง

    “ครับ/ค่ะ” เสียงเด็กที่อยู่ในห้องต่างรับคำพร้อมกันทันที พวกเขาไม่เหมือนเด็กสามคนนั้นที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก็เอาแต่ก่อเรื่องแล้ว

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   ขยัน

    “ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะ พวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง” ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน“ใช่ ใช่ ของพี่ก็เหมือนกันนะ น้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ” ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยห

  • เพ่ยหยู คุณหนูใจแกร่ง   ชื่ออะไร?

    เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ปี 1975 สภาพผู้คนในเมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เมืองริมคลองที่มีสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่ ผู้คนในเมืองต่างไม่สนใจชีวิตของคนอื่น พวกเขาต้องการเพียงเอาตัวรอดไปวัน ๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงและการถูกควบคุมจากทางการอย่างเข้มงวดก็ไม่อาจทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างอิสระได้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status