เข้าสู่ระบบเมื่อเสียงประกาศดังออกมาจากลำโพงไม่นาน เพ่ยหยูที่นั่งอยู่รอดูขั้นตอนต่อไปของการทานมื้อเที่ยงถึงกับเบิกตาโตมองดูกลุ่มเด็กจำนวนมากเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบโดยมีเพียงเสียงก้าวเดินของทุกคนเท่านั้นที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ เพ่ยหยูอดคิดไม่ได้ว่าที่นี่รับเด็กมาอาศัยอยู่น่าจะเกือบห้าสิบคนได้ เธอยังมองหาพี่ชายพี่สาวทั้งสามที่สนิทอยู่ว่าพวกเขามากินข้าวเหมือนคนอื่นหรือยังด้วยสายตาคาดหวัง แต่น่าเสียดายที่มองอยู่นานเธอก็ยังไม่เห็นพวกเขามาถึงเสียที
“เพ่ยหยู ไปเอาข้าวที่พี่ตักไว้ในถาดมากินก่อนเถอะ บ่ายนี้ยังต้องเตรียมของไว้ทำอาหารมื้อเย็นอีกนะ” สุ่ยอวี้รีบเดินมาบอกเด็กน้อยที่มองคนจำนวนมากในโรงอาหารตาไม่กระพริบ
“ขอบคุณพี่สาวสุ่ยค่ะ” เพ่ยหยูไม่กล้าชักช้า เธอกลัวว่าพี่เลี้ยงและทหารบ้านในโรงอาหารตอนนี้จะจับผิดเธอจนเกิดเรื่องขึ้นได้ เพราะตอนนี้บรรดาเด็กที่เรียนเสร็จต่างเข้าแถวเดินมารับอาหารซึ่งพวกพ่อครัวแม่ครัวที่เป็นเด็กโตกำลังตักให้อยู่พอดี
สุ่ยอวี้มองตามหลังร่างเล็กของเพ่ยหยูไปไม่นานก็เดินกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ที่นี่เด็กทุกคนหลังกินอาหารเสร็จจะต้องล้างถาดอาหารด้วยตัวเอง ก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อนตามกฎของสถาบัน ช่วงบ่ายโมงครึ่งหลังพักเที่ยง กลุ่มเด็กจะแยกกันไปทำกิจกรรมของตนเองซึ่งมีทั้งปลูกผัก ซ่อมเสื้อผ้าและงานจิปาถะต่าง ๆ ที่พี่เลี้ยงจัดสรรให้ พอถึงสี่โมงเย็นก็จะเป็นกิจกรรมฝึกร้องเพลงปฏิวัติ ฟังเรื่องวีรบุรุษสงครามหรือเตะตะกร้อพื้นบ้านจนถึงห้าโมงเย็นจึงจะเป็นเวลามื้อเย็นของสถาบัน หลังจากนั้นจะมีช่วงเวลาการศึกษาด้วยตัวเองหรือไม่ก็ฟังเรื่องเล่าจากพี่เลี้ยงเกี่ยวกับข่าวสารการเมืองจนถึงหนึ่งทุ่มครึ่งจึงจะเป็นเวลาทำความสะอาดร่างกายของทุกคน เวลาสองทุ่มเป็นเวลาปิดไฟอาคารโดยมีเจ้าหน้าที่ของสถาบันเดินตรวจตราความเรียบร้อยตามหน้าที่
เด็กที่อยู่ในสถาบันมานานมากกว่าหนึ่งปี จากที่เคยเป็นเด็กไม่รู้ความก็ต่างต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้อยู่ในกฎระเบียบเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษกันทั้งนั้น สถาบันแห่งนี้แทบจะไม่ต่างจากค่ายทหารเล็ก ๆ เลยแม้แต่น้อย บทลงโทษของสถาบันยังมีหลากหลายวิธี แม้แต่เด็กที่เคยเกเรและรังแกคนในสถาบันเองก็ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนหลังถูกลงโทษอย่างหนัก ทำให้สถาบันแห่งนี้ไม่มีแม้แต่บรรยากาศของเด็กอยู่เลย แต่กลับมีแค่บรรยากาศแห่งความกดดันไม่ให้ตนเองถูกลงโทษเท่านั้น นโยบายของพรรคที่เข้มงวดมาหลายปีทำให้สถาบันแห่งนี้กลายเป็นเพียงที่ฝึกฝนเด็กกำพร้าให้จงรักภักดีและห้ามมีความคิดอื่นใดที่ออกนอกลู่นอกทาง
อาหารกลางวันมื้อนี้เป็นข้าวสวยผสมธัญพืชหยาบ ผัดผักกาดขาวและซุปผักเท่านั้น สุ่ยอวี้บอกเพ่ยหยูมาก่อนแล้วว่าอาหารทุกมื้อไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากนี้นัก เพราะรัฐได้จัดสรรวัตถุดิบให้สถาบันเหมือนเดิมมาโดยตลอด อาหารมื้อเช้าจะเป็นโจ๊กใส ๆ กินคู่กับผักดองหรือไม่ก็หมั่นโถวแป้งหยาบครึ่งก้อน ส่วนมื้อเย็นจะเป็นบะหมี่น้ำหรือไม่ก็ข้าวต้มกับหัวไชเท้าดองเพียงเท่านั้น ทำให้ทุกคนที่ทำหน้าที่ปรุงอาหารไม่จำเป็นต้องสนใจว่ารสชาติของอาหารจะเป็นอย่างไร ทุกคนที่อยู่ในสถาบันแค่มีอาหารกินครบสามมื้อได้ก็นับว่าดีกว่าตอนอยู่ในครอบครัวยากจนก่อนถูกทิ้งมากแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้จึงใช้ชีวิตอย่างไร้ชีวิตชีวาและทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดกันได้เท่านั้น พวกเขาแทบจะทำตัวคล้ายกับหุ่นยนต์ซึ่งต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิมทุกวันเป็นเวลาหลายปีจนกว่าจะถึงวัยที่สามารถออกจากสถาบันได้
เพ่ยหยูที่นั่งกินข้าวคนเดียวอยู่ในครัวอดคิดไม่ได้ว่าหากเธออยู่ที่นี่ไปอีกหลายปี ตัวเธอเองจะสูญเสียความเป็นตัวตนไปเหมือนเด็กคนอื่นไหม เพราะเพ่ยหยูปกติก็เป็นคนร่าเริงสดใสมาตั้งแต่จำความได้ เธอจึงกังวลอยู่ไม่น้อยว่าหากกลายเป็นเหมือนคนอื่น ๆ เข้าจริง ๆ แล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดี
เพ่ยหยูกินไปคิดไปจนกระทั่งอิ่มท้อง สุดท้ายเธอก็หาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้อยู่ดี เพ่ยหยูจึงทำได้แค่ต้องรักษาจิตใจตัวเองให้แจ่มใสเหมือนเดิมเสียก่อน ซึ่งเธอเองก็ไม่คิดที่จะทำผิดกฎระเบียบจนตนเองต้องถูกลงโทษอยู่แล้วด้วย ในครัวแห่งนี้เธอคุยกับแค่สุ่ยอวี้และเหลียวตงสองคนเท่านั้น เพราะรุ่นพี่คนอื่น ๆ ต่างไม่มีใครสนใจแม้แต่จะชายตามองเธอเลย
“ล้างเสร็จก็เอาไปคว่ำไว้ตรงนั้นนะเพ่ยหยู พี่ให้เธอกลับไปนอนพักที่ห้องได้จนกว่าประกาศเรียกจะเริ่มอีกครั้งตอนบ่ายโมงครึ่ง เพ่ยหยูค่อยกลับมาช่วยงานที่นี่นะ” สุ่ยอวี้ที่แจกอาหารเสร็จเดินกลับมาดูก็เห็นเพ่ยหยูกำลังล้างถาดอยู่พอดี
“ได้ค่ะพี่สาวสุ่ย” เพ่ยหยูพยักหน้ารับคำ ยังดีที่ถึงเธอจะตัวเล็กแต่ก็มีเก้าอี้ให้ปีนขึ้นไปเอาถาดไปวางคว่ำอยู่ใกล้ ๆ เพ่ยหยูจึงไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากสุ่ยอวี้
ในโรงอาหารตอนนี้ยังคงมีเพียงเสียงกินข้าวของทุกคนเท่านั้น เพราะพี่เลี้ยงหลายคนที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กกำลังนั่งรวมตัวกันกินอาหารเงียบ ๆ ไม่ต่างกันนัก หากใครส่งเสียงดังระหว่างกินอาหารแน่นอนว่าต้องถูกลงโทษตามกฎ ทำให้ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมา
ทหารบ้านสิบคนที่ทำหน้าที่ควบคุมเด็ก ๆ เกือบร้อยคนเองก็แยกกันนั่งกินอยู่อีกโต๊ะหนึ่งไม่ไกลกันนัก พวกเขาได้ยินข่าวแล้วว่าเมื่อเช้ามีทหารบ้านสองคนถูกไล่ออกและลงโทษที่คิดจะแย่งอาหารเด็กใหม่ ทำให้พวกเขาที่ทำหน้าที่ทหารบ้านต่างไม่มีใครกล้าทำตัวเกินเลยกับเหล่าเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาวันนี้เช่นกัน
เพ่ยหยูที่คว่ำถาดเสร็จก็เดินออกจากโรงอาหารกลับไปยังห้องพักของเธอทันทีโดยไม่คิดจะเดินหาพวกไป่หลิวแล้ว เธอกลัวว่าหากเดินเพ่นพ่านอาจถูกลงโทษได้ เพ่ยหยูคิดว่ายังไงพวกเขาก็จะต้องกลับไปพักผ่อนที่ห้องเหมือนเธออยู่แล้ว เพ่ยหยูรอถามพวกเขาเรื่องเรียนที่นั่นก็ยังไม่สายเกินไปนัก อย่างไรเธอก็ยังมีเวลาอีกเกือบสองปีกว่าจะได้เข้าเรียน
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูห้องนอน เพ่ยหยูก็กระโดดไปดึงประตูห้องให้เปิดออก ใครใช้ให้เธอตัวเล็กกว่าใครเพื่อนกันเล่า หากจะต้องรอคนอื่นมาเปิดให้ ไม่สู้เพ่ยหยูพยายามเองดีกว่า ยังดีที่เธอไม่ได้ตกลงมาบาดเจ็บ เพ่ยหยูเดินเข้าไปก็ปิดประตูเอาไว้เหมือนเดิม เธอไม่สามารถเดินไปเปิดหน้าต่างเองได้เพราะมันสูงเกินไป เพ่ยหยูจึงทำเพียงแค่เดินไปปีนเตียงแล้วนอนมองดูประตูห้องเอาไว้ว่าเมื่อไหร่พวกไป่หลิวจะกลับมาก็เท่านั้น
ยี่สิบนาทีต่อมา เด็กที่พักในห้องเดียวกันกับเพ่ยหยูต่างเริ่มเดินเข้ามาบ้างแล้ว รวมถึงพวกไป่หลิวทั้งสามเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย พอพวกเขาเดินไปเห็นเพ่ยหยูหลับอยู่บนเตียงก็พากันเดินให้เบาที่สุด ก่อนจะขึ้นเตียงไปนอนพักผ่อนเช่นกัน พวกเขาสามคนไม่กล้าจับกลุ่มคุยกันในห้องเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย และถึงแม้พวกเขาจะเข้าเรียนร่วมกับคนในห้องนี้มาก่อน แต่ด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัดทำให้พวกเขาไม่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้แต่แรก
เพ่ยหยูที่คิดจะสอบถามเรื่องเรียนกับพวกไป่หลิวก็ไม่คิดว่าตัวเองพอหัวถึงหมอนก็นอนหลับเป็นตายไปเลย เธอยังคงนอนฝันหวานว่าพ่อแม่มารับไม่ต่างจากทุกวัน ถึงแม้ว่าเพ่ยหยูจะจำใบหน้าของพวกท่านไม่ได้ แต่เธอก็มั่นใจว่าคนในฝันนั้นเป็นครอบครัวของเธอ ตอนนี้เพ่ยหยูไม่ได้นอนร้องไห้เหมือนช่วงวันแรก ๆ ที่พลัดหลงแล้ว
“เฮ้อ เอาล่ะ ๆ อย่าทะเลาะกันเลย พวกหลานไปดูเสี่ยวซ่งเถอะ เรื่องหมั้นให้ปู่กับพ่อของหลานคุยกับคุณชายเซี่ยเอง” ฉินจ้วงถอนหายใจยาวอย่างระอากับนิสัยหลานชาย ยังดีที่หลานสะใภ้ของเขาไม่ได้อ่อนแอจนถูกฉินกวงข่มได้“ทราบแล้วครับคุณปู่ ที่รัก เราไปดูลูกกันนะครับ” ฉินกวงโอบร่างบางของเวยฉิงที่น้ำหนักลดลงมากหลังจากคลอดลูกชายตัวอ้วนออกมาเมื่อครึ่งปีก่อน“คุณชายเซี่ยมั่นใจแล้วนะครับว่าจะหมั้นหมายกับลูกสาวผม” ฉินเหวินถามเซี่ยเยี่ยนอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง เขามีลูกสาวคนเดียว แน่นอนว่าลูกเขยที่จะเข้าบ้านจะต้องสามารถดูแลลูกของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง“ผมมั่นใจและตั้งใจจะหมั้นกับน้องจริงครับ หลังจากน้องเรียนจบ ถ้ายังไม่อยากแต่งงาน ผมก็จะไม่บังคับน้องครับ ผมจะรอจนกว่าน้องจะพร้อมครับ” เซี่ยเยี่ยนตอบกลับด้วยสีหน้าจร
“อืม...ฉันขอปรึกษาครอบครัวก่อนได้หรือเปล่าคะ” เพ่ยหยูรู้สึกว่าตั้งแต่บ้านเธอตกลงให้โอกาสเซี่ยเยี่ยนเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ทำหน้าที่ดูแลเธอได้ดีกว่าที่คิดเสียอีก เพ่ยหยูจึงไม่อยากปฏิเสธคนดี ๆ แบบเซี่ยเยี่ยนเร็วเกินไปนัก ถึงแม้ว่าเพ่ยหยูจะยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ว่าการรักใครสักคนเพื่อเป้าหมายในการเป็นคู่ชีวิตต้องทำยังไง แต่เพ่ยหยูรู้สึกว่าตัวเองสามารถพูดคุยและสอบถามหลายอย่างจากเซี่ยเยี่ยนได้อย่างสบายใจมากกว่าคุยกับผู้ชายคนอื่น“ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้นพี่จะไปคุยกับครอบครัวน้องเพ่ยหยูเลยนะครับ” เซี่ยเยี่ยนไม่อยากให้ปล่อยเวลาล่วงเลยผ่านไปมากกว่านี้ เขาอยากจับจองสาวน้อยที่ตอนนี้สวยสะพรั่งมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าเร็ว ๆ เซี่ยเยี่ยนไม่วางใจหากต้องปล่อยเพ่ยหยูไปเรียนต่อโดยเขายังไม่มีสถานะที่มั่นคงกับเธอ จากประสบการณ์ของเขาตอนเรียนต่างประเทศที่ผ่านมา คนต่างชาติมักจะเข้าหาผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมาและมีความสัมพันธ์
เมื่อถึงวันเปิดเทอมหลังปีใหม่ เพ่ยหยูกับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะขึ้นปีสี่ก็เริ่มยุ่งกับเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ของตัวเอง หวังหมิงทงที่กลับมามหาวิทยาลัยก่อนเพื่อนทั้งสองเองก็ไม่ได้ทิ้งเวลาให้เสียเปล่า เขาเขียนโค้ดใส่กระดาษเอาไว้ในเวลาว่างเพื่อรอขอยืมโน้ตบุ๊คเพ่ยหยูเพื่อทดสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้นว่ายังมีตรงไหนต้องแก้ไขและเขียนเพิ่มอีกบ้างหนึ่งปีต่อมาในที่สุดพวกเพ่ยหยูก็สอบเสร็จเสียทีหลังจากวิทยานิพนธ์ของพวกเขาได้รับเกรดระดับดีเยี่ยมอย่างคาดไม่ถึง โปรแกรมของหวังหมิงทงยังถูกเซียวจิงหรานพี่ชายของเซียวอวี้ตงซื้อไปอีกครั้งด้วย ทำให้หวังหมิงทงที่เคยกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อเมืองนอกถึงกับดีใจมากจริง ๆ ตอนแรกเขายังคุยกับเพื่อน ๆ อยู่ว่าอาจไม่ได้ไปเพราะเงินเก็บไม่เพียงพอ“เฮ้อ ในที่สุดก็เรียนจบสักที ว่าแต่หนังสือตอบรับการเข้าสอบข
“อืม...ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ นายมาถ่ายรูปให้ฉันหน่อย” เซี่ยเยี่ยนหันไปเรียกผานฟง“ครับคุณชาย” ผานฟงพยักหน้ารับคำและรับกล้องมาถือเอาไว้ จากนั้นเขาก็บอกให้เซี่ยเยี่ยนกับเพ่ยหยูยืนชิด ๆ กันหน่อยเพื่อจะได้ถ่ายภาพ ซึ่งผานฟงเคยเรียนรู้การใช้กล้องจากเซี่ยเยี่ยนมานานแล้ว เขารู้ดีว่าคุณชายชอบถ่ายรูปตั้งแต่ตอนเรียนต่างประเทศเพ่ยหยูชวนเซี่ยเยี่ยนไปถ่ายรูปภายในพื้นที่วัดหลายมุมอย่างสนุกสนาน เธอยังแอบแกล้งเซี่ยเยี่ยนที่ยังทำหน้าตาเย็นชาอยู่เพื่อจะให้เขายิ้ม และผานฟงก็ไม่พลาดช็อตเด็ดที่คุณชายของเขายิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี“ว้าว พี่เซี่ยยิ้มแล้วดูดีมากเลยนะคะ วันหลังก็ยิ้มให้ฉันบ่อย ๆ หน่อยนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มกว้างบอกอย่างสนุกสนาน เธอดีใจที่สามารถทำให้เซี่ยเยี่ยนยิ้มได้เป็
“ผมจะดูแลน้องเพ่ยหยูให้ดีครับ คุณลุงไม่ต้องเป็นห่วง” เซี่ยเยี่ยนรับปากด้วยสีหน้าจริงจังฉินกวงพอได้ยินเซี่ยเยี่ยนเข้าก็อดเบะปากอย่างหมั่นไส้ไม่ได้ เวยฉิงที่เห็นสีหน้าสามีก็ตีเพี๊ยะเข้าไปที่แขนล่ำพร้อมรอยยิ้มขำ สามีเธอปกติไม่เคยทำสีหน้าแบบนี้มาก่อน เวยฉิงเลยอดขำฉินกวงขึ้นมาไม่ได้ ฉินกวงพอถูกภรรยาตีเข้าให้ก็ทำทีออดอ้อนเวยฉิงเสียอย่างนั้น บรรยากาศในห้องรับแขกเลยกลายเป็นความขบขันสองสามีภรรยาที่เล่นกันเป็นเด็กไปแล้วเซี่ยเยี่ยนนั่งคุยอยู่ที่บ้านตระกูลฉินต่ออีกกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับและนัดเวลากับเพ่ยหยูตอนเก้าโมงเช้าพรุ่งนี้ แต่ก่อนที่เซี่ยเยี่ยนจะได้เดินทางกลับ ฉินจ้วงก็โบกมือเรียกให้พ่อบ้านนำของขวัญที่พวกเขาเลือกเอาไว้มาส่งให้เซี่ยเยี่ยนก่อน ซึ่งเซี่ยเยี่ยนก็แปลกใจไม่น้อยที่อยู่ ๆ ฉินจ้วงก็มอบของขวัญให้เขาแบบนี้“รับไปเ
“หนูขอตัวก่อนนะคะ” เพ่ยหยูลุกขึ้นเดินนำเซี่ยเยี่ยนไปยังห้องสมุดซึ่งเธอเอาโน้ตบุ๊คไปวางรอไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว เพราะมัวแต่คุยกับคนในครอบครัว ทำให้วันนี้เพ่ยหยูเริ่มเรียนช้ากว่าทุกวันที่ผ่านมา เธอไม่รู้ว่ายังเหลือเนื้อหาอีกมากแค่ไหนถึงจะเรียนจบ“อืม...พวกหลานรีบไปเถอะ” ฉินจ้วงโบกมือให้พวกเขารีบไปฉินกวงที่คิดว่าจะขึ้นไปส่งเวยฉิงนอนพักผ่อนแล้วรีบลงมาหาเพ่ยหยู พอเขาได้เข้าห้องนอนไปแล้วก็กลับถูกเวยฉิงลากตัวให้มานอนกอดอยู่บนเตียง ก่อนที่เธอจะหลับไปโดยกอดฉินกวงเอาไว้แน่นจนเขาไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าจนทำให้เวยฉิงตื่น หลังจากนอนคิดอยู่พักใหญ่ ฉินกวงก็ทำได้แค่ต้องหลับตาลงนอนพักผ่อนพร้อมกับภรรยาเมื่อถึงมื้อเที่ยง พ่อบ้านก็ให้คนไปตามทุกคนมาทานข้าวร่วมกัน เซี่ยเยี่ยนยังคงสอนเพ่ยหยู
“หนูจะตั้งใจเรียนค่ะอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับหอพักก่อนนะคะ” เพ่ยหยูที่หอบหนังสือหลายเล่มเอาไว้รีบบอก เธอไม่คิดว่าหนังสือจะหนามากขนาดนี้“ไปเถอะ มีอะไรสง
“เพ่ยหยู ต่อไปหนูต้องไปอยู่กับพวกเขานะจ๊ะ” เค่ออวี๋ที่วันนี้ออกมาส่งเพ่ยหยูเอ่ยบอกด้วยสีหน้าสงสาร เธอเสียดายที่ไม่พบครอบครัวของเด็กคนนี้มาก ทั้งที่จริงแล้วเค่ออวี๋คิดว่าครอบครัวของเพ่ยหยูน่าจะรวยมากแท้ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้รับเงินช
“อยู่ที่นี่อาหยูต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ลุงจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” ตำรวจที่พามาอดสงสารเพ่ยหยูขึ้นมาไม่ได้ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยังดีที่เขากับเพื่อนเก็บสิ่งของมีค่าของเพ่ยหยูซ่อนไว้ในกระเป๋าให้เธอแล้ว
เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ปี 1975 สภาพผู้คนในเมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เมืองริมคลองที่มีสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่ ผู้คนในเมืองต่างไม่สนใจชีวิตของคนอื่น พวกเขาต้องการเพียงเอาตัวรอดไปวัน ๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงและการถูกควบคุมจากทางการอย่างเข้มงวดก็ไม่อาจทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างอิสระได้







